สวัสดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาวพันทิพ หนูรู้สึกไร้ที่พึ่งและเคว้งคว้างกับความคิดตัวเองมากๆเลยค่ะ ปัจจุบันนั้นการรับน้องก็ถือว่าเป็นที่นิยมไปทั่วทุกมหาวิทยาลัย หลายๆคนมักบอกว่า 'มหาลัยไหนก็รับน้องเหมือนๆกันนั่นแหละ' สำหรับดิฉันนั้นรู้สึกว่าการรับน้องแต่ละที่ มีความแตกต่างกัน เป็นเอกลักษณ์ของแต่มหาวิทยาลัย เวลาในการจัดกิจกรรมก็สั้นยาวไม่เท่ากัน และสิ่งที่ทำให้ดิฉันเหนื่อยใจทุกวันตั้งแต่เปิดเทอมมา คงจะเป็นการรับน้องที่กินเวลายาวเป็นเดือนนี่แหละค่ะ ทั้งต้องเรียนและรับน้อง ดิฉันเองทราบว่าการรับน้องเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น(?)
ทุกมหาวิทยาลัยก็คงจะมีทั้งเด็กกิจกรรม เด็กที่ปานกลาง(เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง) และสุดท้ายไม่เข้าเลย หากถามว่าดิฉันอยู่ในกลุ่มไหนก็คงจะเป็นเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง แต่ช่วงแรกๆพวกเราเข้าตลอดค่ะ เรียกได้ว่าเข้าทุกวันเลยค่ะแรกๆที่ยังไม่เปิดเทอม หลังๆพอเปิดเทอมเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว คงต้องพักและเบรคตัวเองไว้บ้าง ซึ่งในจุดๆนี้ก็เข้าใจคนที่เข้าตลอดค่ะว่ามันเหนื่อยแค่ไหน แต่พวกเรานั้นมีความชอบไม่เท่ากัน ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะเข้าร่วมบ้าง
แต่การที่รุ่นพี่นั้นบอกว่า'ถ้าไม่เข้าจะเก็บเงินจำนวน xxx บาท ให้เตรียมมาจ่ายด้วย ดิฉันว่าเกินไปเล็กน้อย
หากรุ่นพี่อยากให้รุ่นน้องเข้าเยอะๆเต็มอัตรา มีความพร้อมเพรียงกัน ก็ควรทำกิจกรรมให้น่าสนใจไม่ใช่หรอคะ หรือไม่ก็ใช้คำพูดในการชวนน้องๆให้มาร่วมกิจกรรมเยอะๆ แต่นี่บังคับแบบ น้องรหัสนี้ทักพี่มาด้วยนะคะ บลาๆๆๆๆ คิดว่าพวกเราจะกล้าทักไปไหมคะ ในเมื่อพวกพี่ประจานพวกเราต่อหน้าเพื่อนๆบ้าง มองแรงบ้าง พูดกันลับหลังบ้าง พวกเราเสียเงินมาเรียนนะคะ กิจกรรมเราก็ทำกันหอมปากหอมคอ ไม่ได้จี้จุดขนาดนั้น ดิฉันว่าการจัดกิจกรรมรับน้องควรทำให้เสร็จภายใน 1 อาทิตย์ รวบรัด เร็ว เข้าใจง่าย รวมถึงจัดขึ้นก่อนการเปิดเทอมจะเริ่มขึ้น หลังจากเปิดเทอมนั้นกิจกรรมที่ควรมีก็คงเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญมากๆ อาทิ เช่น การประดับเข็มต่างๆนานา งานไหว้ครู รำลึกผู้ก่อตั้ง ฯลฯ เพื่อให้พวกเราได้เรียนอย่างเต็มที่ ส่วนกิจกรรมมีได้นะคะจริงๆ แต่ก็ควรจะมีประปรายไม่ใช่อะไรไร้สาระจนถึง 3-456ทุ่ม
สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณทุกๆคนที่สละเวลามาอ่าน ดิฉันเข้าใจว่าหากรุ่นพี่หลายๆท่านมาอ่าน ก็คงจะคิดว่าปีฉันหนัก ปีฉันรุนแรงมาก แล้วทำไมไม่นำสิ่งที่ตัวเองโดน มาปรับใช้กับรุ่นถัดไปล่ะคะ ดิฉันเชื่อว่าหากนำมาปรับใช้ ดัดแปลงให้ไม่น่าเบื่อ คงทำให้กิจกรรมรับน้องเป็นอะไรที่น่าเข้าและควรจดจำที่สุดในชีวิตมหาวิทยาลัยเลยล่ะค่ะ
และก็ต้องขอโทษจริงๆค่ะถ้าดิฉันได้คิดอะไรแปลกแยกเกินความพอดีกับคนอื่นๆ ส่วนตัวแล้วดิฉันก็ชอบรับน้องชอบกิจกรรม แต่คงไม่ใช่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ บีบบังคับขู่เข็ญในทุกๆเรื่อง รู้สึกอยากซิ่วมากมากเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะตัวมหาวิทยาลัยไม่ดีนะคะ ดิฉันรักทุกอย่างที่เป็นมหาวิทยาลัยของดิฉันค่ะ และถ้าหากดิฉันซิ่วจริงๆ ก็จะยังรักมหาวิทยาลัยนี้อยู่ค่ะ
รู้สึกเครียด อยากซิ่วเพราะรับน้องและเพื่อน ทำยังไงดีคะ? เหนื่อยใจมากมาก
ทุกมหาวิทยาลัยก็คงจะมีทั้งเด็กกิจกรรม เด็กที่ปานกลาง(เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง) และสุดท้ายไม่เข้าเลย หากถามว่าดิฉันอยู่ในกลุ่มไหนก็คงจะเป็นเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง แต่ช่วงแรกๆพวกเราเข้าตลอดค่ะ เรียกได้ว่าเข้าทุกวันเลยค่ะแรกๆที่ยังไม่เปิดเทอม หลังๆพอเปิดเทอมเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว คงต้องพักและเบรคตัวเองไว้บ้าง ซึ่งในจุดๆนี้ก็เข้าใจคนที่เข้าตลอดค่ะว่ามันเหนื่อยแค่ไหน แต่พวกเรานั้นมีความชอบไม่เท่ากัน ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะเข้าร่วมบ้าง
แต่การที่รุ่นพี่นั้นบอกว่า'ถ้าไม่เข้าจะเก็บเงินจำนวน xxx บาท ให้เตรียมมาจ่ายด้วย ดิฉันว่าเกินไปเล็กน้อย
หากรุ่นพี่อยากให้รุ่นน้องเข้าเยอะๆเต็มอัตรา มีความพร้อมเพรียงกัน ก็ควรทำกิจกรรมให้น่าสนใจไม่ใช่หรอคะ หรือไม่ก็ใช้คำพูดในการชวนน้องๆให้มาร่วมกิจกรรมเยอะๆ แต่นี่บังคับแบบ น้องรหัสนี้ทักพี่มาด้วยนะคะ บลาๆๆๆๆ คิดว่าพวกเราจะกล้าทักไปไหมคะ ในเมื่อพวกพี่ประจานพวกเราต่อหน้าเพื่อนๆบ้าง มองแรงบ้าง พูดกันลับหลังบ้าง พวกเราเสียเงินมาเรียนนะคะ กิจกรรมเราก็ทำกันหอมปากหอมคอ ไม่ได้จี้จุดขนาดนั้น ดิฉันว่าการจัดกิจกรรมรับน้องควรทำให้เสร็จภายใน 1 อาทิตย์ รวบรัด เร็ว เข้าใจง่าย รวมถึงจัดขึ้นก่อนการเปิดเทอมจะเริ่มขึ้น หลังจากเปิดเทอมนั้นกิจกรรมที่ควรมีก็คงเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญมากๆ อาทิ เช่น การประดับเข็มต่างๆนานา งานไหว้ครู รำลึกผู้ก่อตั้ง ฯลฯ เพื่อให้พวกเราได้เรียนอย่างเต็มที่ ส่วนกิจกรรมมีได้นะคะจริงๆ แต่ก็ควรจะมีประปรายไม่ใช่อะไรไร้สาระจนถึง 3-456ทุ่ม
สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณทุกๆคนที่สละเวลามาอ่าน ดิฉันเข้าใจว่าหากรุ่นพี่หลายๆท่านมาอ่าน ก็คงจะคิดว่าปีฉันหนัก ปีฉันรุนแรงมาก แล้วทำไมไม่นำสิ่งที่ตัวเองโดน มาปรับใช้กับรุ่นถัดไปล่ะคะ ดิฉันเชื่อว่าหากนำมาปรับใช้ ดัดแปลงให้ไม่น่าเบื่อ คงทำให้กิจกรรมรับน้องเป็นอะไรที่น่าเข้าและควรจดจำที่สุดในชีวิตมหาวิทยาลัยเลยล่ะค่ะ