เมืองจันท์เป็นเมืองผลไม้ ดินดี อากาศดี ฝนตกชุก จนคนเรียกเมืองนี้ว่า ฝนแปด แดดสี่ ปลูกผลไม้อะไรก็งาม ไม่มีมลพิษ เป็นเมืองที่ยังบริสุทธิ์เพราะไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้ง มีทั้งภูเขาและทะเล ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีน้ำตกสวยงาม
เกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่เป็นคนน่าสงสาร ทั้งชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ (จะมีเพียงส่วนน้อยที่โชคดีสามารถลืมตาอ้าปากได้) เพราะอยู่ได้ด้วยความเมตตาของฟ้าดิน และคนอื่น ที่ผมพูดถึงคนอื่นนั้น หมายถึงคนที่สามารถกำหนดราคา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย สารเคมี และที่สำคัญคือราคาพืชผลทางการเกษตร
สวนที่ผมซื้อมานั้นเป็นสวนเงาะและมังคุด ตอนที่ไปดูนั้นเงาะหล่นบนพื้นดินเกลื่อน ราคาเงาะตอนนั้นแค่กิโลละ 10 กว่าบาทเท่านั้น ถูกมากๆ จนพี่เจ้าของสวนเดิมต้องปล่อยมันร่วงลงดินเพราะเก็บไม่ทันและไม่มีปัญญาเก็บ ถึงเก็บไปขายก็ไม่คุ้ม เพราะราคาถูก น่าเสียดายมาก แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ชาวสวนไม่ได้เป็นคนกำหนดราคา ราคากำหนดโดยตลาดตามกลไกของมันและผู้ค้าคนกลางเป็นส่วนใหญ่ ชาวสวนไม่รู้หรอกว่า ในอนาคตผลไม้อะไรราคาจะดี รู้แต่เพียงว่า ช่วงนี้ ผลไม้ตัวนี้ราคาดี ปลูกแล้วขายได้มีกำไรก็ดีใจแล้ว
ตอนนั้น ผมยังไม่คิดว่าจะทำอะไร แค่ว่าซื้อไว้ก่อน พอที่ดินราคาขึ้นก็ขายเอากำไรก็พอใจแล้ว ประกอบตัวเองไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่พอได้คุยกับเพื่อนคนที่ได้แนะนำมาซื้อสวนนี้ ซักเดือนเศษๆ เขาก็เสนอว่าพี่ปลูกทุเรียนกันเถอะ เพราะตัวเขาเองก็มีสวนทุเรียนอยู่หลายสิบไร่ แล้วทุเรียนช่วงนี้ก็ราคาดีมากเลย ดีกว่าทิ้งเป็นสวนเงาะซึ่งไม่ได้ราคา ครั้นจะให้คนอื่นมาเช่าทำสวน สู้ทำเองดีกว่า อีกอย่างที่ไม่ต้องคิดมากก็คือ น้องเขาอาสามาเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง โดยเจ้าตัวเป็นมืออาชีพ โชคก็เลยเข้าข้างผม ปลูกทุเรียนก็ปลูกทุเรียน ดีซะอีกได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าของสวนทุเรียน โก้ไม่หยอก
สวนเดิมก่อนจะเริ่มโค่นลงเพื่อปรับที่
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยว่าจะปลูกทุเรียน ผมก็บอกไปว่าจะเอายังไง ทำยังไงก็ให้บอกมา แผนการต่างๆก็ได้กำหนดขึ้นอย่างคร่าวๆ เริ่มสนุกเลยทีนี้ ลุยกันเต็มที่ ขั้นแรกก็คือ ตัดต้นไม้ของเก่าออกให้หมดก่อน ไถให้เรียบ จะได้เห็นรูปร่าง หน้าตาของที่ดินว่าเป็นยังไง ผมอยู่กรุงเทพ ต้องวิ่งเข้าจันท์เป็นว่าเล่น ตอนขับรถมาจันท์ครั้งแรกมีความรู้สึกว่าทำไมมันไกลจัง เดี๋ยวนี้เหรอ สบายมาก แปปเดียวเอง 555
เมื่อผมต้องเป็นเกษตรกรจำเปน ตอน 2 ปลูกทุเรียนกันดีกว่า
เกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่เป็นคนน่าสงสาร ทั้งชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ (จะมีเพียงส่วนน้อยที่โชคดีสามารถลืมตาอ้าปากได้) เพราะอยู่ได้ด้วยความเมตตาของฟ้าดิน และคนอื่น ที่ผมพูดถึงคนอื่นนั้น หมายถึงคนที่สามารถกำหนดราคา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย สารเคมี และที่สำคัญคือราคาพืชผลทางการเกษตร
สวนที่ผมซื้อมานั้นเป็นสวนเงาะและมังคุด ตอนที่ไปดูนั้นเงาะหล่นบนพื้นดินเกลื่อน ราคาเงาะตอนนั้นแค่กิโลละ 10 กว่าบาทเท่านั้น ถูกมากๆ จนพี่เจ้าของสวนเดิมต้องปล่อยมันร่วงลงดินเพราะเก็บไม่ทันและไม่มีปัญญาเก็บ ถึงเก็บไปขายก็ไม่คุ้ม เพราะราคาถูก น่าเสียดายมาก แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ชาวสวนไม่ได้เป็นคนกำหนดราคา ราคากำหนดโดยตลาดตามกลไกของมันและผู้ค้าคนกลางเป็นส่วนใหญ่ ชาวสวนไม่รู้หรอกว่า ในอนาคตผลไม้อะไรราคาจะดี รู้แต่เพียงว่า ช่วงนี้ ผลไม้ตัวนี้ราคาดี ปลูกแล้วขายได้มีกำไรก็ดีใจแล้ว
ตอนนั้น ผมยังไม่คิดว่าจะทำอะไร แค่ว่าซื้อไว้ก่อน พอที่ดินราคาขึ้นก็ขายเอากำไรก็พอใจแล้ว ประกอบตัวเองไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่พอได้คุยกับเพื่อนคนที่ได้แนะนำมาซื้อสวนนี้ ซักเดือนเศษๆ เขาก็เสนอว่าพี่ปลูกทุเรียนกันเถอะ เพราะตัวเขาเองก็มีสวนทุเรียนอยู่หลายสิบไร่ แล้วทุเรียนช่วงนี้ก็ราคาดีมากเลย ดีกว่าทิ้งเป็นสวนเงาะซึ่งไม่ได้ราคา ครั้นจะให้คนอื่นมาเช่าทำสวน สู้ทำเองดีกว่า อีกอย่างที่ไม่ต้องคิดมากก็คือ น้องเขาอาสามาเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง โดยเจ้าตัวเป็นมืออาชีพ โชคก็เลยเข้าข้างผม ปลูกทุเรียนก็ปลูกทุเรียน ดีซะอีกได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าของสวนทุเรียน โก้ไม่หยอก
สวนเดิมก่อนจะเริ่มโค่นลงเพื่อปรับที่
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยว่าจะปลูกทุเรียน ผมก็บอกไปว่าจะเอายังไง ทำยังไงก็ให้บอกมา แผนการต่างๆก็ได้กำหนดขึ้นอย่างคร่าวๆ เริ่มสนุกเลยทีนี้ ลุยกันเต็มที่ ขั้นแรกก็คือ ตัดต้นไม้ของเก่าออกให้หมดก่อน ไถให้เรียบ จะได้เห็นรูปร่าง หน้าตาของที่ดินว่าเป็นยังไง ผมอยู่กรุงเทพ ต้องวิ่งเข้าจันท์เป็นว่าเล่น ตอนขับรถมาจันท์ครั้งแรกมีความรู้สึกว่าทำไมมันไกลจัง เดี๋ยวนี้เหรอ สบายมาก แปปเดียวเอง 555