การทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสลายไปจากประเทศไทย มิใช่เรื่องยาก หากรู้จุดอ่อน?

กระทู้คำถาม
การยึดครองพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าหากเรารู้จุดอ่อนในวงการคณะสงฆ์และการเมืองในคณะสงฆ์ ก็จะรู้ว่ามีมากมาย โดยเฉพาะเมื่อยามที่พระเถระมหาเถระทั้งหลายเป็นผู้ประพฤติมักมากเห็นแก่ลาภยศและเงินทองแล้วไซร้ ย่อมเป็นช่องโหว่หรือจุดอ่อนอันสำคัญให้ผู้ที่ฝักใฝ่ลัทธิอื่นแฝงตัวเข้ามาบวชได้โดยง่าย จากนั้นก็ใช้ผลประโยชน์ในการบำรุงบำเรอมอมเมาเอาอกเอาใจพระมหาเถระเหล่านั้น เพื่อการไต่เต้าเติบโตของตนและพรรคพวก และถ้าหากพวกเขาแทรกซึมเข้ามาในวงการปกครองคณะสงฆ์ได้สำเร็จเมื่อไร การครอบงำยึดครองพุทธศาสนาก็กระทำได้โดยง่ายดาย

ในส่วนของชาวพุทธเองก็มีจุดอ่อนมากมายเนื่องด้วยถูกทำให้ออกห่างจากการศึกษาและปฏิบัติมานาน จึงขาดความรู้ความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้อง มีลักษณะไปทางความเชื่องมงายได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องอภินิหาร การให้โชคลาภ การนำความร่ำรวยการเป็นเศรษฐีมาเป็นตัวล่อ ลักษณะเช่นนี้ย่อมง่ายที่จะชักจูง โน้มน้าวชาวพุทธส่วนใหญ่ในประเทศไทยให้เข้ามาเป็นสาวก และยอมรับซึมซับคำสอนตามความเชื่อในลัทธิใหม่ได้อย่างง่ายดายเช่นกัน เมื่อเหตุปัจจัยของพุทธบริษัทเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์อย่างในยุคของท่านศังกราจารย์จึงไม่ยากที่จะเกิดขึ้น เพราะมันก็กำลังดำเนินไปอยู่อย่างเข้มข้นมิใช่หรือ??


ผลงานการวิจัยของ ดร.อภิญญา กล่าวว่า

1. สร้างภาพผู้นำศักดิ์สิทธิให้ "ธัมชโย" เหนือมนุษย์
2. ชวนขึ้นดอยฝึกสมาธิชั้นสูง จีวรสมภาร "ป่านสวิส"
3. ธรรมที่แท้ธรรมโกย สินค้าบุญวางขายเกลื่อน
4. นักบุญเฉพาะกิจ-ไดเร็กเซลล์ ใช้ดวงแก้วเครื่องหมายการค้า
5. ติวเข้มเทคนิคการขูดรีดบุญ มอบโล่เกียรติคุณผู้ทำเป้า
6. แข่งขันบุญ - ปลุกเร้าความวิเศษ โศกนาฏกรรมพระชั้นนำฆ่าตัวตาย
7. ถวายข้าวพระพุทธเจ้า-อรหันต์ ผ่านสื่อพระธัมมี-ชีจัน
8. คลั่งใคล้อำนาจศักดิ์สิทธิ์-ละเลยหลักธรรม เจ้าอาวาสเป็นองค์อวตาร

https://thaidhammakaya.wordpress.com/2015/02/28/buddhism-india/
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 20
ลองดูตัวอย่างจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนากันครับ




ทั้งที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในประเทศอินเดีย  แต่ต่อมาในขณะที่พระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายและเจริญรุ่งเรืองไปในดินแดนต่างๆ  พระพุทธศาสนาในอินเดียเองกลับเสื่อมลง  จนในยุคหนึ่งกล่าวได้ว่าแทบไม่มีชาวพุทธหลงเหลืออยู่เลย  ที่เป็นเช่นนี้น่าจะมาจาก  ๒  สาเหตุหลักต่อไปนี้คือ

1.สาเหตุภายใน                                                                          
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้นำ  โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง  ในแง่การปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพานนั้น  พระภิกษุสงฆ์คือผู้ที่สละโลก  ตั้งใจปฏิบัติธรรมขัดเกลากิเลส  ถือเป็นแบบอย่างของชาวพุทธโดยทั่วไป  และในแง่การเผยแผ่ศาสนา  พระภิกษุสงฆ์ก็อยู่ในฐานะของครูผู้สอน  โดยสาธุชนทั่วไปเป็นผู้รับฟังคำสอนแล้วนำไปปฏิบัติ  และทำบุญให้การสนับสนุนในการดำรงชีพและการปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุสงฆ์

ในระยะแรกพระภิกษุสงฆ์ที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มีอยู่เป็นจำนวนมาก  ปฏิบัติตนเป็นผู้นำ  เป็นแบบอย่างแก่พระภิกษุสงฆ์อื่นในการเผยแผ่พระศาสนา  พระภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่ต่างมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น  เป้าหมายการบวชในสมัยนั้น  คือ  บวชเพื่อมุ่งพระนิพพานกันจริงๆ  ให้ความสำคัญทั้งพระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมควบคู่กันไป  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เผยแผ่สั่งสอนประชาชนให้ปฏิบัติตามต่อไป  พระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว

ต่อมาผู้ที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มีน้อยลง  ในหมู่พระภิกษุสงฆ์ก็มีทั้งผู้ที่มีใจรัก  มีความเชี่ยวชาญทางด้านพระปริยัติธรรมและผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านธรรมปฏิบัติ  แต่เนื่องจากการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นสิ่งที่สามารถวัดความรู้ได้  สามารถจัดการศึกษาเป็นระบบและให้วุฒิการศึกษาได้  ในขณะที่ธรรมปฏิบัตินั้น  เป็นสิ่งที่รู้เฉพาะตน  เป็นของละเอียด  วัดได้ยาก  และเนื่องจากพระภิกษุสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมปฏิบัติ  มักมีใจโน้มเอียงไปในทางแสวงหาความสงบสงัด       ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่

เมื่อเป็นเช่นนี้  หลังจากเวลาผ่านไป  พระภิกษุผู้เชี่ยวชาญด้านปริยัติธรรม  จึงขึ้นมาเป็นผู้บริหารการปกครองคณะสงฆ์โดยปริยาย  เมื่อผู้บริหารการคณะสงฆ์เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพระปริยัติธรรม  ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ในการส่งเสริมการศึกษาของสงฆ์จะเน้นหนักในด้านพระปริยัติธรรมเป็นหลัก  เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและชำนาญ  แม้จะเห็นความสำคัญของธรรมปฏิบัติ  แต่เมื่อตนไม่คุ้นเคย  ไม่มีความชำนาญ  การสนับสนุนก็ทำได้ในขอบเขตหนึ่งเท่านั้น  พระภิกษุสงฆ์รุ่นใหม่ๆจึงมักได้รับการฝึกอบรมในด้านพระปริยัติธรรมเป็นหลัก  ส่วนธรรมปฏิบัติก็ค่อยๆ  ลดน้อยถอยลง

การศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น  ในยุคแรกๆ  ก็ศึกษาเพื่อเน้นให้เข้าใจในพุทธพจน์  คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อนำมาใช้ในการประพฤติปฏิบัติ  แต่ต่อมาเมื่อศึกษามากเข้าๆ  ก็มีพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นนักคิด  นักทฤษฎีจำนวนหนึ่ง  ทนการท้าทายจากนักคิดนักปรัชญาของศาสนาอื่นๆ  ไม่ได้  เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องอภิปรัชญา  เช่น  โลกนี้โลกหน้าว่ามีจริงหรือไม่  จิตมีการรับรู้ได้อย่างไรโลกเป็นอยู่อย่างไร  มีจริงหรือไม่  เป็นต้น  จึงพยายามหาเหตุผลทางทฤษฎี  ตามแนวคิดในทางพระพุทธศาสนาและใช้การให้เหตุผลทางตรรกศาสตร์มาอธิบายปัญหาเหล่านี้  ทั้งๆ  ที่คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์  เพราะถือว่าไม่เกิดประโยชน์  มีแต่จะเป็นเหตุให้ถกเถียงทะเลาะเบาะแว้งกัน  ทรงอบรมสั่งสอนแต่สิ่งที่นำไปสู่การขัดเกลากิเลส  มุ่งสู่พระนิพพาน  ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นแล้วผู้ปฏิบัติก็ย่อมจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้เอง
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา  เมื่อปฏิบัติจนเข้าถึงแล้ว  ผู้ปฏิบัติย่อมเห็นตรงกัน  เป็นภาวนามยปัญญา  (ความรู้แจ้งที่เกิดจากการภาวนา)  แต่เมื่อพยายามพิสูจน์ด้วยความคิดทางตรรกศาสตร์  ด้วยจินตามยปัญญา  (ความรู้คิด)  ไม่ได้รู้แจ้งด้วยตนเองเพราะไม่เห็นแจ้งย่อมมีความคิดแตกต่างหลากหลาย  ผลก็คือนักทฤษฎีของพระพุทธศาสนาเองก็มีความเห็นไม่ตรงกัน  ทะเลาะถกเถียงกันเอง  เกิดเป็นแนวคิดของสำนักต่างๆ  และแตกตัวเป็นนิกายต่างๆ  ในที่สุด  มีนักทฤษฎีในพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นจำนวนมาก  เช่น  นาคารชุน  อสังคะ  วสุพันธุ  ทิคนาคะ  ภาววิเวก  ธรรมกีรติ  ศานตรักษิตะ  เป็นต้น
        
แนวคิดของพระนักทฤษฎีเหล่านี้มีความลึกซึ้งมาก  จนแม้นักวิชาการตะวันตกปัจจุบันมาเห็นยังตื่นตะลึง  แต่ผลที่เกิดก็คือ  เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ชาวพุทธ  และพุทธศาสนาได้กลายเป็นศาสนาที่มีหลักคำสอนสลับซับซ้อน  จนชาวบ้านฟังไม่เข้าใจประหนึ่งว่าพระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาของพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น  แต่ก็มีพระภิกษุสงฆ์เพียงจำนวนน้อยที่รู้เรื่อง  และก็ยังคิดเห็นไม่ตรงกันอีก  ส่วนชาวพุทธทั่วไปกลายเป็นชาวพุทธแต่ในนาม  ไปวัดทำบุญตามเทศกาล  ตามประเพณีเท่านั้น
        
ขณะเดียวกันมีพระภิกษุสงฆ์อีกกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งมีจำนวนมากกว่าได้หันไปปฏิบัติตนตามใจชาวบ้าน  ซึ่งต้องการพึ่งพาอำนาจลึกลับ  สิ่งศักดิ์สิทธิ์  จึงมีการเล่นเครื่องรางของขลัง  เวทมนตร์คาถาต่างๆ  วัตรปฏิบัติย่อหย่อนลง  จนถึงจุดหนึ่งเกิดเป็นนิกายตันตระ  ซึ่งเลยเถิดไปถึงขนาดถือว่า  การเสพกามเป็นหนทางสู่การตรัสรู้ธรรม  การดื่มสุราเป็นสิ่งดี  เป็นต้น
เมื่อเกิดความแตกแยกภายในพระพุทธศาสนา  ทั้งในเรื่องของแนวคิดทฤษฎีที่ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่จบสิ้น  มุ่งแต่จะจับผิดโจมตีคนอื่นว่าสอนผิด  มีแต่พวกตนสอนถูก  และละเลยการชักชวนประชาชนให้เข้าวัดปฏิบัติธรรม  พระพุทธศาสนาจึงอ่อนแอลง

2.สาเหตุภายนอก
ในอินเดีย  นอกจากพระพุทธศาสนาแล้วก็ยังมีศาสนาอื่นๆ  อีกมาก  ศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลมากที่สุด  เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น  คนหันมานับถือมาก  ศาสนาพราหมณ์ก็ลดบทบาทลง  ผู้นำในศาสนาพราหมณ์ก็พยายามหาทางดึงศาสนิกกลับคืนอยู่ตลอดเวลา  มีการโจมตีพระพุทธศาสนาบ้าง  พยายามหยิบยกเอาคำสอนของพระพุทธศาสนาหลายอย่างไปเป็นของตัวบ้าง  ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเทพเจ้าที่นับถืออยู่บ้าง  จนที่สุดได้กลายเป็นศาสนาฮินดู  ดังตำราเรียนเรื่องศาสนา  เมื่อกล่าวถึงศาสนาฮินดู  ก็มักจะมีคำว่าพราหมณ์ควบคู่กันไปเสมอ
เมื่อถึงเวลาที่พระพุทธศาสนาเสื่อมลง  เนื่องจากความแตกแยกภายในแล้ว  ก็ได้มีการเปลี่ยนวิธีการจากการโจมตีพระพุทธศาสนา  มาเป็นการผสมกลมกลืน  โดยมีนักการศาสนา  ชื่อ  ศังกระ  (ประมาณ  พ.ศ.๑๒๘๐)  เป็นผู้นำในการปฏิรูปศาสนาฮินดู  มีการเลียนแบบวัดในพระพุทธศาสนา  สร้างที่พักนักบวชในศาสนาฮินดู  เรียกว่า  มฐะ  เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนาฮินดูขึ้นเป็นครั้งแรก  ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนอื่นๆ  อีกมากมาย  ถึงขนาดมีการปรับคำสอนบอกว่าพระพุทธเจ้า  คือองค์อวตารปางที่  ๙  ของพระวิษณุ  แล้วนับเอาผู้ที่เคารพนับถือพระพุทธเจ้า  เข้าเป็นชาวฮินดูทั้งหมด  

ทางด้านของพระพุทธศาสนาเอง  เมื่อมีปัญหาความแตกแยกภายใน  ประกอบกับชาวพุทธโดยทั่วไป  ไม่มีความรู้ในพระธรรมอย่างถ่องแท้  เมื่อพบกับยุทธวิธีของศาสนาฮินดูเข้าเช่นนี้  ชาวพุทธก็ยิ่งสับสน  แยกไม่ออกระหว่างพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่น  ทั้งที่เป็นชาวพุทธก็เคารพนับถือกราบไหว้พระพรหม  เทพเจ้าต่างๆ  เจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ  ด้วย  พระภิกษุสงฆ์เองบางส่วนก็หันไปเอาใจชาวบ้าน  เห็นเขานับถือเทพต่างๆ  เจ้าแม่ต่างๆ  ก็เอารูปปั้นของเทพเหล่านั้นมาไว้ในวัด  ให้ชาวบ้านกราบไหว้บูชา

ที่สุด  ชาวบ้านจึงแยกไม่ออก  คิดว่าพระพุทธศาสนากับศาสนาฮินดูก็คือสิ่งเดียวกัน  ชาวพุทธแต่เดิมก็กลายเป็นชาวฮินดูไปค่อนตัวแล้ว  และต่อมาเมื่อเจอเหตุกระทบครั้งใหญ่คือ  ตั้งแต่ประมาณ  พ.ศ.๑๖๐๐  กองทัพมุสลิมบุกเข้ายึดอินเดีย  ไล่มาจากทางตอนเหนือและประกาศทำลายพระพุทธศาสนา  เผาวัดวาอาราม  ฆ่าพระภิกษุสงฆ์ทั้งมีการให้รางวัลแก่ผู้ที่ตัดศีรษะพระภิกษุสงฆ์มาส่งให้  พระภิกษุสงฆ์จึงต้องสึก  มิฉะนั้นก็ต้องอพยพหลบหนีไป  พระพุทธศาสนาซึ่งขณะนั้นมีแต่พระภิกษุสงฆ์จำนวนน้อยที่รู้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า  แต่ชาวพุทธทั่วไปนั้นขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง  ดังนั้นเมื่อ  พระภิกษุสงฆ์หมด  พระพุทธศาสนาก็หมดจากประเทศอินเดียในที่สุด

น่าสนใจว่า  ในขณะที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดียอย่างรวดเร็วภายใต้การปกครองของกษัตริย์มุสลิมนั้น  ศาสนาฮินดูกลับสามารถรักษาสถานภาพการเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ของอินเดียอยู่ได้ตลอดระยะเวลา  ๖๕๑  ปี  ภายใต้การปกครองของมุสลิมทั้งนี้เพราะศาสนาฮินดูได้เน้นให้ศาสนิกปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัด  ศาสนิกจึงมีความผูกพันกับศาสนาตั้งแต่เกิดจนตาย  ทั้งพิธีกรรมในเวลาเกิด  การเรียน  การเป็นผู้ใหญ่  การแต่งงาน  การมีบุตร  การจาริกแสวงบุญ  การตาย  เทศกาลต่างๆ  มีข้อกำหนดให้ศาสนิกปฏิบัติในวาระโอกาสต่างๆ  อย่างละเอียด  ศาสนาจึงไม่ได้ฝากอยู่กับนักบวชเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นศาสนาที่ประกอบรวมอยู่ในวิถีชีวิตของชาวบ้าน  จึงเป็นเหตุให้ถูกทำลายได้ยาก
จากบทเรียนที่เกิดขึ้นในอินเดียดังกล่าว  เราอาจสรุปได้ว่า  ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา  จะต้องประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญคือ

ชาวพุทธจะต้องศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติเพื่อให้เกิดปฏิเวธ  คือผลของการปฏิบัติ  โดยเป้าหมายของการศึกษา  ต้องเป็นไปเพื่อนำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตจริง  ไม่ใช้เพื่อนำมาอวดรู้  จับผิด  โจมตีคนอื่น  และปัจจัยที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ  ชาวพุทธจะต้องมีความสามัคคีกัน  เว้นจากการให้ร้ายโจมตีกัน  พระพุทธศาสนาจึงจะมั่นคงอยู่ได้อย่างแท้จริง

พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)


พาพันขอบคุณ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่