ตอนนี้ผมมาอยู่หาดใหญ่เข้าเดือนที่แปดแล้ว ในแต่ละวันผมต้องใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนหาดใหญ่หลายชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มงานจนเลิกงาน และบางครั้งอาจจะนอกเวลางานด้วย ทำให้ผมได้ซึมซับอะไรหลายๆอย่าง ที่มันค่อนข้างแตกต่างจากที่ที่ผมเคยอยู่ ทั้งวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ อาหารการกิน วัฒนธรรม การพูดภาษาถิ่น ผมรู้สึกแปลกใหม่และตื้นเต้นกับเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ผมได้พบเจออย่างมากครับ
วันนี้เลยอยากจะรวบรวมความยูนี๊ค (เสียงสูง) ของชาวหาดใหญ่ ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
1.“เบ่อะ” “ฮาโรย” อะไร? ยังไง? ฮ่าๆๆ คนหาดใหญ่ถ้าเกิดหลังปี 2530 ส่วนใหญ่จะพูดสำเนียงกลาง (ถึงแม้จะออกทองแดงนิดๆ) และบางส่วนก็ “แหลงใต้” มีกลิ่นอายของภาษายาวีนิดๆ คือถ้าคนใต้ด้วยกันฟังสำเนียงปุ๊ป จะรู้ทันทีว่า เป็นสำเนียงใต้โซนนี้ วิธีการพูดของคนหาดใหญ่ผมลองสังเกต จะพบว่าในทุกประโยคจะมีคำสร้อย นำหน้า หรือต่อท้ายเสมอ โดยเฉพาะคำว่า “เบ่อะ” และ “ฮาโรย”
สำหรับความหมายที่แท้จริง อาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่พอจะเดาได้ว่า ....
“เบ่อะ” น่าจะให้ความหมายว่า ...ก็ในเมื่อ... เช่น “เบ่อะบ้านเลี้ยงหมาไม่ใช่เหรอ?” หรือ “เบ่อะกูไม่ชอบกินเหล้า ให้กูทำพรือ”
ส่วนคำว่า “ฮาโรย” น่าจะเป็นคำอุทาน เป็นคำสร้อย ที่พูดเดี่ยวๆ อารมณ์ประมาณว่า ทำงานแทบตาย แต่สุดท้ายลืมกดบันทึก แล้วไฟดับ เลยอุทานออกมาว่า “ฮาโรย ต้องทำใหม่อีก” เทียบเคียงได้กับ “เห้อ ต้องทำใหม่อีก” หรือ “เชี่ย กูต้องทำใหม่อีก” ฮ่าๆๆ ทั้งสองคำจะปนอยู่ในเกือบทุกประโยคถึงแม้จะพูดสำเนียงกลางก็เถอะ (เพื่อนๆชาวหาดใหญ่ ถ้ามีความเห็นแตกต่าง ส่งข้อความถึงผมให้แก้ไขได้นะครับ ^ ^ )
2.แกงไตปลาใส่ไข่ เมนูนี้แปลกมากสำหรับผม ไม่เคยเห็นและไม่เคยกินมาก่อน มาเจอที่นี่ที่แรกเลยจริงๆ ถ้าพูดถึงเมนูขึ้นชื่อของปักษ์ใต้ หนึ่งในนั้นจะต้องมีแกงไตปลา (แกงพุงปลา) ทุกคนจะเห็นภาพน้ำแกงข้นๆ สีเข้มๆ กลิ่นหอมพุงปลาหมัก ผักเยอะๆ และปลาย่างแกะเนื้อ หอมกระแทกจมูกใช่ไหมครับ? แต่เมื่อมันกลายมาเป็นเมนู แกงไตปลาไข่ หน้าตามันจะเปลี่ยนไป เพราะมันจะมีแค่ น้ำแกง เนื้อปลาย่าง และไข่เป็นลูกๆ อยู่ในแกงครับ ผมเห็นครั้งแรก งงมากครับ คือสงสัยว่ามันเข้ากันเหรอ? แกงไตปลากับไข่เป็นลูกๆ แต่พอลองกิน จริงๆมันก็คือ การกินแกงไตปลา แล้วก็กินไข่ต้มเคียงนั่นเอง อร่อย แถมแก้เผ็ดได้ด้วย ถ้าใครมาหาดใหญ่ ต้องลองตามหาร้านข้าวแกงที่เมนูนี้นะครับ อร่อยจริงๆครับ
3.ความเป็นเมืองใหญ่ หาดใหญ่นั้นใหญ่สมชื่อจริงๆ ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจ เมืองนี้มีคนมากหน้าหลายตา คนในพื้นที่ และประชากรแฝง ทั้งที่มาทำงาน มาเรียน และท่องเที่ยว ก่อนมาอยู่หาดใหญ่ผมคิดว่าที่นี่คงคล้ายหัวเมืองใหญ่ตามต่างจังหวัดทั่วๆไป แต่ผิดคาดครับ ที่นี่มีความเจริญในทุกๆด้านครับ มีห้างดังหลายแห่ง ทั้งเซ็นทรัลเฟสทิวัล บิ๊กซี บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า โลตัส2แห่ง แมคโคร อินเด็กซ์ ห้างค้าวัสดุก่อสร้างเจ้าใหญ่ก็มี ระบบขนส่งมวลขนที่ครบครัน ทั้งถนนไฮเวย์ สถานีรถไฟ สนามบิน เรียกได้ว่าหาดใหญ่พร้อมมาก คนเมืองกรุงที่มองว่าที่นี่บ้านนอก ต่างจังหวัด ขอให้คิดใหม่ได้เลยครับ
4.มหานครแห่งติ่มซำ ใครไปใครมา พี่น้องชาวหาดใหญ่ก็ต้องพาไปกินติ่มซำ จนผมสงสัยว่านี่เป็นอาหารประจำจังหวัดหรือป่าว ร้านติ่มซำในหาดใหญ่นั้นมีมากมาย กระจายอยู่ทั่วมุมเมือง ทั้งร้านเก่าแก่ และร้านเกิดใหม่ที่หวังส่วนแบ่งทางการตลาดจากเจ้าดังๆ ผมลองเสริชในกูเกิ้ล ด้วยคำว่า “ร้านติ่มซำ หาดใหญ่” แสดงผลในแผนที่มากถึง 13 ร้าน นี่ยังไม่นับรวมอีกหลายร้านที่ผมเคยได้ยินชื่อและเคยไปกินแต่ไม่โชว์ผลในแผนที่ ฉะนั้นคงไม่ผิดหรอกครับ ถ้าผมจะให้หาดใหญ่ เป็นมหานครแห่งติ่มซำ
5.ป้ายทะเบียนรถยนต์มาเลย์ ที่นี่มีรถยนต์ที่แปะสติกเกอร์ทะเบียนมาเลเซียเยอะมาก ตอนเห็นครั้งแรกก็งงว่ามันคืออะไร สติกเกอร์สีดำตัวอักษรและตัวเลขสีขาว ติดอยู่ใต้ทะเบียนรถ ได้คำอธิบายจากเพื่อนร่วมงานว่า นั่นคือรถไทยที่เคยขับเข้าไปในประเทศมาเลเซีย เพราะการที่คนไทยจะนำรถขับเข้าไปเพื่อท่องเที่ยวในมาเลเซียนั่นจะต้องมีการแปลทะเบียนจากภาษาไทยเป็นมาเลย์ก่อน จึงจะสามารถขับรถเข้าไปในมาเลเซียได้ครับ (ข้อกำหนดการนำรถเข้าไปประเทศเพื่อนบ้านมีกฎเกณฑ์หลายอย่าง หาคำแนะนำได้ตามเว็บไซต์ครับ)
นี่เป็น5ข้อที่เป็นมุมมองส่วนตัวของผม ที่พอจะรวบรวมได้ ณ ตอนนี้ครับ คิดว่าถ้าอยู่จนครบ1ปี น่าจะมีหัวข้อใหม่ๆขึ้นอีกแน่นอนครับ ถึงตอนนั้นน่าจะมีอะไรๆสนุกมาเขียนแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านกันอีกครับ
...แล้วคุณจะรักหาดใหญ่....
เตชิต
http://taychit.blogspot.com/2016/08/5-8.html
5 เรื่อง(ไม่)ธรรมดา ณ หาดใหญ่
ตอนนี้ผมมาอยู่หาดใหญ่เข้าเดือนที่แปดแล้ว ในแต่ละวันผมต้องใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนหาดใหญ่หลายชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มงานจนเลิกงาน และบางครั้งอาจจะนอกเวลางานด้วย ทำให้ผมได้ซึมซับอะไรหลายๆอย่าง ที่มันค่อนข้างแตกต่างจากที่ที่ผมเคยอยู่ ทั้งวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ อาหารการกิน วัฒนธรรม การพูดภาษาถิ่น ผมรู้สึกแปลกใหม่และตื้นเต้นกับเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ผมได้พบเจออย่างมากครับ
วันนี้เลยอยากจะรวบรวมความยูนี๊ค (เสียงสูง) ของชาวหาดใหญ่ ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
1.“เบ่อะ” “ฮาโรย” อะไร? ยังไง? ฮ่าๆๆ คนหาดใหญ่ถ้าเกิดหลังปี 2530 ส่วนใหญ่จะพูดสำเนียงกลาง (ถึงแม้จะออกทองแดงนิดๆ) และบางส่วนก็ “แหลงใต้” มีกลิ่นอายของภาษายาวีนิดๆ คือถ้าคนใต้ด้วยกันฟังสำเนียงปุ๊ป จะรู้ทันทีว่า เป็นสำเนียงใต้โซนนี้ วิธีการพูดของคนหาดใหญ่ผมลองสังเกต จะพบว่าในทุกประโยคจะมีคำสร้อย นำหน้า หรือต่อท้ายเสมอ โดยเฉพาะคำว่า “เบ่อะ” และ “ฮาโรย”
สำหรับความหมายที่แท้จริง อาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่พอจะเดาได้ว่า ....
“เบ่อะ” น่าจะให้ความหมายว่า ...ก็ในเมื่อ... เช่น “เบ่อะบ้านเลี้ยงหมาไม่ใช่เหรอ?” หรือ “เบ่อะกูไม่ชอบกินเหล้า ให้กูทำพรือ”
ส่วนคำว่า “ฮาโรย” น่าจะเป็นคำอุทาน เป็นคำสร้อย ที่พูดเดี่ยวๆ อารมณ์ประมาณว่า ทำงานแทบตาย แต่สุดท้ายลืมกดบันทึก แล้วไฟดับ เลยอุทานออกมาว่า “ฮาโรย ต้องทำใหม่อีก” เทียบเคียงได้กับ “เห้อ ต้องทำใหม่อีก” หรือ “เชี่ย กูต้องทำใหม่อีก” ฮ่าๆๆ ทั้งสองคำจะปนอยู่ในเกือบทุกประโยคถึงแม้จะพูดสำเนียงกลางก็เถอะ (เพื่อนๆชาวหาดใหญ่ ถ้ามีความเห็นแตกต่าง ส่งข้อความถึงผมให้แก้ไขได้นะครับ ^ ^ )
2.แกงไตปลาใส่ไข่ เมนูนี้แปลกมากสำหรับผม ไม่เคยเห็นและไม่เคยกินมาก่อน มาเจอที่นี่ที่แรกเลยจริงๆ ถ้าพูดถึงเมนูขึ้นชื่อของปักษ์ใต้ หนึ่งในนั้นจะต้องมีแกงไตปลา (แกงพุงปลา) ทุกคนจะเห็นภาพน้ำแกงข้นๆ สีเข้มๆ กลิ่นหอมพุงปลาหมัก ผักเยอะๆ และปลาย่างแกะเนื้อ หอมกระแทกจมูกใช่ไหมครับ? แต่เมื่อมันกลายมาเป็นเมนู แกงไตปลาไข่ หน้าตามันจะเปลี่ยนไป เพราะมันจะมีแค่ น้ำแกง เนื้อปลาย่าง และไข่เป็นลูกๆ อยู่ในแกงครับ ผมเห็นครั้งแรก งงมากครับ คือสงสัยว่ามันเข้ากันเหรอ? แกงไตปลากับไข่เป็นลูกๆ แต่พอลองกิน จริงๆมันก็คือ การกินแกงไตปลา แล้วก็กินไข่ต้มเคียงนั่นเอง อร่อย แถมแก้เผ็ดได้ด้วย ถ้าใครมาหาดใหญ่ ต้องลองตามหาร้านข้าวแกงที่เมนูนี้นะครับ อร่อยจริงๆครับ
3.ความเป็นเมืองใหญ่ หาดใหญ่นั้นใหญ่สมชื่อจริงๆ ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจ เมืองนี้มีคนมากหน้าหลายตา คนในพื้นที่ และประชากรแฝง ทั้งที่มาทำงาน มาเรียน และท่องเที่ยว ก่อนมาอยู่หาดใหญ่ผมคิดว่าที่นี่คงคล้ายหัวเมืองใหญ่ตามต่างจังหวัดทั่วๆไป แต่ผิดคาดครับ ที่นี่มีความเจริญในทุกๆด้านครับ มีห้างดังหลายแห่ง ทั้งเซ็นทรัลเฟสทิวัล บิ๊กซี บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า โลตัส2แห่ง แมคโคร อินเด็กซ์ ห้างค้าวัสดุก่อสร้างเจ้าใหญ่ก็มี ระบบขนส่งมวลขนที่ครบครัน ทั้งถนนไฮเวย์ สถานีรถไฟ สนามบิน เรียกได้ว่าหาดใหญ่พร้อมมาก คนเมืองกรุงที่มองว่าที่นี่บ้านนอก ต่างจังหวัด ขอให้คิดใหม่ได้เลยครับ
4.มหานครแห่งติ่มซำ ใครไปใครมา พี่น้องชาวหาดใหญ่ก็ต้องพาไปกินติ่มซำ จนผมสงสัยว่านี่เป็นอาหารประจำจังหวัดหรือป่าว ร้านติ่มซำในหาดใหญ่นั้นมีมากมาย กระจายอยู่ทั่วมุมเมือง ทั้งร้านเก่าแก่ และร้านเกิดใหม่ที่หวังส่วนแบ่งทางการตลาดจากเจ้าดังๆ ผมลองเสริชในกูเกิ้ล ด้วยคำว่า “ร้านติ่มซำ หาดใหญ่” แสดงผลในแผนที่มากถึง 13 ร้าน นี่ยังไม่นับรวมอีกหลายร้านที่ผมเคยได้ยินชื่อและเคยไปกินแต่ไม่โชว์ผลในแผนที่ ฉะนั้นคงไม่ผิดหรอกครับ ถ้าผมจะให้หาดใหญ่ เป็นมหานครแห่งติ่มซำ
5.ป้ายทะเบียนรถยนต์มาเลย์ ที่นี่มีรถยนต์ที่แปะสติกเกอร์ทะเบียนมาเลเซียเยอะมาก ตอนเห็นครั้งแรกก็งงว่ามันคืออะไร สติกเกอร์สีดำตัวอักษรและตัวเลขสีขาว ติดอยู่ใต้ทะเบียนรถ ได้คำอธิบายจากเพื่อนร่วมงานว่า นั่นคือรถไทยที่เคยขับเข้าไปในประเทศมาเลเซีย เพราะการที่คนไทยจะนำรถขับเข้าไปเพื่อท่องเที่ยวในมาเลเซียนั่นจะต้องมีการแปลทะเบียนจากภาษาไทยเป็นมาเลย์ก่อน จึงจะสามารถขับรถเข้าไปในมาเลเซียได้ครับ (ข้อกำหนดการนำรถเข้าไปประเทศเพื่อนบ้านมีกฎเกณฑ์หลายอย่าง หาคำแนะนำได้ตามเว็บไซต์ครับ)
นี่เป็น5ข้อที่เป็นมุมมองส่วนตัวของผม ที่พอจะรวบรวมได้ ณ ตอนนี้ครับ คิดว่าถ้าอยู่จนครบ1ปี น่าจะมีหัวข้อใหม่ๆขึ้นอีกแน่นอนครับ ถึงตอนนั้นน่าจะมีอะไรๆสนุกมาเขียนแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านกันอีกครับ
...แล้วคุณจะรักหาดใหญ่....
เตชิต http://taychit.blogspot.com/2016/08/5-8.html