วิเคราะห์วิธีพังรถบัส ขจัดปัญหาแต้มหล่นในยามที่เจอทีมอุด ของหงส์แดง

.
       ในยามทีมคลั่งเกมส์บุก รุกเต็มตัวแบบลืมตาย ของ ผจก.ทีมแนว ซาดิสต์ เฮฟวีเมทัล อย่างเจอร์เก้น คล้อป แน่นอนว่ารูปเกมส์อาจจะถูกจริตแฟนบอลทั่วๆไป เพราะเป็นสไตล์ที่ดูสนุก ได้ลุ้นได้เสียวตลอดเวลา เป็นฟุตบอลแนวเอนเตอร์เทนอย่างแท้จริง แตกต่างจากกุนซือระดับชั้นแนวหน้าของโลกคนอื่นๆอีกหลายคน ที่ทำทีมไสตล์ เน้นผลการแข่งขัน ซึ่งรูปเกมส์ดูน่าเบื่อในสายตาแฟนบอลบางคน

       เกมส์รุกดุดัน เดินหน้าฆ่ามัน คืออัตลักษณ์ที่ติดตัวคล้อปมาตั้งแต่สมัยทำทีมดอร์ทมุน แล้วเมื่อย้ายมาคุมหงส์ ก็พยายามปลุก “เครื่องจักสีแดง” ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งด้วยสไตล์บุกแบบบ้าระห่ำ

ผลก็คือได้ใจ สาวกชาว The Kop ไปเต็มๆ

       ช่วงท้ายฤดูกาลก่อนตอนที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ คล้อปยังมีปัญหากับการนำสไตล์การเล่น “เกเก้น เพลสซิ่ง” ของเขามาใช้เป็นหัวใจในการทำเกมส์รุก ด้วยตัวผู้เล่นที่รับมรดกมาจาก แบรดอน ร็อดเจอร์ ยกชุด ยังไม่สามารถเข้าใจปรัญญาและวิธีการเล่นของบอสคนใหม่อย่างถ่องแท้ ผลงานจึงสะดุดล้มลุกคลุกคลานบ้างในบางนัด

       แต่พอมาปีนี้ คล็อปได้ปรับจูนเหล่า Survivor ผู้เล่นเก่าเหล่าผู้อยู่รอดที่ยังเหลืออยู่ในทีมชุดหลักให้รู้ซึ้งถึงแนวทางการเล่นที่คล้อปต้องการ และตอบสนองด้วยการทำงานให้ดีขึ้น พร้อมทั้งเติมผุ้เล่นใหม่ คนที่คล้อปคิดว่าใช่ นี้แหละจิ๊กซอร์ตัวสุดท้าย ที่จะสร้างทีมตามสไตล์ที่ตนเชื่อมั่น

และนั้นก็คือที่มาของฟอร์มอันร้อนแรงขอองหงส์แดงในปีนี้

       แต่หนทางของความสำเร็จมิได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ เพราะปัญหาที่เกาะกวนใจสำหรับทีมที่เล่นเกมส์บู้ดุดันอย่างลิเวอร์พูลของคล้อปก็คือ มักเจอทีมอุด ซึ่งแนวโน้มเกมส์ที่ต้องแข่งในพรีเมียร์ลีคแทบทุกเกมส์ต่อจากนี้ ลูกทีมของคล้อปต้องพอเจอกับรถบัสอีกหลายคันแน่ๆ ถ้าประมาทเผลอไปสะดุดเมื่อไหร่ เป้าหมายบั้นปลายที่จะนำหงส์กลับมาทะยานสูงขึ้นอีกครั้ง ก็จะห่างออกไปเรื่อยๆ

       ในปีนี้ก็โดนมาแล้วในนัดที่พบกับเบิร์นลี่ย์ ที่ครองเกมส์เหนือกว่าถึง 80.4% ต่อ/19.6% โอกาสยิงก็ท่วมท้น 26 ต่อ 3 ครั้งยังน้ำตาซึมไม่มีแต้ม มือเปล่ากลับบ้านมาแล้ว เมื่ออกไปแพ้ผ่ายให้กับ รสบัสที่ชื่อ เบิร์นลีย์ 0 ต่อ 2

       แต่นัดล่าสุดของเกมส์พรีเมียร์ลีค ที่ต้อนฮัลด์ ทีมที่เล่นสไตล์รถบัสเหมือนกันในยามที่เจอทีมใหญ่กว่า ลูกทีมของคล้อปกลับใช้ความบ้าระห่ำ กระหน่ำยิงพี่เสือไปด้วยสกอร์สวยเป็นบ้า  5 ต่อ 1

       อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผลงานออกมาแตกต่างกัน ในยามที่ต้องแข่งกับทีมที่เล่นสไตล์บิ๊คบัสทัวส์สองทีมนี้ วันนี้ผมจะลองเอาสถิติกางตัวเลขออกมาวิเคราะห์ดูว่า คล้อปใช้ยาดีอะไร..? ลูกทีมถึงได้ไม่มีปัญหากับการทำลายรถบัสอีกแล้ว




(ข้อมูลจาก2นัด ที่พบกับทีมตั้งรับเหนียวแน่นหรือรถบัสยามเมื่อพบกับลิเวอร์พูล)


       จากข้อมูลที่นำมาประกอบถ้าหากมองผ่านๆ มันก็เป็น Statistics สถิติข้อมูลทั่วไปที่พบเห็นได้ในเว็บไซต์ที่บริการด้านข้อมูลฟุตบอล แต่หากมองอย่างวิเคราะห์แล้ว มันมีอะไรลึกๆที่มากกว่าเป็นแค่ตัวเลขทางสถิติ เพราะมันคือดัชนีบ่งชี้ประสิทธิภาพ ที่บ่งบอกถึงกลยุทธที่เหล่าพลพรรค Red Machine เลือกใช้ แตกต่างกันในสองนัด จนเป็นที่มาของประสิทธิภาพการทลายรถบัสที่ไม่เหมือนกัน

        ซึ่งจะมองให้เห็นชัดๆ ต้องนำข้อมูลรายละเอียดทั้งสองนัดมาเทียบกันเช่นนี้ เอามาดูว่ามีปัจจัยอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง จะได้รู้ว่าอะไรคือปัจจัยทำให้ผลการแข่งขันเมื่อยามที่เจอทีมที่เล่นรถบัสแบบนี้ ออกมาแตกต่างกัน

       อย่างแรกที่เหมือนกัน เมื่อยามเจอทีมที่อุดแบบไม่คิดชีวิต คือ เปอร์เซ็นการครองบอล และพื้นที่ในสนามที่ถูกใช้มากที่สุดคือหน้ากรอบขตโทษของฝ่ายตั้งรับ




(ข้อมูลจาก2นัด ที่พบกับทีมตั้งรับเหนียวแน่นหรือรถบัสยามเมื่อพบกับลิเวอร์พูล)


เมื่อเทียบข้อมูลทั้งสองนัดจะเห็นได้ว่า เปอร์เซ็นการครอบครองบอลพอๆกัน คือ
นัดที่พบเบริร์นลี่ย์ 80.4% ต่อ/19.6%
นัดที่พบฮัลด์  74.2% ต่อ 25.8%

พื้นที่หรือ Zone การเล่นก็คล้ายๆกัน คือเล่นกันบริเวณหน้ากรอบเขตโทษของคู่แข่งเป็นส่วนมาก

โอกาสการเข้าทำประตู ก็มีแนวโน้มไปในแนวทางเดียวกัน
นัดที่พบเบริร์นลี่ย์ 32ครั้งต่อ 2 ครั้ง
นัดที่พบฮัลด์  26 ครั้งต่อ 3 ครั้ง

       แต่ที่แตกต่างออกไปใน 3 ข้อมูลแรกนี้ และให้ผลการแข่งขันที่แตกต่าง คือ ตำแหน่งการเข้าทำหรือพื้นที่สังหาร Shoot Zone ที่บอกถึงลักษณะการเลือกใช้วิธีเข้าโจมตีของลิเวอร์พูลที่ต่างกันของทั้งสองนัด



       นัดที่พบเบริร์นลี่ย์ จะเห็นพื้นที่สังหารที่ผู้เล่นลิเวอร์พูลเลือกใช้นั้น คือจากนอกกรอบเขตโทษเป็นส่วนมาก เรียกว่าปักหลักตะบี้ตะบันยิงไกลอย่างเดียวเลย เพราะจากโอกาสยิง 32 ครั้งนั้นเป็นการยิงไกลมากถึง 24 ครั้งเลยทีเดียว เมื่อดูรายเอียดรายบุคคลแล้ว จะเห็นได้ว่า 3 ผู้เล่นในแนวรุกนั้น เลือกใช้

คูตินโญ่ซึ่งได้โอกาสมากที่สุดในการลุ้นทำประตูถึง 8 ครั้ง แต่ก็เป็นการยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษทั้งหมดทุกครั้ง
สเตอริจซึ่งได้โอกาส 4 ครั้ง ก็เลือกที่จะยิงไกลซะ 50% มี2 ครั้งที่รับลูกจ่ายทะลุช่องเข้าไปยิงในเขตโทษแต่ก็หลุดกรอบออกไป
ฟีมิโน่ที่เล่นในลักษณะตัวปั้นเกมส์ในแดนหน้ามากกว่าที่จะเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า มีโอกาส2ครั้ง ก็เป็นการยิงจากนอกกรอบทั้งหมด

       ในขณะที่ผู้เล่น 3 ประสาน CM ในแดนกลางอย่าง ลัลาน่า ไวนาดุม และเฮนเดอร์สันนั้น มีโอกาสลุ้นยิงประตูรวมกัน 3 คน 9 ครั้ง แต่กลับเป็นการลองยิงนอกกรอบแค่เพียงครั้งเดียว เพียงแต่ว่าอีก 8 ครั้งที่วิ่งสอดเข้าไปในกรอบเขตโทษแล้วยิงนั้น จะติดบล็อกเป็นส่วนใหญ่

       และผู้เล่นในแดนหลังคนอื่นๆที่ขึ้นมาเติมเกมส์รุก หรือตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาแทน ก็ใช้โอกาศยิงรวมกัน 12 ครั้ง แต่ไม่มีสักครั้งเลยที่เป็นการยิงที่ไม่ใช่ลักษณะของการยิงไกล

       สรุปได้ว่า 32 ครั้ง ในโอกาสทำประตูนัดที่พบร์นลีย์ เป็นการยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ ถึง 25 ครั้งหรือ 78.12% ของโอกาสทั้งหมด และมันก็กลายเป็นการโจมตีที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เมื่อไม่สามารถทำได้แม้แต่ประตูเดียวในนัดนี้

       ซึ่งแตกต่างจากนัดที่เล่นกับ ฮัลด์ อย่างสิ้นเชิง เพราะอาวุธหลักที่คล้อปบัญชาให้ลูกทีมใช้จู่โจมเข้าใส่พี่เสือนั้น คล้ายจะเปลี่ยนไปจากอัตราส่วนการยิงไกลที่โอเวอร์มากในนัดที่เจอกับเบิร์นลี่ย์  ลดลงมาเกือบเหลือแค่ครึ่งต่อครึ่ง โดยยิงไกลไป 17 ครั้ง จากอากศ 32 ครั้ง หรือคิดเป็น  53% ของโอการการลุ้นทำประตูทั้งหมด

แต่ก็ยังสร้างประโยชน์ให้กับทีมไม่ค่อยได้อยู่ดี

       เมื่อทั้ง 5 ประตูที่ทำได้นั้น เป็นผลพวงมาจากการทำชิ่ง หรือจ่ายทะลุช่องเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษทั้งหมดทุกประตู  และทั้งสามประสานแดนหน้านั้นก็หันมาวิ่งเข้ากรอบเขตโทษมากขึ้นกว่าการจะเลือกปักหลักยิงไกลเพียงอย่างเดียว ตัวสอดแทรกจากแดนกลางอย่างลัลลานา ก็ยังเข้าไปยิงประตูในเขตโทษได้ 1 ลูก



       แม้ทั้งนี้ทั้งนั้น สถิติเหล่านี้ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าการเลิกยิงไกลหันมาใช้การจ่ายทะลุช่องเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษแค่เพียงอย่างเดียวนั้น จะทำลายปราการหลังของทีมที่ตั้งใจมาอุดหรือที่เรียกกันว่า “รถบัส” ได้ราบคาบ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยมาก

อย่างเช่น การเล่นเป็นทีม ไม่คิดจะโชว์ออฟของผู้เล่นแต่ล่ะคน
การประสานงานกันอย่างเข้าขารู้ใจของผู้เล่น
การเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ล่ะคนในการเล่นระบบใหม่ กองกลาง3 ตัวอย่างถ่องแท้
และอื่นๆอีกมาก

ซึ่งจริงๆแล้ว การดูตัวเลขสถิติเหล่านี้ก็สามารถอธิบายเรื่องที่ยกมาข้างต้นได้ทั้งหมดทุกเรื่องนะครับ ถ้าจะให้อธิบายจริงๆ
เพียงแต่ผมจะยังไม่ทำในบทความนี้ เพราะแค่นี้เนื้อหาก็ยาวมากแล้ว
และอยากให้อ่านเล่นกันสบายๆในวันหยุดพักผ่อนมากกว่า ที่จะเน้นเนื้อสาระมากๆให้มันหนักสมอง

ถือว่าอ่านเล่นๆกันไปเบาๆ ในวันที่อารมณ์ดีๆ แฮปปี้กับผลงานทีมรักแล้วกันนะครับ
ยังไม่ต้องไปฝันไกลมากนัก แค่ชนะเป็นนัดๆไป ก็สุขใจแล้ว ใช่ไหมครับ..?

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่