มีเรื่องมาเล่าให้เพื่อนๆในโลกโซเชี่ยลได้ฟังกันหน่อยคับ เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง ผู้หญิงทำงานออฟฟิตเป็นกราฟฟิคดีไซส์ของร้านขายฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง(ก่อนหน้านี้ทำงานมาหลายอย่างหลายที่คับทั้งเป็นครูเป็นนักร้องขายบ้าน)เลิกงาน1ทุ่ม เค้าโทรมาตอน1ทุ่มหน่อยๆบอกว่า พี่อยู่ไหนหยุดงานหรือป่าว วันนี้อยากไปเดินตลาดไม่มีรองเท้าใส่ จะไปหาซื้อรองเท้า
ผมบอกว่าทำงานอยู่ ผู้หญิงพูดขึ้นมาว่า เสียดายจังอุตส่าห์ดีใจนึกว่าพี่หยุดงานจะได้ไปเดินตลาดด้วยกัน (ทั้งๆที่เค้ารู้ว่าผมทำงานอยู่) ผมถามกลับไปว่าไปกะใครเค้าบอกว่าไปคนเดียวจะให้ไปกับใครหล่ะ แล้วเค้าก็บอกว่าเด๋วขอขับรถก่อนนะขอวางสายก่อน(ทั้งๆที่ปกติเค้าขับรถก็ไม่เคยวางสายจะเปิดโฟนคุยกันตลอดเวลาขับรถ)เค้าวางสายไปแล้วเดินชึ้นรถแล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งขึ้นรถไปด้วย แต่เค้าดันไม่รู้ว่าผมให้ลูกน้องผมตามอยู่ตามหลังเค้าอยู่แบบห่างๆ ซึ่งรถที่เค้าใช้เป็นฟิล์มใสมองเห็นภายในรถทั้งหมด ลูกน้องผมเห็นเค้าดูโทรศัพท์ที่ผมโทรเข้าแต่เค้าก็ไม่รับสาย เค้าขับรถไปกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผู้ชายคนนั้นก็คือเพื่อนร่วมงานของเค้านั้นเอง เลิกงานแล้วเค้ากลับด้วยกัน
แต่ระหว่างทางที่เค้ากลับกะผู้ชายคนนั้นผมโทรหาเค้าตลอดแต่เค้าไม่รับสายเค้าจอดรถในซอยที่หน้าตึกตึกหนึ่งลงจากรถไปกะผู้ชายคนนั้นหายเค้าไปในตึกซึ่งเป็นห้องเช่านานมากประมาณชั่วโมงกว่าๆส่วนผมกำลังขับรถไปที่ห้องเช่านั้น ผมโทรตามตลอดเค้าก็ไม่รับสาย ลูกน้องโทรกลับมาบอกว่าผู้หญิงออกมาจากตึกแล้วออกมาคนเดียว ผมบอกให้ลูกน้องตามต่อ พอเค้าออกจากตึกนั้นกันเค้าก็รีบขับรถไปตลาดคนเดียว ผมก็ยังโทรหาเค้าอยู่แต่เค้าก็ไม่รับ จนเค้าขับถึงตลาดและลงจากรถถึงได้รับสายผม ผมถามเค้าว่าทำไมไม่รับสายเค้าบอกว่าไม่ได้ยิน เดินตลาดอยู่ ผมก็ถามเค้ากลับไปว่า ไปกะใครเค้าบอกว่าไปคนเดียว ผมเลยถามไปว่าไปไหนมาหรือป่าวก่อนไปตลาด เค้าตอบกลับมาว่าออกจากที่ทำงานก็มาตลาดเลยไม่ได้แวะไหน ผมถามย้ำไปอีกทีว่าถามจริงๆไม่ได้แวะไหนเลยหรือเค้าก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ได้ไปไหนแถมตอบกลับผมมาว่าประสาทหรือเปล่าออกจากที่ทำงานก็ตรงมาตลาดเลยจะให้แวะไปไหน ผมก็เลยแกล้งพูดไปลอยๆว่าแถวทางที่โผล่ทางรถไฟก็ไม่ได้ไปเหรอ แถวซอยวัดก็ไม่ได้ไปใช่ไหม คือผมพูดแบบยังไม่ได้ระบุสถานที่ที่ชัดเจนเพราะจะได้ดูว่าเค้าจะโกหกผมไปถึงไหน เค้าก็ยังยืนยันคำเดิมแถมว่าผมเป็นโรคประสาทไปใหญ่แหละ ผมเลยพูดขึ้นไปว่างั้นรอยู่ตรงนั้นนะเด๋วพี่ไปหา พี่รู้นะว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วผมก็วางสาย
ตอนนั้นผมถึงตลาดพอดีแต่ลูกน้องบอกเค้าขับรถออกไปแล้วผมรู้เลยว่าเค้าต้องกลับไปคอนโด ผมก็แอบตามไปที่คอนโด คอนโดคือที่ห้องของผมเองห้องที่ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันผมคบกันมา1ปีกว่า ผมเปิดประตูเข้าไปเค้ากำลังเก็บเสื้อผ้าแบบลนลานประมาณว่า ไปฆ่าคนตายมา ผมถามเค้าว่าไปไหนมา เค้าไม่ยอมตอบ ผมถามไปอีกหลายรอบถามซ้ำๆอยู่แบบนั้น เค้าก็ไม่ยอมตอบ ได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่อย่างเดียว ผมเดินเข้าไปนั่งอยู่ใกลๆเค้าแล้วถามเค้าว่าพี่ถามจริงๆเราได้แวะที่ไหนก่อนหรือป่าวก่อนไปตลาด คราวนี้เค้าพูดขึ้นมาว่าเค้าแวะไปส่งพี่ท.ก่อนแล้วไปตลาดผมเลยถามไปว่าแล้วโกหกทำไมว่าไม่ได้แวะไหน เค้าก็ตอบกลับมาว่าก็ไม่ได้มีไรไปตลาดก็ไปกันหมดหลายคน(จริงๆแล้วเค้าไปคนเดียว)
ผมก็เลยพุดชิมลางไปนิดๆว่าแล้วไปทำไมบนห้องท.ตั้งเป็นชั่วโมงเค้าตอบกลับมาว่าก็พี่ม.เค้าให้นั่งรอที่บ้านพี่ท.ก่อนเค้าเข้าบ้านไปรับลูกเค้าจะไปตลาดด้วยก็เลยนั่งรอพี่ม.ที่บ้านพี่ท.ทั้งๆที่เค้าลงมาจากห้องท.แล้วไปเค้าตลาดคนเดียว ผมก็เลยพูดไปว่าทำไมไม่ยอมพูดความจริงพี่พูดขนาดนี้แล้วน่าจะรู้นะว่าพี่รู้พี่ถึงได้ถาม พอผมพูดไปแบบนี้คราวนี้เค้าก็เริ่มโวยวาย ทำเป็นจะเก็บของบอกจะกลับบ้านอยา่งเดียว ผมก็เดินไปจับมือเค้าไว้แล้วบอกเค้าว่าพี่ไม่ได้ว่าอะไรเลยนะถ้าเราอยากกลับบ้านพี่ก็ให้กลับแต่มีอะไรก็พูดมาให้หมดพูดกันให้เคลีย์แล้วอยากกลับก็กลับไปเลย เค้าเริ่มออกอาการฝึดฟัดไม่ยอมตอบคำถามจะเดินออกจากประตูท่าเดียว ผมคิดว่าคงเป็นเพราะโดนผมกดดันตัวเองไม่สามารถจะตอบคำถามได้ ผมเดินไปที่ประตูกางแขนออกแล้วบอกเค้าว่าพี่ขอเคลีย์ก่อนได้ไหมขอให้พูดความจริงออกมาให้หมดแล้วจะไปไหนก็ไป เค้าไม่ยอมพูดแล้วก้เดินมาที่ประตูใช้แรงผลักผมออกจากประตูแต่ผมก็ไม่หลบบอกให้เค้าพูดความจริงออกมาก่อน เค้าผลักผมให้ผมหลีกทางหลายครั้งแต่ผมก็ไม่ยอมสุดท้ายเค้าต่อยหน้าผม1ทีจะต่อยผมอีกผมเลยตวัดมือออกไปแรงๆ1ตรั้งโดนเค้าที่แก้มสรุปเค้าปากแตกคงเป็นเพราะเหล็กดัดฟันที่เค้าใส่ เค้าจะเข้ามาต่อยผมอีกคราวนี้ผมกอดเค้าไว้กอดแบบแน่นเพื่อจะได้ให้เค้าทำไรไม่ได้เพื่อที่จะให้เค้าหยุดอาละวาด พอเค้าขยับตัวทำอะไรผมไม่ได้อีกเค้าก็ร้องไห้แล้วก็พูดออกมาว่า"ทำกู" ผมก็เลยยกมือไหว้เค้าบอกเค้าว่าพี่ขอโทษพี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆพี่ขอโทษนะพี่ไม่คิดว่าจะทำให้ปากแตก แล้วผมก็กอดเค้าแล้วเค้าก็กอดผม
แล้วผมก็พูดถามเค้าว่าไปไหนมา บอกพี่ตรงๆซิ ทำไมต้องโกหกพี่ด้วย ทำไมถึงทำตัวแบบนี้ น่าจะรู้นะว่า พี่พูดถึงขนาดนี้จริงๆแล้วพี่รู้ดี พี่ถึงได้พูด จะโกหกพี่ทำไม เค้าพูดขึ้นมาว่าเค้าขอโทษผม แล้วเค้าบอกว่า สำนึกผิดแล้ว วันนี้รู้ตัวว่าผิด วันนี้พี่ให้ทำอะไรจะทำให้หมดเลย ถือเป็นการรับผิด ผมก็ถามเค้ากลับไปว่าที่ยอมรับผิดคือยอมรับผิดเรื่องอะไรเหรอ ที่ผมถามไปแบบนั้นเพราะผมอยากได้ยินความจริงที่ผมรู้อยู่แล้วจากปากของเค้า แต่เค้าก็ไม่ยอมตอบกลับออกมาว่ายอมรับผิดเรื่องอะไร ได้แต่บอกว่าขอโทษ ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก...........(มีต่อนะครับไว้มาเล่าต่อมันยาวมากๆคับ)
****คนที่ชื่อท.ชื่อม.ทำงานที่เดียวกับเค้าทั้งหมดครับ ซึ่งที่ทำงานที่เค้าทำอยู่ที่นี่เค้าเพิ่งมาเริ่มงานได้ประมาณไม่ถึงครึ่งเดือน ผมไม่อยากจะเชื่อตรงที่ว่าไม่ถึงครึ่งเดือนก็ไปกับเค้าแล้ว แล้วก็วันที่ผมจับได้คงไม่ใช่ครั้งแรกของเค้าทั้ง2เป็นแน่เพราะวันที่เค้าไปที่ห้องของผู้ชายคนนั้นขับขับรถออกจากที่ทำงานก็ตรงไปที่ห้องของผู้ชายเพื่อนร่วมงานของเค้าเลย ถ้าเพิ่งจีบกันคงไม่ไปห้องกันง่ายๆขนาดนั้นแหละอีกอย่างผมมานั่งย้อนดูเค้าขอผมไปตลาดบ่อยมาก แหละอีกเหตุการณ์หนึ่งคือก่อนหน้านี้ไม่กี่วันคอเค้าแดงเป็นรอยดูดผมถามไปว่าไปทำอะไรมาคอแดง เหมือนรอยดูดเลย เค้าตะคอกใส่ผมว่าบ้าหรือป่าวใครจะมาดูดพูดอย่างนี้ได้อย่างไง ทุเรศพูดออกมาได้ พูดไม่คิดพูดแบบนี้เค้าเสียหาย
ตอนที่เค้าพูดผมจำหน้าตาเค้าได้เลยเค้าจะทำตาโตๆเสียงดังๆปากผเยอๆใส่ผม เหมือนให้ผมเห็นนว่าผมพูดจาหาเรื่องเค้าอยู่ ผมรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นอาการของเค้าเวลาโกหก ผมอยู่กะเค้ามานานผมรู้ดีว่าเค้าพูดโมโหเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์ ผมก็เลยเฉยๆเงียบไว้ก่อนเพราะไม่อยากจะเถียงหรือทะเลาะแต่ความสงสัยความไม่ไว้ใจเกิดขึ้นในใจในหัวผมทันที สุดท้ายอีกวันผมได้เจอเพื่อนเค้าที่ทำงานที่เดียวกันกับเค้าผมถามเค้าไปว่าวันอาทิตย์นัดกันไปเจอกันที่ห้องท.หรือ เห็นน้องเค้าบอกผมว่าพี่ม.ให้รอที่ห้องท.เพราะพี่ม.จะแวะไปรับลูกที่บ้านก่อนแล้วจะมาเจอกันที่ห้องท.เพื่อจะได้ไปตลาดพร้อมกัน พี่ม.ตอบผมมาว่าไม่รู้เรื่องเลยไม่ได้ไปตลาดไม่ได้นัดที่ห้องท.อะไรทั้งนั้น ผมเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้พีม.ฟัง พี่ม.เข้าใจทันทีแล้วเค้าก็พูดขึ้นมาว่าน้องเค้ามาบอกพี่แบบนี้ทำให้ตัวเค้าเสียหายด้วยนะเนี่ยเพราะเค้าไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แล้วเค้าก็พูดขึ้นมาว่าถ้าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงเค้ารับไม่ได้เลยนะเนี่ย เรื่องแบบนี้ทุเรศมาก เพราะทุกคนเค้าก็รู้ว่าน้องเค้ามีแฟนแล้ว
ผมเลยเล่าให้เค้าฟังเรื่องที่น้องเค้าคอแดง พี่ม.เล่าให้ผมฟังว่าพี่เป็นคนเตือนน้องเค้าเองเรื่องคอแดงเพราะพี่ก็เห็นเหมือนกัน พี่บอกน้องเค้าว่าคอแดงมาทำงานแบบนี้มันดูไม่ดี น้องเค้าบอกกับพี่ว่าก็คุณเนี่ยแหละเป็นคนดูดเค้าแดงห้ามแล้วก็ไม่ฟัง ผมนี่อึ้งเลยพอได้ยินคำนี้จากปากพี่ม. ผู้หญิงคนนี้หาความจริงไม่เจอ ส่วนผู้ชายที่น้องเค้าไปด้วยมีเมียอยู่แล้วมีเมีย2คนด้วยเห็นน้องเค้าไปเล่าให้เพื่อนเค้าฟังว่าผู้ชายคนนี้มีผู้หญิงแก่เลี้ยงอยู่ เพื่อนคนที่น้องเค้าไปเล่าให้ฟังมาเล่าให้ผมฟังอีกที
ต่อนะครับ
แล้วพี่ม.ก็พูดขึ้นมาว่าน้องเค้าเคยเล่าให้ฟังว่าเค้าเคยมีแฟนเป็นคนเกาหลี พอได้ได้ยินแบบนี้ผมขำก๊ากขึ้นมาทันทีเลยครับ เพราะเกาหลีที่เค้าไปเล่าให้ทุกคนฟังว่าเป็นแฟนเก่าเค้าจริงๆแล้วเค้าไม่ได้เป็นแฟนกันแต่น้องเค้าเล่นชู้ครับ ก่อนที่น้องเค้ามารู้จักผมน้องเค้าเคยมีแฟนแต่งงานด้วยกันอยู่ด้วยกันมา5ปีกว่าส่วนเกาหลีคือคนที่เค้าเป็นชู้ตั้งแต่เค้าคบอยู่กับผู้ชายที่เค้าแต่งงานด้วย ผมเคยได้คุยกับแฟนเก่าเค้าแฟนเก่าเค้าเป็นคนเล่าเรื่องเกาหลีคนนี้ให้ผมฟังเอง แฟนเก่าเค้าเล่าให้ผมฟังว่าเคยไปนั่งรอในรถรออยู่หน้าโรงแรมที่เกาหลีพักอยู่รอตั้งแต่ตี4จนน้องเค้าออกมาจากโรงแรมที่เกาหลีพักอยู่ประมาณ11โมงเช้าแล้วเค้าก็ทะเลาะกันตอนที่น้องเค้าคบกับคนที่น้องเค้าแต่งงานด้วยตอนนั้นเค้าเป็นครูสอนอยู่พาณิชย์ที่หนึ่ง แล้วก็เป็นนักร้องวิ่งร้องเพลงตามร้านตามผับต่างๆด้วยเค้าทำ2อาชีพช่วงนั้น แถมมีเรื่องนักดนตรีด้วยกันอีก............ไว้มาต่อครับ
เรื่องต่อจากนี้ไว้ผมว่างๆผมจะมาเล่าต่อนะครับมันยาวมากๆคับแต่อันนี้ผมขอเล่าเรื่องเหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดก่อนครับผมคบกันมา1ปีกว่าๆผมจับได้แบบนี้อย่างน้อย3ครั้งแล้วครับแล้วผมจะมาเล่าย้อนหลังให้ฟังตั้งแต่ได้รู้จักเค้าวันแรกจนวันสุดท้ายที่ผมทนไม่ได้อีกต่อไปจึงได้ช่วยเค้าเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้เค้ากลับไปบ้านของเค้าที่จันซึ่งล่าสุดเห็นว่าเค้าไปเปิดร้านเหล้าปั่นเล็กๆที่นั่นแถวคลองขุด
เวลาที่เค้าโกหกจะดูได้ง่ายๆมากครับ
1.ชอบขึ้นเสียงทำเป็นเสียงดังไว้ก่อน
2.ทำหน้าตาจริงจังกับเรื่องที่ยืนยันในสิ่งที่พูดโกหกอยู่แบบเกินเหตุ
3.ยืนยันอ้างเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลกับเรื่องที่เค้ากำลังบ่ายเบี่ยงอยู่เอาซะเลย
4.พูดดีกับเราเกินเหตุ แสดงว่าเค้ากำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่เพื่อปกปิดเรา
5.เวลาพูดถึงคนที่เราสงสัยว่าเค้าแอบคุยกันอยู่ เค้าจะพูดถึงคนคนนั้นในทางที่ไม่ดีต่างๆนา เพื่อให้เราตายใจ
5ข้อนี้คือสไตส์เบื้ยงต้นของผู้หญิงคนนี้เวลาโกหก
แล้วทุกครั้งที่ผมจับอะไรเค้าได้หรือผมสงสัยอะไรขึ้นมาเค้าจะพูดคำนี้ขึ้นมาทุกครั้ง "ประสาทป่าวเนี่ย บ้าหรือป่าว คิดได้ไง" เค้าจะว่าผมประสาททุกครั้งผมเลยรู้เลยถ้าครั้งไหนที่เค้าว่าผมว่าประสาทปุ๊ปครั้งนั้นคือผมรู้ความจริงเข้าให้แล้ว สุดท้ายพอเลิกกันเค้าก็เที่ยวไปบอกกับเพื่อนๆเค้าทุกคนว่าผมประสาทไม่สามารถจะอยู้กับคนประสาทกับผมได้ 555+ ผมขำเลย
ล่าสุดผมเห็นเค้าโพสในเฟสบุ๊คประมาณว่า "ต่อไปถ้าจะมีแฟนต้องสแกนก่อนแหละว่าเป็นโรคประสาทหรือป่าวถ้าไม่เป็นก็โอเค" อาจจะไม่100%แต่เค้าโพสประมาณนี้ ผมกับกับเพื่อนๆของผมนั่งหัวเราะกันเลยตอนที่ได้อ่านกระทู้นี้ 555+ คือสรุปประมาณว่าทุกครั้งที่เราจับผิดอะไรเค้าได้เรื่องจริงทุกเรื่องเราเป็นโรคประสาท 5555+
สาวน้อยร้อยสเตตัส (เกี่ยวกับตัวตนของเธอ) คิดซะว่าเป็นนิยายแล้วกันนะครับเพื่อนๆแต่ช่วยๆกันแสดงความคิดเห็นด้วยครับ
ผมบอกว่าทำงานอยู่ ผู้หญิงพูดขึ้นมาว่า เสียดายจังอุตส่าห์ดีใจนึกว่าพี่หยุดงานจะได้ไปเดินตลาดด้วยกัน (ทั้งๆที่เค้ารู้ว่าผมทำงานอยู่) ผมถามกลับไปว่าไปกะใครเค้าบอกว่าไปคนเดียวจะให้ไปกับใครหล่ะ แล้วเค้าก็บอกว่าเด๋วขอขับรถก่อนนะขอวางสายก่อน(ทั้งๆที่ปกติเค้าขับรถก็ไม่เคยวางสายจะเปิดโฟนคุยกันตลอดเวลาขับรถ)เค้าวางสายไปแล้วเดินชึ้นรถแล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งขึ้นรถไปด้วย แต่เค้าดันไม่รู้ว่าผมให้ลูกน้องผมตามอยู่ตามหลังเค้าอยู่แบบห่างๆ ซึ่งรถที่เค้าใช้เป็นฟิล์มใสมองเห็นภายในรถทั้งหมด ลูกน้องผมเห็นเค้าดูโทรศัพท์ที่ผมโทรเข้าแต่เค้าก็ไม่รับสาย เค้าขับรถไปกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผู้ชายคนนั้นก็คือเพื่อนร่วมงานของเค้านั้นเอง เลิกงานแล้วเค้ากลับด้วยกัน
แต่ระหว่างทางที่เค้ากลับกะผู้ชายคนนั้นผมโทรหาเค้าตลอดแต่เค้าไม่รับสายเค้าจอดรถในซอยที่หน้าตึกตึกหนึ่งลงจากรถไปกะผู้ชายคนนั้นหายเค้าไปในตึกซึ่งเป็นห้องเช่านานมากประมาณชั่วโมงกว่าๆส่วนผมกำลังขับรถไปที่ห้องเช่านั้น ผมโทรตามตลอดเค้าก็ไม่รับสาย ลูกน้องโทรกลับมาบอกว่าผู้หญิงออกมาจากตึกแล้วออกมาคนเดียว ผมบอกให้ลูกน้องตามต่อ พอเค้าออกจากตึกนั้นกันเค้าก็รีบขับรถไปตลาดคนเดียว ผมก็ยังโทรหาเค้าอยู่แต่เค้าก็ไม่รับ จนเค้าขับถึงตลาดและลงจากรถถึงได้รับสายผม ผมถามเค้าว่าทำไมไม่รับสายเค้าบอกว่าไม่ได้ยิน เดินตลาดอยู่ ผมก็ถามเค้ากลับไปว่า ไปกะใครเค้าบอกว่าไปคนเดียว ผมเลยถามไปว่าไปไหนมาหรือป่าวก่อนไปตลาด เค้าตอบกลับมาว่าออกจากที่ทำงานก็มาตลาดเลยไม่ได้แวะไหน ผมถามย้ำไปอีกทีว่าถามจริงๆไม่ได้แวะไหนเลยหรือเค้าก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ได้ไปไหนแถมตอบกลับผมมาว่าประสาทหรือเปล่าออกจากที่ทำงานก็ตรงมาตลาดเลยจะให้แวะไปไหน ผมก็เลยแกล้งพูดไปลอยๆว่าแถวทางที่โผล่ทางรถไฟก็ไม่ได้ไปเหรอ แถวซอยวัดก็ไม่ได้ไปใช่ไหม คือผมพูดแบบยังไม่ได้ระบุสถานที่ที่ชัดเจนเพราะจะได้ดูว่าเค้าจะโกหกผมไปถึงไหน เค้าก็ยังยืนยันคำเดิมแถมว่าผมเป็นโรคประสาทไปใหญ่แหละ ผมเลยพูดขึ้นไปว่างั้นรอยู่ตรงนั้นนะเด๋วพี่ไปหา พี่รู้นะว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วผมก็วางสาย
ตอนนั้นผมถึงตลาดพอดีแต่ลูกน้องบอกเค้าขับรถออกไปแล้วผมรู้เลยว่าเค้าต้องกลับไปคอนโด ผมก็แอบตามไปที่คอนโด คอนโดคือที่ห้องของผมเองห้องที่ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันผมคบกันมา1ปีกว่า ผมเปิดประตูเข้าไปเค้ากำลังเก็บเสื้อผ้าแบบลนลานประมาณว่า ไปฆ่าคนตายมา ผมถามเค้าว่าไปไหนมา เค้าไม่ยอมตอบ ผมถามไปอีกหลายรอบถามซ้ำๆอยู่แบบนั้น เค้าก็ไม่ยอมตอบ ได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่อย่างเดียว ผมเดินเข้าไปนั่งอยู่ใกลๆเค้าแล้วถามเค้าว่าพี่ถามจริงๆเราได้แวะที่ไหนก่อนหรือป่าวก่อนไปตลาด คราวนี้เค้าพูดขึ้นมาว่าเค้าแวะไปส่งพี่ท.ก่อนแล้วไปตลาดผมเลยถามไปว่าแล้วโกหกทำไมว่าไม่ได้แวะไหน เค้าก็ตอบกลับมาว่าก็ไม่ได้มีไรไปตลาดก็ไปกันหมดหลายคน(จริงๆแล้วเค้าไปคนเดียว)
ผมก็เลยพุดชิมลางไปนิดๆว่าแล้วไปทำไมบนห้องท.ตั้งเป็นชั่วโมงเค้าตอบกลับมาว่าก็พี่ม.เค้าให้นั่งรอที่บ้านพี่ท.ก่อนเค้าเข้าบ้านไปรับลูกเค้าจะไปตลาดด้วยก็เลยนั่งรอพี่ม.ที่บ้านพี่ท.ทั้งๆที่เค้าลงมาจากห้องท.แล้วไปเค้าตลาดคนเดียว ผมก็เลยพูดไปว่าทำไมไม่ยอมพูดความจริงพี่พูดขนาดนี้แล้วน่าจะรู้นะว่าพี่รู้พี่ถึงได้ถาม พอผมพูดไปแบบนี้คราวนี้เค้าก็เริ่มโวยวาย ทำเป็นจะเก็บของบอกจะกลับบ้านอยา่งเดียว ผมก็เดินไปจับมือเค้าไว้แล้วบอกเค้าว่าพี่ไม่ได้ว่าอะไรเลยนะถ้าเราอยากกลับบ้านพี่ก็ให้กลับแต่มีอะไรก็พูดมาให้หมดพูดกันให้เคลีย์แล้วอยากกลับก็กลับไปเลย เค้าเริ่มออกอาการฝึดฟัดไม่ยอมตอบคำถามจะเดินออกจากประตูท่าเดียว ผมคิดว่าคงเป็นเพราะโดนผมกดดันตัวเองไม่สามารถจะตอบคำถามได้ ผมเดินไปที่ประตูกางแขนออกแล้วบอกเค้าว่าพี่ขอเคลีย์ก่อนได้ไหมขอให้พูดความจริงออกมาให้หมดแล้วจะไปไหนก็ไป เค้าไม่ยอมพูดแล้วก้เดินมาที่ประตูใช้แรงผลักผมออกจากประตูแต่ผมก็ไม่หลบบอกให้เค้าพูดความจริงออกมาก่อน เค้าผลักผมให้ผมหลีกทางหลายครั้งแต่ผมก็ไม่ยอมสุดท้ายเค้าต่อยหน้าผม1ทีจะต่อยผมอีกผมเลยตวัดมือออกไปแรงๆ1ตรั้งโดนเค้าที่แก้มสรุปเค้าปากแตกคงเป็นเพราะเหล็กดัดฟันที่เค้าใส่ เค้าจะเข้ามาต่อยผมอีกคราวนี้ผมกอดเค้าไว้กอดแบบแน่นเพื่อจะได้ให้เค้าทำไรไม่ได้เพื่อที่จะให้เค้าหยุดอาละวาด พอเค้าขยับตัวทำอะไรผมไม่ได้อีกเค้าก็ร้องไห้แล้วก็พูดออกมาว่า"ทำกู" ผมก็เลยยกมือไหว้เค้าบอกเค้าว่าพี่ขอโทษพี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆพี่ขอโทษนะพี่ไม่คิดว่าจะทำให้ปากแตก แล้วผมก็กอดเค้าแล้วเค้าก็กอดผม
แล้วผมก็พูดถามเค้าว่าไปไหนมา บอกพี่ตรงๆซิ ทำไมต้องโกหกพี่ด้วย ทำไมถึงทำตัวแบบนี้ น่าจะรู้นะว่า พี่พูดถึงขนาดนี้จริงๆแล้วพี่รู้ดี พี่ถึงได้พูด จะโกหกพี่ทำไม เค้าพูดขึ้นมาว่าเค้าขอโทษผม แล้วเค้าบอกว่า สำนึกผิดแล้ว วันนี้รู้ตัวว่าผิด วันนี้พี่ให้ทำอะไรจะทำให้หมดเลย ถือเป็นการรับผิด ผมก็ถามเค้ากลับไปว่าที่ยอมรับผิดคือยอมรับผิดเรื่องอะไรเหรอ ที่ผมถามไปแบบนั้นเพราะผมอยากได้ยินความจริงที่ผมรู้อยู่แล้วจากปากของเค้า แต่เค้าก็ไม่ยอมตอบกลับออกมาว่ายอมรับผิดเรื่องอะไร ได้แต่บอกว่าขอโทษ ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก...........(มีต่อนะครับไว้มาเล่าต่อมันยาวมากๆคับ)
****คนที่ชื่อท.ชื่อม.ทำงานที่เดียวกับเค้าทั้งหมดครับ ซึ่งที่ทำงานที่เค้าทำอยู่ที่นี่เค้าเพิ่งมาเริ่มงานได้ประมาณไม่ถึงครึ่งเดือน ผมไม่อยากจะเชื่อตรงที่ว่าไม่ถึงครึ่งเดือนก็ไปกับเค้าแล้ว แล้วก็วันที่ผมจับได้คงไม่ใช่ครั้งแรกของเค้าทั้ง2เป็นแน่เพราะวันที่เค้าไปที่ห้องของผู้ชายคนนั้นขับขับรถออกจากที่ทำงานก็ตรงไปที่ห้องของผู้ชายเพื่อนร่วมงานของเค้าเลย ถ้าเพิ่งจีบกันคงไม่ไปห้องกันง่ายๆขนาดนั้นแหละอีกอย่างผมมานั่งย้อนดูเค้าขอผมไปตลาดบ่อยมาก แหละอีกเหตุการณ์หนึ่งคือก่อนหน้านี้ไม่กี่วันคอเค้าแดงเป็นรอยดูดผมถามไปว่าไปทำอะไรมาคอแดง เหมือนรอยดูดเลย เค้าตะคอกใส่ผมว่าบ้าหรือป่าวใครจะมาดูดพูดอย่างนี้ได้อย่างไง ทุเรศพูดออกมาได้ พูดไม่คิดพูดแบบนี้เค้าเสียหาย
ตอนที่เค้าพูดผมจำหน้าตาเค้าได้เลยเค้าจะทำตาโตๆเสียงดังๆปากผเยอๆใส่ผม เหมือนให้ผมเห็นนว่าผมพูดจาหาเรื่องเค้าอยู่ ผมรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นอาการของเค้าเวลาโกหก ผมอยู่กะเค้ามานานผมรู้ดีว่าเค้าพูดโมโหเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์ ผมก็เลยเฉยๆเงียบไว้ก่อนเพราะไม่อยากจะเถียงหรือทะเลาะแต่ความสงสัยความไม่ไว้ใจเกิดขึ้นในใจในหัวผมทันที สุดท้ายอีกวันผมได้เจอเพื่อนเค้าที่ทำงานที่เดียวกันกับเค้าผมถามเค้าไปว่าวันอาทิตย์นัดกันไปเจอกันที่ห้องท.หรือ เห็นน้องเค้าบอกผมว่าพี่ม.ให้รอที่ห้องท.เพราะพี่ม.จะแวะไปรับลูกที่บ้านก่อนแล้วจะมาเจอกันที่ห้องท.เพื่อจะได้ไปตลาดพร้อมกัน พี่ม.ตอบผมมาว่าไม่รู้เรื่องเลยไม่ได้ไปตลาดไม่ได้นัดที่ห้องท.อะไรทั้งนั้น ผมเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้พีม.ฟัง พี่ม.เข้าใจทันทีแล้วเค้าก็พูดขึ้นมาว่าน้องเค้ามาบอกพี่แบบนี้ทำให้ตัวเค้าเสียหายด้วยนะเนี่ยเพราะเค้าไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แล้วเค้าก็พูดขึ้นมาว่าถ้าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงเค้ารับไม่ได้เลยนะเนี่ย เรื่องแบบนี้ทุเรศมาก เพราะทุกคนเค้าก็รู้ว่าน้องเค้ามีแฟนแล้ว
ผมเลยเล่าให้เค้าฟังเรื่องที่น้องเค้าคอแดง พี่ม.เล่าให้ผมฟังว่าพี่เป็นคนเตือนน้องเค้าเองเรื่องคอแดงเพราะพี่ก็เห็นเหมือนกัน พี่บอกน้องเค้าว่าคอแดงมาทำงานแบบนี้มันดูไม่ดี น้องเค้าบอกกับพี่ว่าก็คุณเนี่ยแหละเป็นคนดูดเค้าแดงห้ามแล้วก็ไม่ฟัง ผมนี่อึ้งเลยพอได้ยินคำนี้จากปากพี่ม. ผู้หญิงคนนี้หาความจริงไม่เจอ ส่วนผู้ชายที่น้องเค้าไปด้วยมีเมียอยู่แล้วมีเมีย2คนด้วยเห็นน้องเค้าไปเล่าให้เพื่อนเค้าฟังว่าผู้ชายคนนี้มีผู้หญิงแก่เลี้ยงอยู่ เพื่อนคนที่น้องเค้าไปเล่าให้ฟังมาเล่าให้ผมฟังอีกที
ต่อนะครับ
แล้วพี่ม.ก็พูดขึ้นมาว่าน้องเค้าเคยเล่าให้ฟังว่าเค้าเคยมีแฟนเป็นคนเกาหลี พอได้ได้ยินแบบนี้ผมขำก๊ากขึ้นมาทันทีเลยครับ เพราะเกาหลีที่เค้าไปเล่าให้ทุกคนฟังว่าเป็นแฟนเก่าเค้าจริงๆแล้วเค้าไม่ได้เป็นแฟนกันแต่น้องเค้าเล่นชู้ครับ ก่อนที่น้องเค้ามารู้จักผมน้องเค้าเคยมีแฟนแต่งงานด้วยกันอยู่ด้วยกันมา5ปีกว่าส่วนเกาหลีคือคนที่เค้าเป็นชู้ตั้งแต่เค้าคบอยู่กับผู้ชายที่เค้าแต่งงานด้วย ผมเคยได้คุยกับแฟนเก่าเค้าแฟนเก่าเค้าเป็นคนเล่าเรื่องเกาหลีคนนี้ให้ผมฟังเอง แฟนเก่าเค้าเล่าให้ผมฟังว่าเคยไปนั่งรอในรถรออยู่หน้าโรงแรมที่เกาหลีพักอยู่รอตั้งแต่ตี4จนน้องเค้าออกมาจากโรงแรมที่เกาหลีพักอยู่ประมาณ11โมงเช้าแล้วเค้าก็ทะเลาะกันตอนที่น้องเค้าคบกับคนที่น้องเค้าแต่งงานด้วยตอนนั้นเค้าเป็นครูสอนอยู่พาณิชย์ที่หนึ่ง แล้วก็เป็นนักร้องวิ่งร้องเพลงตามร้านตามผับต่างๆด้วยเค้าทำ2อาชีพช่วงนั้น แถมมีเรื่องนักดนตรีด้วยกันอีก............ไว้มาต่อครับ
เรื่องต่อจากนี้ไว้ผมว่างๆผมจะมาเล่าต่อนะครับมันยาวมากๆคับแต่อันนี้ผมขอเล่าเรื่องเหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดก่อนครับผมคบกันมา1ปีกว่าๆผมจับได้แบบนี้อย่างน้อย3ครั้งแล้วครับแล้วผมจะมาเล่าย้อนหลังให้ฟังตั้งแต่ได้รู้จักเค้าวันแรกจนวันสุดท้ายที่ผมทนไม่ได้อีกต่อไปจึงได้ช่วยเค้าเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้เค้ากลับไปบ้านของเค้าที่จันซึ่งล่าสุดเห็นว่าเค้าไปเปิดร้านเหล้าปั่นเล็กๆที่นั่นแถวคลองขุด
เวลาที่เค้าโกหกจะดูได้ง่ายๆมากครับ
1.ชอบขึ้นเสียงทำเป็นเสียงดังไว้ก่อน
2.ทำหน้าตาจริงจังกับเรื่องที่ยืนยันในสิ่งที่พูดโกหกอยู่แบบเกินเหตุ
3.ยืนยันอ้างเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลกับเรื่องที่เค้ากำลังบ่ายเบี่ยงอยู่เอาซะเลย
4.พูดดีกับเราเกินเหตุ แสดงว่าเค้ากำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่เพื่อปกปิดเรา
5.เวลาพูดถึงคนที่เราสงสัยว่าเค้าแอบคุยกันอยู่ เค้าจะพูดถึงคนคนนั้นในทางที่ไม่ดีต่างๆนา เพื่อให้เราตายใจ
5ข้อนี้คือสไตส์เบื้ยงต้นของผู้หญิงคนนี้เวลาโกหก
แล้วทุกครั้งที่ผมจับอะไรเค้าได้หรือผมสงสัยอะไรขึ้นมาเค้าจะพูดคำนี้ขึ้นมาทุกครั้ง "ประสาทป่าวเนี่ย บ้าหรือป่าว คิดได้ไง" เค้าจะว่าผมประสาททุกครั้งผมเลยรู้เลยถ้าครั้งไหนที่เค้าว่าผมว่าประสาทปุ๊ปครั้งนั้นคือผมรู้ความจริงเข้าให้แล้ว สุดท้ายพอเลิกกันเค้าก็เที่ยวไปบอกกับเพื่อนๆเค้าทุกคนว่าผมประสาทไม่สามารถจะอยู้กับคนประสาทกับผมได้ 555+ ผมขำเลย
ล่าสุดผมเห็นเค้าโพสในเฟสบุ๊คประมาณว่า "ต่อไปถ้าจะมีแฟนต้องสแกนก่อนแหละว่าเป็นโรคประสาทหรือป่าวถ้าไม่เป็นก็โอเค" อาจจะไม่100%แต่เค้าโพสประมาณนี้ ผมกับกับเพื่อนๆของผมนั่งหัวเราะกันเลยตอนที่ได้อ่านกระทู้นี้ 555+ คือสรุปประมาณว่าทุกครั้งที่เราจับผิดอะไรเค้าได้เรื่องจริงทุกเรื่องเราเป็นโรคประสาท 5555+