5 เคล็ดลับ ที่จะทำให้ใบสมัครงานของคุณไม่อยู่ในถังขยะ!

5 เคล็ดลับ ที่จะทำให้ใบสมัครงานของคุณไม่อยู่ในถังขยะ!


1. คำบรรยายหรือจะสู้ตัวเลข 
 
แทนที่จะบรรยายยาวยืด ว่าคุณเคยทำอะไรมาสวยหรูน้ำท่วมทุ่ง สาวๆลองเติมข้อมูลที่เป็นตัวเลขข้อมูลสิ่งที่เราเคยทำสำเร็จมาก่อนดูสิ เช่น โปรเจคท์ที่คุณเคยคุมมีเม็ดเงินหมุนเวียนกี่ล้านบาท หรือ คุณเคยสร้างยอดขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ในเวลาเท่าไหร่ ข้อมูลที่เป็นตัวเลข นอกจากจะดูง่าย วัดผลง่าย เข้าใจง่ายแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่สนใจในการเก็บสถิติซึ่งโยงไปถึงการเป็นคนรอบคอบอีกด้วย เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ประโยคเช่น “เคยดูแลโครงการ CSR ให้กับบริษัท” กับ “เคยดูแลโครงการ CSR ให้กับบริษัท ซึ่งสร้างมูลค่าสื่อได้ 300% จากต้นทุนโครงการ” อันไหนน่าสนใจกว่ากันล่ะ



2. อย่าดูถูกช่อง “ความสนใจ” 
 
หลายๆคนมองว่าการใส่ความสนใจส่วนตัวหรือ “interest” ในเรซูเม่ ไม่ได้สลักสำคัญอะไร เลยใส่อะไรเซฟๆง่ายๆ เช่น ชอบดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรือ แม้กระทั่ง อ่านหนังสือ (ซึ่งยอดฮิตมากๆ) จะใส่แบบนั้นก็ไม่ผิดหรอกค่ะ แต่คุณก็กำลังแสดงให้อนาคตเจ้านายของคุณเห็นว่า คุณก็คือ another one ที่ไม่ได้สร้างการจดจำให้กับคนที่ต้องสัมภาษณ์คนเป็นสิบๆคน นักจิตวิทยาแนะนำว่า ให้ใส่ความน่าสนใจของตัวเองที่เฉพาะเจาะจงและดูแตกต่างลงไป แทนที่จะชอบดูหนัง แต่คุณเขียนไปเลยว่าคุณคือแฟนหนังของ Marvel Studio หรือแทนที่จะชอบอ่านหนังสือ คุณอ่านสามก๊กจบไปแล้ว 5 รอบ นอกจากที่จะสร้างความโดดเด่นขึ้นมาแล้ว คุณอาจจะสร้างประเด็นพูดคุยที่ทำให้คนสัมภาษณ์รู้สึกมี commonground กับคุณ และทำให้การสนทนาสนุกขึ้นด้วย



3. แบรนด์ใหญ่ช่วยคุณได้
 
แน่นอน การจะเลือก candidate สักหนึ่งคนขึ้นมาเพื่อโทรนัดสัมภาษณ์นั้น คนคัดเลือกนั้นต้องอ่านเรซูเม่ไม่ต่ำกว่าสิบฉบับ ซึ่งนั่นช่างน่าชวนให้ตาลายเสียเหลือเกิน มีบทความหนึ่งใน Forsbe แนะนำว่า ถ้าคุณเคยมีประวัติการเรียนหรือทำงานให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าลืมใส่มันลงไปด้วย เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้ว ชื่อของแบรนด์ใหญ่ๆที่พอเอ่ยปุ๊ปทุกคนรู้จัก หรือสถานศึกษาอันดับท๊อปๆนั้น สร้างสิ่งที่เรียกว่า “reference” ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้คุณ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะทำงานในเอเจนซี่โฆษณาเล็กๆที่พูดไปใครๆก็ไม่รู้จัก คุณควรจะเพิ่มในเรซูเม่เข้าไปว่า ลูกค้าของคุณคือใคร หรือแม้ว่าคุณจะจบจากมหาวิทยาลัยขนาดกลาง แต่ถ้าคุณเคยเข้าประกวดหรือผ่านการอบรมในมหาวิทยาลัยชั้นนำ อย่าลืมใส่มันลงไปด้วย อะไรแบบนี้อย่ามองข้ามนะคะ 



4. หน้าตาของเรซูเม่บอกอะไรมากกว่าที่คิด
 
ถ้าคุณคิดว่า คุณมีใบสมัครงานใบเดียว เอาไว้ใช้ส่งไปทุกที่ เราอยากให้คุณคิดใหม่ ทุกๆงานในตลาดแรงงานมีความแตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งแต่ลักษณะงาน และทัศนคติของคนในวงการนั้นๆ ลองนึกสภาพดู คุณอยากสมัครงานในสำนักงานกฎหมาย แต่ดันไปดูตัวอย่างการทำเรซูเม่แบบครีเอทีฟ แน่นอนคุณจะโดดเด่นในหมู่ผู้สมัครเชียวหละ แต่นั่นก็มีความเสี่ยงสูงที่มันจะไปอยู่ในถังขยะ เพราะคำว่า กาลเทศะ มันคือส่วนสำคัญมากๆ กลับกัน ถ้าคุณสมัครงานเอเจนซี่โฆษณาแต่ทำเรซูเม่แบบดูก็รู้ว่าลอกในเนตมา คุณคงพอเดาตอนจบได้นะคะ



5. Follow-up letter ไม่ใช่เรื่องเสียหาย 
 
โอเค คุณอาจจะเดาไม่ถูก ว่าการสัมภาษณ์ที่ผ่านไปนั้นคุณสร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์ได้แค่ไหน เพราะฉะนั้นการส่งเมลกลับไปหาทางบริษัทที่คุณไปสัมภาษณ์อีกครั้งมันก็ไม่ได้เสียหายอะไร แถมยังทำให้เห็นว่า คุณไม่ได้มาสัมภาษณ์เล่นๆ แต่คุณจริงจังและแสดงความมุ่งมั่นที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของออฟฟิศนั้นอีกด้วย วิธีการเขียน Follow-up letterที่ดีนั้น มีเคล็ดลับง่ายๆแค่ข้อเดียว นั่นคือ "จริงใจอย่างชาญฉลาด" เรารู้ว่าคุณจะเข้าใจ


8ggmagazine.com
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่