ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด
1. ค่าธรรมเนียมการโอน (2%) - ในการจะทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ในอัตราร้อยละ 2 หรือ 2% โดยจะคิดจากประเมินของกรมที่ดิน (สรุปคือ 2%ของราคาประเมินของกรมที่ดิน) โดยในการซื้อขายก็จะมีการตกลงกันระหว่าง ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย ว่าจะเป็นฝ่ายไหนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือจะออกกันคนละครึ่ง เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะตกลงกัน โดยจะต้องตกลงกันก่อน หรือระบุเอาไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย จะได้ไม่มีปัญหากันภายหลัง
2. ค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา) - ภาษีตัวนี้จะเกินจากการที่ผู้ขาย ขายอสังหาริมทรัพย์ จึงทำให้เกิดรายได้ ซึ่งรายได้ตรงส่วนนี้จะถูกนำมาคิด ภาษีเงินได้ ซึ่งจะคำนวณจาก ราคาประเมินกับ*จำนวนปีที่ถือครองกรรมสิทธิ์ (ส่วนการคำนวณค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา) จะเขียนอธิบายอย่างละเอียดในบทความ "การคำนวณค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา)" ) ค่าภาษีเงินได้ตัวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่เป็นผู้ชำระ
3. ค่าอากร - เป็นค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์ที่เกิดขึ้นในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยจะคิดในอัตราร้อยละ 0.5 หรือ 0.5% โดยจะคิดจาก ราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือ ราคาซื้อขาย อันไหนสูงกว่าจะคิดจากราคานั้น
เช่น ราคาซื้อขาย 4,000,000 บาท , ราคาประเมินของกรมที่ดิน 3,000,000 บาท
ก็จะคิดจาก ราคาซื้อขาย คือ (0.5%)(4,000,000) = 20,000 บาท
ซึ่งค่าอากรนี้ เราจะเสียเมื่อ
a.ถือครองกรรมสิทธิ์เกิน 5ปี(นับจากวันที่ถือครองกรรมสิทธิ์)
หรือ
b.มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์(หรือชื่อคู่สมรสที่จะทะเบียนสมรสก่อนการโอนกรรมสิทธิ์) อยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1ปี
4. ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ - เป็นค่าภาษีที่ทางรัฐมองว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์ถือครองกรรมสิทธิ์และซื้อขายเพื่อทำธุรกิจ โดยจะคิดในอัตราร้อยละ 3.3 หรือ 3.3% โดยจะคิดจาก ราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือ ราคาซื้อขาย อันไหนสูงกว่าจะคิดจากราคานั้น
ซึ่งค่าภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ เราจะเสียเมื่อ
a.ถือครองกรรมสิทธิ์น้อยกว่า 5ปี(นับจากวันที่ถือครองกรรมสิทธิ์)
หรือ
b.มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์(หรือชื่อคู่สมรสที่จะทะเบียนสมรสก่อนการโอนกรรมสิทธิ์) อยู่ในทะเบียนบ้านน้อยกว่า 1ปี
5. ค่าภาษีเงินได้ (นิติบุคคล) - ในกรณีที่ผู้ขายเป็นนิติบุคคล เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองก็จะต้องเสีย ค่าภาษีเงินได้ (นิติบุคคล) แทน ค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา) ซึ่งจะคิดในอัตราร้อยละ 1 หรือ 1% โดยจะคิดจาก ราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือ ราคาซื้อขาย อันไหนสูงกว่าจะคิดจากราคานั้น
6. ค่าจดจำนอง - ในกรณีที่ทางผู้ซื้อมีการจดจำนอง ก็จะต้องมีการเสียค่าจดจำนอง ซึ่งจะคิดในอัตราร้อยละ 1 หรือ 1% โดยจะคิดจากยอดที่จดจำนอง (ยอดที่ผู้ซื้อกู้หรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน) ค่าจดจำนองนี้จะเป็นภาระของผู้ซื้อ หรือ บางทีสถาบันการเงินมีโปรโมชั่น ฟรีค่าจดจำนอง ทางสถาบันการเงินก็จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตัวนี้ให้แทน
หมายเหตุ: 3. ค่าอากร และ 4. ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เราจะเสียแค่ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น
ถ้าเราเสียค่าอากร ก็ไม่ต้องเสีย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่าย2ตัวนี้ต่างกันเกือบ 7เท่า เพราะฉะนั้นหากตอนขายไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเยอะ ก็ควรย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านตั้งแต่ตอนซื้อและถือครองกรรมสิทธิ์มา
เพิ่มเติม: หากไม่มีการจดจำนอง ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในข้อที่6. ค่าจดจำนอง
*จำนวนปีที่ถือครองกรรมสิทธิ์ - จะนับเป็นปีพ.ศ.
เช่น ถ้าเราซื้อมาในปี ธ.ค. 2558 ขายในปี ม.ค. 2560 จะคิดเป็น 3ปี
หรือ ถ้าเราซื้อขายในปีเดียวกันก็จะคิดเป็น 1ปี
ในการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เราควรจะทราบ และตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายก่อนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนไหน หรือส่วนไหนออกกันคนละครึ่ง เพื่อที่จะได้คำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จะได้ไม่ขาดทุน และ ไม่มีปัญหากันในวันโอนกรรมสิทธิ์ครับ
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้กันบ้างนะครับ
หากเพื่อนๆผู้อ่านบทความนี้ มีอะไรเสนอแนะได้เลยนะครับ หรือ มีข้อสงสัยสอบถามได้เลยครับ
ติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=newgencondo&month=27-08-2016&group=4&gblog=1
FB: คอนโดมิเนียมของคนรุ่นใหม่
#คอนโดมิเนียมของคนรุ่นใหม่
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด
1. ค่าธรรมเนียมการโอน (2%) - ในการจะทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ในอัตราร้อยละ 2 หรือ 2% โดยจะคิดจากประเมินของกรมที่ดิน (สรุปคือ 2%ของราคาประเมินของกรมที่ดิน) โดยในการซื้อขายก็จะมีการตกลงกันระหว่าง ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย ว่าจะเป็นฝ่ายไหนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือจะออกกันคนละครึ่ง เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะตกลงกัน โดยจะต้องตกลงกันก่อน หรือระบุเอาไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย จะได้ไม่มีปัญหากันภายหลัง
2. ค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา) - ภาษีตัวนี้จะเกินจากการที่ผู้ขาย ขายอสังหาริมทรัพย์ จึงทำให้เกิดรายได้ ซึ่งรายได้ตรงส่วนนี้จะถูกนำมาคิด ภาษีเงินได้ ซึ่งจะคำนวณจาก ราคาประเมินกับ*จำนวนปีที่ถือครองกรรมสิทธิ์ (ส่วนการคำนวณค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา) จะเขียนอธิบายอย่างละเอียดในบทความ "การคำนวณค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา)" ) ค่าภาษีเงินได้ตัวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่เป็นผู้ชำระ
3. ค่าอากร - เป็นค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์ที่เกิดขึ้นในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยจะคิดในอัตราร้อยละ 0.5 หรือ 0.5% โดยจะคิดจาก ราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือ ราคาซื้อขาย อันไหนสูงกว่าจะคิดจากราคานั้น
เช่น ราคาซื้อขาย 4,000,000 บาท , ราคาประเมินของกรมที่ดิน 3,000,000 บาท
ก็จะคิดจาก ราคาซื้อขาย คือ (0.5%)(4,000,000) = 20,000 บาท
ซึ่งค่าอากรนี้ เราจะเสียเมื่อ
a.ถือครองกรรมสิทธิ์เกิน 5ปี(นับจากวันที่ถือครองกรรมสิทธิ์)
หรือ
b.มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์(หรือชื่อคู่สมรสที่จะทะเบียนสมรสก่อนการโอนกรรมสิทธิ์) อยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1ปี
4. ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ - เป็นค่าภาษีที่ทางรัฐมองว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์ถือครองกรรมสิทธิ์และซื้อขายเพื่อทำธุรกิจ โดยจะคิดในอัตราร้อยละ 3.3 หรือ 3.3% โดยจะคิดจาก ราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือ ราคาซื้อขาย อันไหนสูงกว่าจะคิดจากราคานั้น
ซึ่งค่าภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ เราจะเสียเมื่อ
a.ถือครองกรรมสิทธิ์น้อยกว่า 5ปี(นับจากวันที่ถือครองกรรมสิทธิ์)
หรือ
b.มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์(หรือชื่อคู่สมรสที่จะทะเบียนสมรสก่อนการโอนกรรมสิทธิ์) อยู่ในทะเบียนบ้านน้อยกว่า 1ปี
5. ค่าภาษีเงินได้ (นิติบุคคล) - ในกรณีที่ผู้ขายเป็นนิติบุคคล เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองก็จะต้องเสีย ค่าภาษีเงินได้ (นิติบุคคล) แทน ค่าภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา) ซึ่งจะคิดในอัตราร้อยละ 1 หรือ 1% โดยจะคิดจาก ราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือ ราคาซื้อขาย อันไหนสูงกว่าจะคิดจากราคานั้น
6. ค่าจดจำนอง - ในกรณีที่ทางผู้ซื้อมีการจดจำนอง ก็จะต้องมีการเสียค่าจดจำนอง ซึ่งจะคิดในอัตราร้อยละ 1 หรือ 1% โดยจะคิดจากยอดที่จดจำนอง (ยอดที่ผู้ซื้อกู้หรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน) ค่าจดจำนองนี้จะเป็นภาระของผู้ซื้อ หรือ บางทีสถาบันการเงินมีโปรโมชั่น ฟรีค่าจดจำนอง ทางสถาบันการเงินก็จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตัวนี้ให้แทน
หมายเหตุ: 3. ค่าอากร และ 4. ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เราจะเสียแค่ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น
ถ้าเราเสียค่าอากร ก็ไม่ต้องเสีย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่าย2ตัวนี้ต่างกันเกือบ 7เท่า เพราะฉะนั้นหากตอนขายไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเยอะ ก็ควรย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านตั้งแต่ตอนซื้อและถือครองกรรมสิทธิ์มา
เพิ่มเติม: หากไม่มีการจดจำนอง ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในข้อที่6. ค่าจดจำนอง
*จำนวนปีที่ถือครองกรรมสิทธิ์ - จะนับเป็นปีพ.ศ.
เช่น ถ้าเราซื้อมาในปี ธ.ค. 2558 ขายในปี ม.ค. 2560 จะคิดเป็น 3ปี
หรือ ถ้าเราซื้อขายในปีเดียวกันก็จะคิดเป็น 1ปี
ในการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เราควรจะทราบ และตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายก่อนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนไหน หรือส่วนไหนออกกันคนละครึ่ง เพื่อที่จะได้คำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จะได้ไม่ขาดทุน และ ไม่มีปัญหากันในวันโอนกรรมสิทธิ์ครับ
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้กันบ้างนะครับ
หากเพื่อนๆผู้อ่านบทความนี้ มีอะไรเสนอแนะได้เลยนะครับ หรือ มีข้อสงสัยสอบถามได้เลยครับ
ติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=newgencondo&month=27-08-2016&group=4&gblog=1
FB: คอนโดมิเนียมของคนรุ่นใหม่
#คอนโดมิเนียมของคนรุ่นใหม่