ผมควรหยุดที่จะมี "ความรัก" หรือยัง (ช-ช)

ตอนนี้ผมอายุ 27 ปี ผมรู้สึกชอบผู้ชายมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่กล้าแสดงให้ใครรู้
พอโตขึ้นก็พยายามหาคำตอบให้ตัวเองว่าทำไมเราถึงชอบผู้ชายด้วยกัน
ซึ่งคำตอบที่ผมคิดว่าน่าจะถูกต้องที่สุด คือ ผมเติมโตมาท่ามกลางครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง
ผมมีพ่อ มีพี่ชาย แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่กับผมตั้งแต่เด็ก ในใจลึกๆ ของผมจึงโหยหา
ความรักความอบอุ่นจากผู้ชายเช่นที่ครอบครัวอื่นๆ เขามี

ตลอดระยะเวลากว่า 22 ปี ผมทุ่มเทชีวิตให้กับการเรียนและการเป็นเด็กดีของครอบครัว
ผมไม่เคยมีแฟน ไม่เคยไปบอกชอบใคร และไม่เคยมีใครมาบอกชอบผม มีมากสุดก็แค่
แอบชอบเขาอยู่ห่างๆ โดยไม่บอกให้ใครรู้

วันหนึ่งบนพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปีหนึ่ง และต้องขึ้นไปทำกิจกรรมที่นั่น
ระหว่างทำกิจกรรม ก็มีคุณลุงท่านหนึ่งซึ่งผมไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เดินเข้ามาหาผมและพูดกับผมสั้นๆ ว่า
"ชีวิตผมจะไม่สมหวังเรื่องความรัก" และคุณลุงท่านนั้นก็เดินทางไปพร้อมกับความทุกข์ใจของผม
นับจากวันนั้น คำพูดนี้ก็ตามหลอกหลอนผมทุกวัน แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองเสมอว่า มันคงไม่จริงหรอก

จนกระทั่งผมเรียนจบและได้เข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งใน กทม. ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ความรักที่ผม
จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้

รักครั้งแรก : เขาเข้ามาทำความรู้จักในฐานะพี่ที่ทำงาน และเราก็สานสัมพันธ์กันจนเป็นคนรักที่วางแผนจะใช้ชีวิต
ร่วมกันไปตลอด แต่พอเวลาผ่านไป 1 ปี ความรักที่เขาให้ผมมันก็หมดลง ทั้งๆ ที่ผมยังคงรักเขาไม่เคยลดลงเลย
สิ่งที่เจ็บไปมากกว่านั้น คือ เขาไม่เคยบอกผมว่าเขาหมดรักผมแล้ว แต่เขาใช้วิธีแสดงออกให้เห็นจนผมต้องยอมแพ้
และถอยออกมาจากชีวิตเขาเอง

รักครั้งที่สอง : กว่าจะรักษาความเจ็บปวดจากรักครั้งแรกได้เวลาก็ผ่านไปเป็นปี ความเหงาทำให้ผม
ได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งผ่านอินเทอร์เน็ต ผมใช้เวลาเรียนรู้เขาอยู่ 3 เดือน จนมั่นใจว่าเขาคือคนที่ผมอยากเริ่มต้น
มีรักใหม่อีกครั้ง แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็สารภาพกับผมว่า ตลอดช่วง 3 เดือนที่เราคุยกันนั้น เขายังไปมีอะไรกับคนอื่น
โดยไม่คิดถึงใจผมสักนิดว่าจะรู้สึกยังไง ผมพยายามขอร้องให้เขาหยุด แต่เขาก็ปฏิเสธ ผมก็เลยต้องถอยตัวออกมา
พร้อมกับเสียน้ำตาเป็นครั้งที่ 2

รักครั้งที่สาม : หลายเดือนถัดมา ผมได้เจอผู้ชายอีกคนหนึ่งผ่านอินเทอร์เน็ตเช่นเดิม เขาดีกับผมมาก
เล่าให้ผมฟังทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาโดยไม่ต้องร้องขอ ทั้งการกระทำและคำพูดทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่า
เราจะเป็นรักสุดท้ายของกันและกัน ผมยิ้มเยาะเย้ยคำทำนายของคุณลุงบนดอยสุเทพด้วยความสะใจ
แต่ผ่านมา 2 เดือน คำทำนายก็เล่นงานผมซ้ำเป็นครั้งที่สาม ผมเจอเขากับผู้ชายอีกคนอยู่ในห้องนอนของเขา
สภาพเกือบเปลือยเปล่าทั้งคู่ ผมกลั้นน้ำตาแล้วเดินเข้าไปสืบหาความจริง จึงได้รู้ว่า "เขาเป็นแฟนกัน" ส่วนผม "ชู้"
เหตุการณ์วันนั้นทำผมเสียใจมากที่สุดในชีวิต และไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงกับผม

รักครั้งที่สี่ : สองปีต่อมา ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่งผ่านอินเทอร์เน็ตเช่นเดิม เวลาเราได้คุยกันหรือได้อยู่ด้วยกัน
ผมจะรู้สึกได้ทุกครั้งว่าเขามีความรู้สึกดีๆ ให้ผมเช่นที่ผมมีให้เขา แต่ทั้งผมและเขาไม่ยอมพูดมันออกมา
จนเวลาผ่านไป 2 เดือน ผมตัดสินใจทำให้ทุกอย่างชัดเจนด้วยการบอกชอบเขา แต่เขาพูดกับผมว่า
"เราเป็นเพื่อนกันแบบนี้ก็ดีแล้ว" ผมกลั้นน้ำตายอมรับคำตัดสินด้วยความผิดหวังและเจ็บปวด แต่เพราะไม่อยาก
สูญเสียเขาไป ผมจึงต้องอดทนเป็นเพื่อนเขามาอีก 5 เดือน สุดท้ายทนพิษบาดแผลไม่ไหว จึงตัดสินใจยอมแพ้
และถอยออกมารักษาแผลใจอีกครั้ง

รักครั้งล่าสุด : ผ่านมา 3 เดือนจากการลาออกจากคำว่าเพื่อนที่ผมไม่อยากเป็น ความเหงาทำให้ผม
เลือกใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อรักอีกครั้ง และก็มีคนเข้ามาเช่นครั้งก่อนๆ ผมและเขาคุยกันผ่านไลน์และโทรศัพท์
กันเป็นเวลาหนึ่งเดือน ความรู้สึกดีๆ ทั้งผมและเขาก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป จนเมื่อเย็นที่ผ่านมา
เรานัดทานข้าวกัน และผลของการเจอกันครั้งแรก คือ ต่างฝ่ายต่างประทับใจกัน และพร้อมที่จะสานความสัมพันธ์
เป็นคนรักกันต่อไป แต่พอผมกลับถึงที่พัก เขาก็โทรมาสารภาพกับผมว่า "เขามีภรรยาและลูกสาว 1 คน"
แต่เขาก็อยากมีผมอีกคนเข้าไปเติมเต็มชีวิตของเขา ผมไม่รู้ว่าจะต้องยอมรับหรือปฏิเสธมันยังไง มันถึงจะทำให้ตัวเอง
เสียใจและเจ็บปวดน้อยที่สุด ผมตอบเขาไปแค่ว่า ขอให้มันเป็นเรื่องของอนาคตแล้วกันครับ...

จนถึงนาทีนี้ ผมควรยอมรับคำทำนายของคุณลุงท่านนั้นได้แล้วใช่ไหมครับ ผมทุ่มเทและจริงจังทุกครั้งกับความรักที่เข้ามาในชีวิต
พยายามใช้หัวใจอันบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงมันให้เติบโตและมั่นคงแข็งแรง แต่สุดท้ายมันก็หลุดลอยไปจากผมจนได้ ยอมรับว่าท้อกับความรักมาก
แต่พอไม่มีใครมันก็เหงา หายเหงาได้ไม่นานมันก็เจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผมควรหยุดที่จะมีความรัก และยอมรับในคำทำนายได้แล้วรึยังครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่