เริ่ม!!
ทริปนี้เราไปกันสี่วันสามคืน แต่
วันแรก เราเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ ยังไม่ได้เริ่มเดินทางไปที่บ้านป่าปงเปียงนะคะ เพราะต้องรอเพื่อนอีกคนที่จะตามมาวันที่สอง

วันแรก แค่ได้กินข้าวซอยก็ฟินแล้ว
วันที่สอง เรานัดเจอเพื่อนกันแถวที่เราพักตรงประตูท่าแพ หาอะไรกินกันก่อนออกเดินทางโดยการเดินเท้าไปประตูเชียงใหม่ เพื่อขึ้นรถเหลืองไปลงวันพระธาตุศรีจอมทอง จากประตูท่าแพไปประตูเชียงใหม่จะเดินประมาณหนึ่งกิโล หรือจะโบกรถแดงก็ได้นะคะ จากประตูเมืองเชียงใหม่ตรงข้ามกับตลาดจะมีรถเขียนว่าไปจอมทอง เราก็ถามเขาแล้วกระโดดขึ้นรถกันเลยค่ะ เพราะรถเต็มพอดีได้ออกเลย ออกจากจากประตูเมืองเชียงใหม่ประมาณเก้าโมงค่ะ เดินทางกันประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงวัดพระธาตุศรีจอมทอง ค่ารถคนละ 32 บาท จากวัดพระธาตุศรีจอมทอง มีรถที่เขียนว่าไปแม่แจ่ม เราไปถามเขาที่ท่ารถ ยังไม่ได้ทันพูดอะไร ลุงที่ท่ารถถามว่าไปป่าปงเปียงใช่มั้ย แหม...ลุงรู้ใจจริงๆ แถมรู้ด้วยว่าเราจะไปลงแยกน้ำตกแม่ปานใช่มั้ย รถไปแม่แจ่มจะออกเป็นเวลานะคะมีรอบ 9.30น. 11.30น. 13.30น. และ15.30น. หรือว่าเต็มแล้วออกค่ะ ตอนที่เราไปออกตรงเวลาเป๊ะ 11.30น. ก่อนรถออกมีเวลาซื้อเสบียงไก่ทอดข้าวเหนียว ใช้เวลาเดินทางมาถึงแยกน้ำตกแม่ปานประมาณ1.30ชั่วโมง พอถึงพี่คนขับรถจากบ้านป่าปงเปียงก็มาจอดรอรับเราแล้วค่ะ
สำหรับการติดต่อที่พักหรือรถ เรารู้จักกับผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งของแม่แจ่มผ่านเฟซบุ๊ค เขาติดต่อที่พักและรถให้ค่ะ ทริปนี้ถ้าไม่ได้ผู้ใหญ่บ้านเรากับเพื่อนคงต้องแย่แน่ๆเลยค่ะ เพราะไม่มีเป้าหมายเที่ยวที่ไหนจริงจังเลยนอกจากจะมาดูนาขั้นบันไดที่บ้านป่าปงเปียง
พอรถมารับก็ออกลุย ทางไปบ้านป่าปงเปียงนั้นเละมากนะคะ รถเก๋งหมดสิทธิ์ แถมตอนเราไปเป็นฤดูฝนอีก โคลนมาเต็ม แอ่งน้ำก็มา ล้ำไส้รวมกับกระเพาะ แถมลุ้นอีกว่าเครื่องจะส่งกำลังไหวมั้ย แต่พี่คนขับดูชิว เราก็เลยมั่นใจในความชิวของพี่ และในที่สุดหลังจากลำไส้รวมกับกระเพาะ พวกเราก็มาถึงนาขั้นบันไดบ้านป่าปงเปียง
พอเห็นวิวแล้วไม่อยากเชื่อว่าที่นี่มีจริง เคยเห็นแต่ในรูป พอเห็นด้วยตาแล้วสวยกว่าในรูปเยอะเลยค่ะ เรามาถึงกันประมาณเกือบๆบ่ายสอง มาถึงก็เดินเข้าที่พัก บ้านที่เราพักชื่อบ้านกลางนา เดินแบกของลงคันนามาถึงที่พัก วางของกันสเปะสะปะ แล้วรีบถ่ายรูปกันเลยค่ะ ถ่ายรูปกันซักพัก ก็หยิบไก่ทอดข้าวเหนียวมากินกันที่ระเบียงบ้าน กินไป ดูวิวนาขั้นบันไดไป เป็นอาหารมื้อแรกที่ได้กินพร้อมวิวที่สวยขนาดนี้ กินเสร็จเรากับเพื่อนก็นั่งโง่ๆ ดูวิวนากัน ที่เรียกว่านั่งโง่ๆ คือไม่ทำอะไรกันเลยค่ะ นั่งแล้วไม่ต้องคิดอะไร ดูนาไปเรื่อยๆ บวกกับไปนาฤดูฝนอากาศจะเปลี่ยนตลอด เดี๋ยวเมฆมาหมอกมา แดดมา นั่งโง่ๆ กันไปประมาณสามชั่วโมงได้ค่ะ

นั่งโง่ๆ ไม่ต้องคิดอะไร

ฝนเริ่มมา

อีกซักพักแดดออก

พอเริ่มสี่ห้าโมงเราก็ออกไปเดินเล่นถ่ายรูปกันค่ะ ดีว่าไปหน้าฝน แดดไม่เปรี้ยงมาก บวกกับได้ความชื้นอากาศก็จะเย็นๆสบายๆ เดินคันนากันจิกจนขาเกร็งไปหมดค่ะ ตอนหลังเจอผู้ใหญ่บ้าน เขาก็สอนวิธีเดินให้ค่ะ เดินคันนา ถ่ายรูป มีสไลด์ลื่นกันบ้างให้ตื่นเต้น ใครไม่ลื่นนี่มาไม่ถึงนานะคะ (วิธีเดินให้เดินแบะเท้าออก ใช้อุ้งเท้าเราเกาะคันนานะคะ)
ที่พักที่นี่เขาคิดหัวละ 500บาทต่อหนึ่งคืนกับข้าวสองมื้อ คือมื้อเย็นกับมื้อเช้าค่ะ กับข้าวชาวบ้านจะมาส่งเป็นปิ่นโตให้นะคะ และที่พักที่นี่ไม่มีไฟฟ้านะคะ มีเทียน ตะเกียง และยากันยุงให้ค่ะ ประมาณหกโมงกับข้าวก็มาส่งค่ะ เรากินกันก่อนที่ฟ้ายังไม่มืด จะได้เห็นกับข้าวชัดๆ ตกดึก ก็มืดตึบเลยค่ะ มีแค่แสงเทียน แต่ไปหน้าฝนจะไม่เห็นดาวบนฟ้านะคะ เมฆเยอะ จะเห็นดาวบนดินแทน พวกเราก็นั่งเล่นคุยเล่นกันชานบ้านนั่นแหละค่ะ มีแสงเทียน ให้พอได้เห็นหน้าตอนเม้า

กับข้าวมาส่งแล้วว
ประมาณสามทุ่มกว่าเราก็เข้านอนแล้วค่ะ ได้บรรยากาศมืดสนิทสุดๆ นอนฟังแมลงร้องจนหลับ เป็นคืนที่หลับสนิทมากกก ปกติไปเที่ยวจะต้องมีตื่นมากลางดึก แต่นี่หลับสนิทยาวเลย เราตื่นมาอาบน้ำตอนตีห้าค่ะ หนาวสุดๆ แต่ไหนๆมาแล้วต้องไปให้สุดค่ะ ส่วนเพื่อนเราอาบแห้งค่าา ตอนเช้ามีปิ่นโตมาส่งเช่นเคย ประมาณเจ็ดโมงครึ่งเราออกจากที่พัก ผู้ใหญ่บ้านมารับพวกเราไปเที่ยว พาไปถ่ายรูปในนา มุมสวยๆ เดินคันนาบวกกับถ่ายรูปกันประมาณเกือบสองชั่วโมงได้ เรียกว่ากลายเป็นผู้ชำนาญการในการเดินคันนากันเลย

ทางเดินคันนา

ของจริงจะสวยกว่าในภาพล้านเท่า เราชอบคำที่ผู้ใหญ่พูดว่าของจริงสวยกว่าภาพ เพราะเราได้หลับตาพริ้มๆ ดูวิว รับลม

หลังจากเที่ยวนาผู้ใหญ่ก็ถามมีแพลนไปไหนอีกมั้ย พวกเรานี่ไม่มีไรในหัวเลยว่าจะไปไหน ผู้ใหญ่บ้านเลยอาสาพาเที่ยว พาไปชิมน้ำที่พุดมาตลอด ชาวบ้านแถวนั้นจะมารินใส่ขวดไปดื่มกันทุกวันเลยค่ะ น้ำจะมีรสชาติหวานๆ แต่ที่ประทับใจที่สุดคือผู้ใหญ่บ้านพาขับรถลุยขึ้นภูเขาที่ชาวบ้านเขาทำนากับปลูกข้าวโพด ฟักทอง จากบนนี้ทำให้เห็นแม่แจ่มเกือบทุกทิศเลยนะคะ มีข้างหลังเป็นดอยอินทนนท์ เจอน้องวัวอยู่บนภูเขาด้วย

ทางที่ขึ้นไปดูวิวแม่แจ่ม

ขนาดวัวยังดูวิวเลยนะ มออออ

ตอนไปถึงหมอกลง แอบถ่ายติดคู่ผีเสื้อมาด้วยแหละ

อีกฝั่งจะเป็นป่าค่ะ
หลังจากชมวิวกันเต็มอิ่ม เราก็เดินทางไปดอยอินทนนท์กันต่อค่ะ เราตัดสินใจไปเดินอ่างกา และแล้วฝนก็ตกค่าา ความชื้นของอ่างกาเลยเพิ่มขึ้นไปอีก ความรู้สึกเหมือนเข้าไปในดินแดนลึกลับเลย ไม่มีนักเที่ยวเดินกับพวกเราเลยค่ะ แต่ก็ไม่น่ากลัวนะคะ

อ่างกาค่าา

หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็พาพวกเราไปฝากกับพี่สมศักดิ์ ชาวปกากะญอ ที่บ้านแม่กลางหลวง พี่สมศักดิ์ต้อนรับพวกเราด้วยกาแฟและแสดงมายากลให้ดู เอาจริงๆ เราเห็นพี่แกแสดงมายากลตลอดอ่ะค่ะ พอมีแขกใหม่มาก็แสดง แกน่ารักดีนะคะ ใต้ถุนบ้านแกไม่เคยเงียบเลยค่าา มีสีสันตลอด ตอนเย็นไม่มีไรทำ ชาวบ้านถามว่าจะกินข้าวที่นี่(ที่พักโฮมสเตย์) หรือไปกินกับชาวบ้าน ดูวัฒนธรรมชาวปกากะญอ พวกเราตัดสินใจไหนๆก็มาแล้ว ไปให้สุดค่ะ งั้นไปกับชาวบ้านละกัน พี่ไกด์ที่พาเที่ยว (ชาวปกากะญอ) พาไปดูต้นกาแฟต้นแรกของดอยอินทนนท์ พาไปจิบเหล้าที่ทำมาจากยอดข้าว รสชาติจะออกหวานๆ เหมือนดื่มน้ำมะพร้าว ดื่มแล้วร้อนคอเลยค่ะ แต่ไม่เมานะคะ และปิดท้ายด้วยกินกับข้าวกับชาวบ้านค่ะ
ประมาณสามทุ่มเราก็กลับมาถึงที่พัก

พี่สมศักดิ์ กำลังแสดงมายากล

กาแฟ จากบ้านพี่สมศักดิ์

มีวงกองไฟ กาน้ำ ให้นั่งคุยกันชิวๆ

มีหมาไว้เฝ้าบ้าน

ต้นกาแฟต้นแรกของอินทนนท์ค่ะ

พิพี (แปลว่าย่าหรือยาย) ชาวปกากะญอที่ทำกับข้าวให้พวกเรา แกน่ารักมาก ตอนนี้แกกำลังหัดพูดภาษาไทยอยู่ค่ะ เพราะจะมีรายการทีวีมาถ่าย

อันนี้กับข้าวค่ะ จะมีอาหารพื้นเมืองของชาวปกากะญอ คือน้ำพริกปู๋ กับข้าวเบอะ
วันสุดท้าย
พวกเราตัดสินใจไปเดินน้ำตกรักจังหรือน้ำตกผาดอกเสี้ยว โดยมีไกด์พี่เคนชาวปกากะญอพาเที่ยว เพราะการเที่ยวที่นี่ต้องมีคนท้องที่พาเที่ยวนะคะ ห้ามเดินเอง เริ่มเดินประมาณเก้าโมง ใช้เวลาเดินกันประมาณสองชั่วโมงกว่าๆค่ะ ตอนเดินได้ยินเสียงชนีในป่าร้องด้วยนะคะ เดินป่ากันเสร็จ พวกเราก็นั่งเล่นบ้านพี่สมศักดิ์แป๊บนึง แล้วออกเดินทางกลับ ขากลับเราเหมารถของชาวบ้านมาส่งตรงถนนใหญ่ที่มีรถเหลืองไปตัวเมืองเชียงใหม่ (ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง) หลังจากนั้นก็นั่งรถแดงไปสนามบินค่ะ

กฎการเดินน้ำตกผาดอกเสี้ยวค่ะ

น้ำตกผาดอกเสี้ยว

ขากลับเจอเดะดอย

การเดินทางครั้งนี้ต้องขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่พาพวกเราเที่ยว พี่สมศักดิ์ พิพี พี่เคน (ใครสนใจให้แกพากเที่ยว facebook:paclay trip) และชาวปกากะญอที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น เป็นทริปที่ประทับใจทั้งวิวและผู้คนเลยค่า
ป.ล. แล้วจะกลับไปป่าปงเปียงในวันที่รวงข้าวเป็นสีทอง
[CR] รีวิวเดินคันนาที่ป่าปงเปียง
ทริปนี้เราไปกันสี่วันสามคืน แต่
วันแรก เราเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ ยังไม่ได้เริ่มเดินทางไปที่บ้านป่าปงเปียงนะคะ เพราะต้องรอเพื่อนอีกคนที่จะตามมาวันที่สอง
วันแรก แค่ได้กินข้าวซอยก็ฟินแล้ว
วันที่สอง เรานัดเจอเพื่อนกันแถวที่เราพักตรงประตูท่าแพ หาอะไรกินกันก่อนออกเดินทางโดยการเดินเท้าไปประตูเชียงใหม่ เพื่อขึ้นรถเหลืองไปลงวันพระธาตุศรีจอมทอง จากประตูท่าแพไปประตูเชียงใหม่จะเดินประมาณหนึ่งกิโล หรือจะโบกรถแดงก็ได้นะคะ จากประตูเมืองเชียงใหม่ตรงข้ามกับตลาดจะมีรถเขียนว่าไปจอมทอง เราก็ถามเขาแล้วกระโดดขึ้นรถกันเลยค่ะ เพราะรถเต็มพอดีได้ออกเลย ออกจากจากประตูเมืองเชียงใหม่ประมาณเก้าโมงค่ะ เดินทางกันประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงวัดพระธาตุศรีจอมทอง ค่ารถคนละ 32 บาท จากวัดพระธาตุศรีจอมทอง มีรถที่เขียนว่าไปแม่แจ่ม เราไปถามเขาที่ท่ารถ ยังไม่ได้ทันพูดอะไร ลุงที่ท่ารถถามว่าไปป่าปงเปียงใช่มั้ย แหม...ลุงรู้ใจจริงๆ แถมรู้ด้วยว่าเราจะไปลงแยกน้ำตกแม่ปานใช่มั้ย รถไปแม่แจ่มจะออกเป็นเวลานะคะมีรอบ 9.30น. 11.30น. 13.30น. และ15.30น. หรือว่าเต็มแล้วออกค่ะ ตอนที่เราไปออกตรงเวลาเป๊ะ 11.30น. ก่อนรถออกมีเวลาซื้อเสบียงไก่ทอดข้าวเหนียว ใช้เวลาเดินทางมาถึงแยกน้ำตกแม่ปานประมาณ1.30ชั่วโมง พอถึงพี่คนขับรถจากบ้านป่าปงเปียงก็มาจอดรอรับเราแล้วค่ะ
สำหรับการติดต่อที่พักหรือรถ เรารู้จักกับผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งของแม่แจ่มผ่านเฟซบุ๊ค เขาติดต่อที่พักและรถให้ค่ะ ทริปนี้ถ้าไม่ได้ผู้ใหญ่บ้านเรากับเพื่อนคงต้องแย่แน่ๆเลยค่ะ เพราะไม่มีเป้าหมายเที่ยวที่ไหนจริงจังเลยนอกจากจะมาดูนาขั้นบันไดที่บ้านป่าปงเปียง
พอรถมารับก็ออกลุย ทางไปบ้านป่าปงเปียงนั้นเละมากนะคะ รถเก๋งหมดสิทธิ์ แถมตอนเราไปเป็นฤดูฝนอีก โคลนมาเต็ม แอ่งน้ำก็มา ล้ำไส้รวมกับกระเพาะ แถมลุ้นอีกว่าเครื่องจะส่งกำลังไหวมั้ย แต่พี่คนขับดูชิว เราก็เลยมั่นใจในความชิวของพี่ และในที่สุดหลังจากลำไส้รวมกับกระเพาะ พวกเราก็มาถึงนาขั้นบันไดบ้านป่าปงเปียง
พอเห็นวิวแล้วไม่อยากเชื่อว่าที่นี่มีจริง เคยเห็นแต่ในรูป พอเห็นด้วยตาแล้วสวยกว่าในรูปเยอะเลยค่ะ เรามาถึงกันประมาณเกือบๆบ่ายสอง มาถึงก็เดินเข้าที่พัก บ้านที่เราพักชื่อบ้านกลางนา เดินแบกของลงคันนามาถึงที่พัก วางของกันสเปะสะปะ แล้วรีบถ่ายรูปกันเลยค่ะ ถ่ายรูปกันซักพัก ก็หยิบไก่ทอดข้าวเหนียวมากินกันที่ระเบียงบ้าน กินไป ดูวิวนาขั้นบันไดไป เป็นอาหารมื้อแรกที่ได้กินพร้อมวิวที่สวยขนาดนี้ กินเสร็จเรากับเพื่อนก็นั่งโง่ๆ ดูวิวนากัน ที่เรียกว่านั่งโง่ๆ คือไม่ทำอะไรกันเลยค่ะ นั่งแล้วไม่ต้องคิดอะไร ดูนาไปเรื่อยๆ บวกกับไปนาฤดูฝนอากาศจะเปลี่ยนตลอด เดี๋ยวเมฆมาหมอกมา แดดมา นั่งโง่ๆ กันไปประมาณสามชั่วโมงได้ค่ะ
นั่งโง่ๆ ไม่ต้องคิดอะไร
ฝนเริ่มมา
อีกซักพักแดดออก
พอเริ่มสี่ห้าโมงเราก็ออกไปเดินเล่นถ่ายรูปกันค่ะ ดีว่าไปหน้าฝน แดดไม่เปรี้ยงมาก บวกกับได้ความชื้นอากาศก็จะเย็นๆสบายๆ เดินคันนากันจิกจนขาเกร็งไปหมดค่ะ ตอนหลังเจอผู้ใหญ่บ้าน เขาก็สอนวิธีเดินให้ค่ะ เดินคันนา ถ่ายรูป มีสไลด์ลื่นกันบ้างให้ตื่นเต้น ใครไม่ลื่นนี่มาไม่ถึงนานะคะ (วิธีเดินให้เดินแบะเท้าออก ใช้อุ้งเท้าเราเกาะคันนานะคะ)
ที่พักที่นี่เขาคิดหัวละ 500บาทต่อหนึ่งคืนกับข้าวสองมื้อ คือมื้อเย็นกับมื้อเช้าค่ะ กับข้าวชาวบ้านจะมาส่งเป็นปิ่นโตให้นะคะ และที่พักที่นี่ไม่มีไฟฟ้านะคะ มีเทียน ตะเกียง และยากันยุงให้ค่ะ ประมาณหกโมงกับข้าวก็มาส่งค่ะ เรากินกันก่อนที่ฟ้ายังไม่มืด จะได้เห็นกับข้าวชัดๆ ตกดึก ก็มืดตึบเลยค่ะ มีแค่แสงเทียน แต่ไปหน้าฝนจะไม่เห็นดาวบนฟ้านะคะ เมฆเยอะ จะเห็นดาวบนดินแทน พวกเราก็นั่งเล่นคุยเล่นกันชานบ้านนั่นแหละค่ะ มีแสงเทียน ให้พอได้เห็นหน้าตอนเม้า
กับข้าวมาส่งแล้วว
ประมาณสามทุ่มกว่าเราก็เข้านอนแล้วค่ะ ได้บรรยากาศมืดสนิทสุดๆ นอนฟังแมลงร้องจนหลับ เป็นคืนที่หลับสนิทมากกก ปกติไปเที่ยวจะต้องมีตื่นมากลางดึก แต่นี่หลับสนิทยาวเลย เราตื่นมาอาบน้ำตอนตีห้าค่ะ หนาวสุดๆ แต่ไหนๆมาแล้วต้องไปให้สุดค่ะ ส่วนเพื่อนเราอาบแห้งค่าา ตอนเช้ามีปิ่นโตมาส่งเช่นเคย ประมาณเจ็ดโมงครึ่งเราออกจากที่พัก ผู้ใหญ่บ้านมารับพวกเราไปเที่ยว พาไปถ่ายรูปในนา มุมสวยๆ เดินคันนาบวกกับถ่ายรูปกันประมาณเกือบสองชั่วโมงได้ เรียกว่ากลายเป็นผู้ชำนาญการในการเดินคันนากันเลย
ทางเดินคันนา
ของจริงจะสวยกว่าในภาพล้านเท่า เราชอบคำที่ผู้ใหญ่พูดว่าของจริงสวยกว่าภาพ เพราะเราได้หลับตาพริ้มๆ ดูวิว รับลม
หลังจากเที่ยวนาผู้ใหญ่ก็ถามมีแพลนไปไหนอีกมั้ย พวกเรานี่ไม่มีไรในหัวเลยว่าจะไปไหน ผู้ใหญ่บ้านเลยอาสาพาเที่ยว พาไปชิมน้ำที่พุดมาตลอด ชาวบ้านแถวนั้นจะมารินใส่ขวดไปดื่มกันทุกวันเลยค่ะ น้ำจะมีรสชาติหวานๆ แต่ที่ประทับใจที่สุดคือผู้ใหญ่บ้านพาขับรถลุยขึ้นภูเขาที่ชาวบ้านเขาทำนากับปลูกข้าวโพด ฟักทอง จากบนนี้ทำให้เห็นแม่แจ่มเกือบทุกทิศเลยนะคะ มีข้างหลังเป็นดอยอินทนนท์ เจอน้องวัวอยู่บนภูเขาด้วย
ทางที่ขึ้นไปดูวิวแม่แจ่ม
ขนาดวัวยังดูวิวเลยนะ มออออ
ตอนไปถึงหมอกลง แอบถ่ายติดคู่ผีเสื้อมาด้วยแหละ
อีกฝั่งจะเป็นป่าค่ะ
หลังจากชมวิวกันเต็มอิ่ม เราก็เดินทางไปดอยอินทนนท์กันต่อค่ะ เราตัดสินใจไปเดินอ่างกา และแล้วฝนก็ตกค่าา ความชื้นของอ่างกาเลยเพิ่มขึ้นไปอีก ความรู้สึกเหมือนเข้าไปในดินแดนลึกลับเลย ไม่มีนักเที่ยวเดินกับพวกเราเลยค่ะ แต่ก็ไม่น่ากลัวนะคะ
อ่างกาค่าา
หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็พาพวกเราไปฝากกับพี่สมศักดิ์ ชาวปกากะญอ ที่บ้านแม่กลางหลวง พี่สมศักดิ์ต้อนรับพวกเราด้วยกาแฟและแสดงมายากลให้ดู เอาจริงๆ เราเห็นพี่แกแสดงมายากลตลอดอ่ะค่ะ พอมีแขกใหม่มาก็แสดง แกน่ารักดีนะคะ ใต้ถุนบ้านแกไม่เคยเงียบเลยค่าา มีสีสันตลอด ตอนเย็นไม่มีไรทำ ชาวบ้านถามว่าจะกินข้าวที่นี่(ที่พักโฮมสเตย์) หรือไปกินกับชาวบ้าน ดูวัฒนธรรมชาวปกากะญอ พวกเราตัดสินใจไหนๆก็มาแล้ว ไปให้สุดค่ะ งั้นไปกับชาวบ้านละกัน พี่ไกด์ที่พาเที่ยว (ชาวปกากะญอ) พาไปดูต้นกาแฟต้นแรกของดอยอินทนนท์ พาไปจิบเหล้าที่ทำมาจากยอดข้าว รสชาติจะออกหวานๆ เหมือนดื่มน้ำมะพร้าว ดื่มแล้วร้อนคอเลยค่ะ แต่ไม่เมานะคะ และปิดท้ายด้วยกินกับข้าวกับชาวบ้านค่ะ
ประมาณสามทุ่มเราก็กลับมาถึงที่พัก
พี่สมศักดิ์ กำลังแสดงมายากล
กาแฟ จากบ้านพี่สมศักดิ์
มีวงกองไฟ กาน้ำ ให้นั่งคุยกันชิวๆ
มีหมาไว้เฝ้าบ้าน
ต้นกาแฟต้นแรกของอินทนนท์ค่ะ
พิพี (แปลว่าย่าหรือยาย) ชาวปกากะญอที่ทำกับข้าวให้พวกเรา แกน่ารักมาก ตอนนี้แกกำลังหัดพูดภาษาไทยอยู่ค่ะ เพราะจะมีรายการทีวีมาถ่าย
อันนี้กับข้าวค่ะ จะมีอาหารพื้นเมืองของชาวปกากะญอ คือน้ำพริกปู๋ กับข้าวเบอะ
วันสุดท้าย
พวกเราตัดสินใจไปเดินน้ำตกรักจังหรือน้ำตกผาดอกเสี้ยว โดยมีไกด์พี่เคนชาวปกากะญอพาเที่ยว เพราะการเที่ยวที่นี่ต้องมีคนท้องที่พาเที่ยวนะคะ ห้ามเดินเอง เริ่มเดินประมาณเก้าโมง ใช้เวลาเดินกันประมาณสองชั่วโมงกว่าๆค่ะ ตอนเดินได้ยินเสียงชนีในป่าร้องด้วยนะคะ เดินป่ากันเสร็จ พวกเราก็นั่งเล่นบ้านพี่สมศักดิ์แป๊บนึง แล้วออกเดินทางกลับ ขากลับเราเหมารถของชาวบ้านมาส่งตรงถนนใหญ่ที่มีรถเหลืองไปตัวเมืองเชียงใหม่ (ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง) หลังจากนั้นก็นั่งรถแดงไปสนามบินค่ะ
กฎการเดินน้ำตกผาดอกเสี้ยวค่ะ
น้ำตกผาดอกเสี้ยว
ขากลับเจอเดะดอย
การเดินทางครั้งนี้ต้องขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่พาพวกเราเที่ยว พี่สมศักดิ์ พิพี พี่เคน (ใครสนใจให้แกพากเที่ยว facebook:paclay trip) และชาวปกากะญอที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น เป็นทริปที่ประทับใจทั้งวิวและผู้คนเลยค่า
ป.ล. แล้วจะกลับไปป่าปงเปียงในวันที่รวงข้าวเป็นสีทอง
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น