สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ผมได้อ่านจากเพจบางเพจ
กระทู้บางกระทู้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35682516
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.dek-d.com/board/view/3692715
และสิ่งที่มันได้เกิดขึ้นคือการโจมตีทางสังคม
ผมบอกตามตรงเลยว่าเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกียวข้องใดๆกับผมเลย ผมเป็นเพียงแค่นิสิตคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
สำหรับเหตุการที่เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าจากกระทู้ข้างต้น ผมอยากจะมาบอกเล่าสู่อีกมุมมองหนึ่ง
มุมที่คุณไม่เข้าาใจ ในสิ่งที่มันเป็น
มันมีคำถามมากมายที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องกฏ ธรรมเนียมประเพณี ทุกๆอย่างถูกรวมอยู่ในคำว่ารับน้อง
"รับน้อง" ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คำนๆนี้ถูกกลายเป็นคำที่ดูรุนแรง
ทั้งๆที่การรับน้องถูกจัดขึ้น ก็เพื่อน้อง ถ้าไม่มีน้องกิจกรรมรับน้องก็จะไม่เกิดขึ้น
ถ้าถามว่าจะรับน้องไปทำไม ผมก็คงต้องบอกว่ามันเป็นธรรมเนียมประเพณีนีที่ดีงาม
"ธรรมเนียมประเพณี" คำๆนี้อีกแล้วหรอ คิดแบบนี้อยู่รึเปล่าครับ
ผมว่าคำๆนี้มันมีความหมายในตัวของมันอยู่แล้ว
มันไม่ใช่ข้ออ้างใดๆ ก็เหมือนกับประเพณีลอยกระทง สงกรานต์ ที่เขาสืบต่อกันมา
มันก็เป็นสิ่งดีๆที่เขาสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น
การที่นายคนหนึ่งได้ก้าวเข้ามาเรียนในที่แห่งนี้ มาตัวคนเดียว ไกลบ้าน ไกลผู้คนที่เคยรู้จัก
ธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ก็จะทำให้เราเกิดการปรับตัว แล้วก็เรียนรู้ที่จะอยู่กันมาได้
จะพูดว่ามันเป็นแค่สิ่งที่สืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นเฉยๆงั้นหรอ ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรอ ทำตามเขามาโดยไม่เหตุผลเนี่ยนะ
อย่างที่ผมบอก มันเป็น"สิ่งดีๆ" ที่เขาส่งต่อกันมา ถ้ามันไม่ดีก็ไม่ใครเขากันหรอกครับ
ผมเข้าใจนะว่ามันมีคนที่ไม่อินกับกิจกรรมเหล่านี้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามันคนที่รู้สึกดีกับมันจริงๆ
สิ่งที่เราจะได้รับจากกิจกรรมนี้ มันบอกไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากคุณไม่ได้เข้าร่วมมัน
แต่สิ่งที่หนึ่งที่ผมบอกได้เลยก็คือ คุณจะสามารใช้ชีวิตอยู่ที่ๆนั้นได้อย่างมีความสุข
มีเพื่อน มีพี่ มีน้องที่คอยช่วยเหลือกันและกัน
ผมว่าคณะที่ถูกกล่าวมาข้างต้นเป็นคณะที่น่ารักนะครับ ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวแต่อย่างใด
แต่ที่คณะนั้นมีความเป็นพี่เป็นน้องสูงมาก คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีเสียงเฮฮาเสียงหัวเราะอยู่ตลอด เรียกว่าเป็นสีสันของที่นี่ก็เป็นได้
และสิ่งที่เห็นจากกิจกรรมที่คณะนั้นจัดขึ้น ก็คือการปฏิบัติของรุ่นน้อง ผมชื่นชมพวกเขามากเลยนะครับ
น้องคณะเขายกมือไหว้ทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นพี่คณะเขา หรือพี่ต่างคณะ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมชั้นปีที่อยู่คณะต่างๆ
เวลาน้องเขาจะไปกินข้าวก็กินพร้อมกัน เวลาไปเรียนก็ไปพร้อมกัน กลับก็กลับด้วยกัน
ไม่มีใครทิ้งใคร ผมว่ามันเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีที่พยายามรมณ์รงค์กันอยู่มาก
แค่อยู่ด้วยกันไม่ทิ่งกัน ไม่เห้นแก่ตัว แค่นี้เอง
และผมเองก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาห้าม ทำไมห้ามเข้าฟิตเนส ห้ามเข้าเซเว่น ห้ามปั่นจักรยาน ห้ามกางร่ม ห้ามโน่นนี่
ผมเข้าใจนะครับว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ก็อย่างที่ผมบอกมันเป็นการแสดงออกที่ถ้าคนไม่ทำก็ไม่รู้
คุณจะไปเขาฟิตเนสที่มีเพยงไม่กี่เครื่องแล้วก็ทิ้งเพื่อนคุณไว้หรอ
คุณจะเข้าเซเว่นคนเดียวในขณะที่เพื่อนของคุณนั่งกินข้าวด้วยกันหรอ
คุณจะปั่นจักรยานในขณะที่เพื่อนบางคนเขาไม่มีหรอ
คุณจะเดินกางร่มไปคนเดียว แล้วปล่อยให้เพื่อนคุณเดินตากฝนหรอ
ผมว่าทุกๆอย่างมันมีความหมายของมันอยู่ที่ว่าคุณจะมองมันยังไง
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอก ก่อนที่เราจะขึ้นมาเป็นรุ่นพี่ แน่นอนเราทุกคนต่างก็เคยเป็นน้อง
เรารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันคืออะไร แล้วรู้ว่าหลังจากผ่านมาได้มันรู้สึกยังไง
สำหรับผมมันรู้สึกดีมากๆนะครับ
มันเหมือนกับการที่เราสามารถผ่านอุปสรรคอะไรต่างๆมาได้ด้วยกัน จากคนไม่รู้จักหน้าตา มาร่วมทุก รว่มสุข หัวเราะไปด้วยกัน ร้องไห้ไปด้วยกัน
และเมื่อมาถึงวันที่เราสามารถผ่านมันมาได้ ความภาคภูมิใจมันก็เกิดขึ้น
"ความภาคภูมิ" มันกินได้ที่ไหน เคยถามไหว่าอยากได้หรือเปล่า
ผมถามพวกคุณจริงๆเถอะ นี่คิดจะมาเรียนๆให้จบๆไปอย่างนั้นหรอ ไม่คิดที่จะได้อะไรอย่างอื่นไปเลยหรอ
ความภาคภูมิใจอ่ะคุณ สอบติดก็เป็นความภาคภูมิใจ เรียนจบก็เป็นความภาคภูมิใจ มีงานทำเลี้ยงดูพ่อแม่ก็เป็นความภาคภูมิใจ
แล้วการที่เราสามารถผ่านอุปสรรมาได้ล่ะ คุณไม่ภูมิใจกับมันหรอ
มันมีจริงๆหรอชีวิตที่ไม่มีอุปสรรค หากเพียงแค่คุณเจออุปสรรคแค่นี้ คุณยังรับมันไม่ไหวเลยหรอ
ผมว่าผมเข้าใจคุณนะที่มาเรียกร้องสิทธิโน่นนี่นั่น เพราะคุณอยากได้ในสิ่งที่คุณต้องการไง
คุณเข้ามาคุณก็ต้องการที่จะทำตามใจตัวเอง อยากเป็นอิสระ แต่คุณลืมอะไรหรือเปล่า
ที่นี่เขาก็มีกฏมีรเบียบ มีธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา
กลับมาเรื่องเดิมอีกแล้ว แต่ที่ผมอยากจะพูดก็คือ คุณคิดว่าการที่คุณมาเรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรอ
"เพลง จะร้องทำไมเพลง"คำถามนี้ก็เหมือนกับร้องเพลงชาติไปทำไม
ผมว่าเพลงที่ถูกแต่งขึ้น ก็ใส่ความภาคภูมิใจของเราลงไป ใส่ความเป็นคณะ ความเป็นมหาวิทยาลัย
หวังจะให้เพลงได้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แล้วการที่คุณเข้ามาเรียนที่นี่คณะนี้ คุณไม่คิดจะทำอะไรเพื่อตอบแทนสถานที่นั้นๆบ้างเลยหรอ
ถ้าวันหนึ่งเพลงชาติได้ถูกตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมาบ้างล่ะ
"พวกผมยังผ่านมาได้เลย" คำนี้ก็กลายเป็นคำเสียดสี กลายเป็นคำที่พูดประชดประชัน
สำหรับผมความหมายของคำๆนี้มันเป็นกำลังใจนะ เขาก็คนธรรมดาเหมือนเรา
เขายังผ่านมันไปได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ แต่ตอนนี้กลับมีคนตีความไปในทางอื่น
ผมว่าจุดประสงค์หลักของคำๆนี้ก็คืออยากให้พวกคุณอดทน ต่อสู้กับมันแล้วผ่านมันไปให้ได้
ความรู้สึกหลังจากที่ผ่านมาได้มันดีจริงๆนะครับ
ความรู้สึกที่ว่า เราได้รุ่นแล้ว ได้เกียร์แล้ว ได้เข็มแล้ว ได้ด้ายแดงแล้ว ได้หมวกแล้ว ปลดระเบียบแล้ว
ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือความภาคภูมิใจ ความภูมิใจที่เราได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะ ของมหาวิทยาลัยนี้อย่างเต็มตัว
"สอบติด จ่ายตังเข้ามาเรียนก็พอแล้ว" แล้วก็มีคนคิดแบบนี้จนได้
ใช่ครับ คุณสอบติด คุณจ่ายเงินเข้ามาเรียนที่นี้ แล้วคุณไม่คิดจะเอาอะไรติดตัวไปเลยหรอ ก็สอบติดแล้วไง เรีนยจบแล้วนิ จะเอาอะไรนักหนา
สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือกิจกรรมมันสร้างคนให้เต็มคน คุณอยากมีแค่ใบปริญญาหนึ่งแผ่น แค่นี้ก็พอแล้วหรอครับ ผมฝากคำถามนี้ไว้ด้วยครับ
สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ หยุดเถอะครับ
หยุดทำลายกิจกรรมดีๆที่ถูกทอดกันมา คุณกำลังทำให้ความพยายมของคนหลายคนสูญเปล่า
สิ่งที่คุณกำลังมันอาจเป็นเพียงเรื่องสนุกของคุณ หรือเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวของคุณ
คุณกำลังทำลายสิ่งดีๆที่กำลังจะถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
คุณกำลังทำลายความภาคภูมิใจของเรา
สิ่งนั้นมันได้เกิดขึ้นแล้ว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.mx7.com/view2/zpDsyHklB0k4gZpI
และในคณะของผมเองกิจกรรมก็ถูกปิดลงโดยจัดได้เพียงแค่สามครั้ง
ความพยายามของทุกคนที่จะส่งต่อให้น้องถูกทำลาย
เพลงในคณะ เพลงในหมาวิทยาลัยของเราก็ไม่สามารถส่งต่อได้ครบ
แม้แต่สิ่งสุดท้ายที่เราอยากจะมอบให้เขา มันก็ไม่เกิดขึ้น
ผมขอฝากทุกคนไว้แค่นี้นะครับ
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนนี้ขอบคุณครับ
สิ่งที่คุณไม่มีวันเข้าใจ กรณีรับน้องมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านองค์รักษ์
กระทู้บางกระทู้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และสิ่งที่มันได้เกิดขึ้นคือการโจมตีทางสังคม
ผมบอกตามตรงเลยว่าเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกียวข้องใดๆกับผมเลย ผมเป็นเพียงแค่นิสิตคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
สำหรับเหตุการที่เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าจากกระทู้ข้างต้น ผมอยากจะมาบอกเล่าสู่อีกมุมมองหนึ่ง
มุมที่คุณไม่เข้าาใจ ในสิ่งที่มันเป็น
มันมีคำถามมากมายที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องกฏ ธรรมเนียมประเพณี ทุกๆอย่างถูกรวมอยู่ในคำว่ารับน้อง
"รับน้อง" ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คำนๆนี้ถูกกลายเป็นคำที่ดูรุนแรง
ทั้งๆที่การรับน้องถูกจัดขึ้น ก็เพื่อน้อง ถ้าไม่มีน้องกิจกรรมรับน้องก็จะไม่เกิดขึ้น
ถ้าถามว่าจะรับน้องไปทำไม ผมก็คงต้องบอกว่ามันเป็นธรรมเนียมประเพณีนีที่ดีงาม
"ธรรมเนียมประเพณี" คำๆนี้อีกแล้วหรอ คิดแบบนี้อยู่รึเปล่าครับ
ผมว่าคำๆนี้มันมีความหมายในตัวของมันอยู่แล้ว
มันไม่ใช่ข้ออ้างใดๆ ก็เหมือนกับประเพณีลอยกระทง สงกรานต์ ที่เขาสืบต่อกันมา
มันก็เป็นสิ่งดีๆที่เขาสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น
การที่นายคนหนึ่งได้ก้าวเข้ามาเรียนในที่แห่งนี้ มาตัวคนเดียว ไกลบ้าน ไกลผู้คนที่เคยรู้จัก
ธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ก็จะทำให้เราเกิดการปรับตัว แล้วก็เรียนรู้ที่จะอยู่กันมาได้
จะพูดว่ามันเป็นแค่สิ่งที่สืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นเฉยๆงั้นหรอ ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรอ ทำตามเขามาโดยไม่เหตุผลเนี่ยนะ
อย่างที่ผมบอก มันเป็น"สิ่งดีๆ" ที่เขาส่งต่อกันมา ถ้ามันไม่ดีก็ไม่ใครเขากันหรอกครับ
ผมเข้าใจนะว่ามันมีคนที่ไม่อินกับกิจกรรมเหล่านี้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามันคนที่รู้สึกดีกับมันจริงๆ
สิ่งที่เราจะได้รับจากกิจกรรมนี้ มันบอกไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากคุณไม่ได้เข้าร่วมมัน
แต่สิ่งที่หนึ่งที่ผมบอกได้เลยก็คือ คุณจะสามารใช้ชีวิตอยู่ที่ๆนั้นได้อย่างมีความสุข
มีเพื่อน มีพี่ มีน้องที่คอยช่วยเหลือกันและกัน
ผมว่าคณะที่ถูกกล่าวมาข้างต้นเป็นคณะที่น่ารักนะครับ ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวแต่อย่างใด
แต่ที่คณะนั้นมีความเป็นพี่เป็นน้องสูงมาก คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีเสียงเฮฮาเสียงหัวเราะอยู่ตลอด เรียกว่าเป็นสีสันของที่นี่ก็เป็นได้
และสิ่งที่เห็นจากกิจกรรมที่คณะนั้นจัดขึ้น ก็คือการปฏิบัติของรุ่นน้อง ผมชื่นชมพวกเขามากเลยนะครับ
น้องคณะเขายกมือไหว้ทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นพี่คณะเขา หรือพี่ต่างคณะ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมชั้นปีที่อยู่คณะต่างๆ
เวลาน้องเขาจะไปกินข้าวก็กินพร้อมกัน เวลาไปเรียนก็ไปพร้อมกัน กลับก็กลับด้วยกัน
ไม่มีใครทิ้งใคร ผมว่ามันเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีที่พยายามรมณ์รงค์กันอยู่มาก
แค่อยู่ด้วยกันไม่ทิ่งกัน ไม่เห้นแก่ตัว แค่นี้เอง
และผมเองก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาห้าม ทำไมห้ามเข้าฟิตเนส ห้ามเข้าเซเว่น ห้ามปั่นจักรยาน ห้ามกางร่ม ห้ามโน่นนี่
ผมเข้าใจนะครับว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ก็อย่างที่ผมบอกมันเป็นการแสดงออกที่ถ้าคนไม่ทำก็ไม่รู้
คุณจะไปเขาฟิตเนสที่มีเพยงไม่กี่เครื่องแล้วก็ทิ้งเพื่อนคุณไว้หรอ
คุณจะเข้าเซเว่นคนเดียวในขณะที่เพื่อนของคุณนั่งกินข้าวด้วยกันหรอ
คุณจะปั่นจักรยานในขณะที่เพื่อนบางคนเขาไม่มีหรอ
คุณจะเดินกางร่มไปคนเดียว แล้วปล่อยให้เพื่อนคุณเดินตากฝนหรอ
ผมว่าทุกๆอย่างมันมีความหมายของมันอยู่ที่ว่าคุณจะมองมันยังไง
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอก ก่อนที่เราจะขึ้นมาเป็นรุ่นพี่ แน่นอนเราทุกคนต่างก็เคยเป็นน้อง
เรารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันคืออะไร แล้วรู้ว่าหลังจากผ่านมาได้มันรู้สึกยังไง
สำหรับผมมันรู้สึกดีมากๆนะครับ
มันเหมือนกับการที่เราสามารถผ่านอุปสรรคอะไรต่างๆมาได้ด้วยกัน จากคนไม่รู้จักหน้าตา มาร่วมทุก รว่มสุข หัวเราะไปด้วยกัน ร้องไห้ไปด้วยกัน
และเมื่อมาถึงวันที่เราสามารถผ่านมันมาได้ ความภาคภูมิใจมันก็เกิดขึ้น
"ความภาคภูมิ" มันกินได้ที่ไหน เคยถามไหว่าอยากได้หรือเปล่า
ผมถามพวกคุณจริงๆเถอะ นี่คิดจะมาเรียนๆให้จบๆไปอย่างนั้นหรอ ไม่คิดที่จะได้อะไรอย่างอื่นไปเลยหรอ
ความภาคภูมิใจอ่ะคุณ สอบติดก็เป็นความภาคภูมิใจ เรียนจบก็เป็นความภาคภูมิใจ มีงานทำเลี้ยงดูพ่อแม่ก็เป็นความภาคภูมิใจ
แล้วการที่เราสามารถผ่านอุปสรรมาได้ล่ะ คุณไม่ภูมิใจกับมันหรอ
มันมีจริงๆหรอชีวิตที่ไม่มีอุปสรรค หากเพียงแค่คุณเจออุปสรรคแค่นี้ คุณยังรับมันไม่ไหวเลยหรอ
ผมว่าผมเข้าใจคุณนะที่มาเรียกร้องสิทธิโน่นนี่นั่น เพราะคุณอยากได้ในสิ่งที่คุณต้องการไง
คุณเข้ามาคุณก็ต้องการที่จะทำตามใจตัวเอง อยากเป็นอิสระ แต่คุณลืมอะไรหรือเปล่า
ที่นี่เขาก็มีกฏมีรเบียบ มีธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา
กลับมาเรื่องเดิมอีกแล้ว แต่ที่ผมอยากจะพูดก็คือ คุณคิดว่าการที่คุณมาเรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรอ
"เพลง จะร้องทำไมเพลง"คำถามนี้ก็เหมือนกับร้องเพลงชาติไปทำไม
ผมว่าเพลงที่ถูกแต่งขึ้น ก็ใส่ความภาคภูมิใจของเราลงไป ใส่ความเป็นคณะ ความเป็นมหาวิทยาลัย
หวังจะให้เพลงได้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แล้วการที่คุณเข้ามาเรียนที่นี่คณะนี้ คุณไม่คิดจะทำอะไรเพื่อตอบแทนสถานที่นั้นๆบ้างเลยหรอ
ถ้าวันหนึ่งเพลงชาติได้ถูกตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมาบ้างล่ะ
"พวกผมยังผ่านมาได้เลย" คำนี้ก็กลายเป็นคำเสียดสี กลายเป็นคำที่พูดประชดประชัน
สำหรับผมความหมายของคำๆนี้มันเป็นกำลังใจนะ เขาก็คนธรรมดาเหมือนเรา
เขายังผ่านมันไปได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ แต่ตอนนี้กลับมีคนตีความไปในทางอื่น
ผมว่าจุดประสงค์หลักของคำๆนี้ก็คืออยากให้พวกคุณอดทน ต่อสู้กับมันแล้วผ่านมันไปให้ได้
ความรู้สึกหลังจากที่ผ่านมาได้มันดีจริงๆนะครับ
ความรู้สึกที่ว่า เราได้รุ่นแล้ว ได้เกียร์แล้ว ได้เข็มแล้ว ได้ด้ายแดงแล้ว ได้หมวกแล้ว ปลดระเบียบแล้ว
ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือความภาคภูมิใจ ความภูมิใจที่เราได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะ ของมหาวิทยาลัยนี้อย่างเต็มตัว
"สอบติด จ่ายตังเข้ามาเรียนก็พอแล้ว" แล้วก็มีคนคิดแบบนี้จนได้
ใช่ครับ คุณสอบติด คุณจ่ายเงินเข้ามาเรียนที่นี้ แล้วคุณไม่คิดจะเอาอะไรติดตัวไปเลยหรอ ก็สอบติดแล้วไง เรีนยจบแล้วนิ จะเอาอะไรนักหนา
สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือกิจกรรมมันสร้างคนให้เต็มคน คุณอยากมีแค่ใบปริญญาหนึ่งแผ่น แค่นี้ก็พอแล้วหรอครับ ผมฝากคำถามนี้ไว้ด้วยครับ
สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ หยุดเถอะครับ
หยุดทำลายกิจกรรมดีๆที่ถูกทอดกันมา คุณกำลังทำให้ความพยายมของคนหลายคนสูญเปล่า
สิ่งที่คุณกำลังมันอาจเป็นเพียงเรื่องสนุกของคุณ หรือเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวของคุณ
คุณกำลังทำลายสิ่งดีๆที่กำลังจะถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
คุณกำลังทำลายความภาคภูมิใจของเรา
สิ่งนั้นมันได้เกิดขึ้นแล้ว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และในคณะของผมเองกิจกรรมก็ถูกปิดลงโดยจัดได้เพียงแค่สามครั้ง
ความพยายามของทุกคนที่จะส่งต่อให้น้องถูกทำลาย
เพลงในคณะ เพลงในหมาวิทยาลัยของเราก็ไม่สามารถส่งต่อได้ครบ
แม้แต่สิ่งสุดท้ายที่เราอยากจะมอบให้เขา มันก็ไม่เกิดขึ้น
ผมขอฝากทุกคนไว้แค่นี้นะครับ
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนนี้ขอบคุณครับ