พิษสวาท (รายวัน) : เรามาถึงจุด ๆ นี้ที่มีคำถามจากหลังไมค์ คุณอุบล คุณพระอรรค กับ หัวข้อ "ชีวิตคู่ไม่รู้กัน"

เอาสิคะคู้ณณณณ มีคำถามจากหลังไมค์ส่งตรงมาถึงดิฉัน
เรามาถึงจุดนี้ละโนะ !!! ดูละครหนึ่งเรื่องหลากหลายประเด็นความสงสัย
ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้า CG ประวัติศาสตร์ ความเชื่อคติชนวิทยา ยันเรื่องในมุ้ง


มีเพื่อนสมาชิกขอให้ช่วยวิเคราะห์นะคะ มีคำถามจากหลังไมค์ว่า ทำไมคุณอุบลจึงไม่ตั้งครรภ์ หรือ คุณพระไม่มีน้ำยา (ตาย ... นี่ก็ไม่ใช่คุณพระนะ แต่จะมโนเอาประหนึ่งว่าแอบอยู่ใต้ตั่งเตียงคุณพระกับแม่อุบลก็แล้วกัน) คำถามที่สองมีอยู่ว่า "อยู่ด้วยกันมาตั้ง 7 ปี (พบกันปี 2302 จนกระทั่งกรุงแตกฯในปี 2310) อยู่แบบอึนๆ  งงๆ ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจกันมาตลอดน่ะหรือ " โอเคนะคะ ... อิฉันจะสวมวิญญาณความเจือกแส่สาระแนแม่ยิ้มและการมโนขั้นสุดเกียรตินิยมเหรียญทองในการวิเคราะห์สังเคราะห์ดาวเคราะห์นพเคราะห์ หรือ สุดท้ายไม่รู้จะเป็น "คราวเคราะห์" รึเปล่า (ได้ยินเสียงลากโซ่แว่วมาเบา ๆ) ให้ได้มาซึ่งคำตอบ หรือ เป็น methodology ทางการวิจัยที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ว่า ว่า ..... "นั่งเทียน" โอเค้ !!


คำถามว่า "ทำไม" คุณอุบลไม่ท้อง เชื่อมะ ... ว่าทำไปทำมาเราก็แอบคิดนะ เพียงแต่ไม่ใช่แก่นเรื่องไง ออกจะเป็น side story แต่ถ้าถามเรา คงตอบได้ในแง่มุมของประวัติศาสตร์ ผนวกกับวิทยาศาสตร์ ในแง่มุมประวัติศาสตร์ช่วงนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2302 เป็นต้นมา หลังจากว่างเว้นศึกกับพม่ามา 150 ช่วงนั้นก็เริ่มสงครามพระเจ้าอลองพญา แล้วขุนศึกยศเป็นถึง "พระ" อีกขั้นเดียวเลื่อนเป็น "พระยา" แล้วนะ เรียกว่า ยศใหญ่ พอสมควร (เทียบปัจจุบันหากเป็นทหาร หรือ ตำรวจ ก็พันเอกเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นข้าราชการก็ระดับผอ.กอง) เป็นไปได้ว่าออกรบตลอดในเวลานั้นอาจไม่ได้อยู่ติดบ้านมากนัก ถึงไม่ได้ออกแนวหน้าก็ต้องประจำอยู่เชิงเทิน กลับมาทีก็เจ็บตัวมา งานสร้างบูรณะวัดพอตึงมือก็ไม่กลับบ้านอีก บ้านไม่กลับ กลับมาทีแผลก็ท่วมตัว จะมีแรงไหม อารมณ์จะมีเหรอ ใช่มะ ? (อันนี้เราว่ากันตามความเป็นจริงนะ) แล้วผลงานมันจะเกิดได้ไง นี่ข้อแรก  ประการต่อมาคุณพระท่านก็รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในยามสงคราม ได้รับมอบหน้าที่สำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือไรคะ ... "ความเครียด" สิ กังวล (ยิ่งมีลุงเป็นพระโหราจารย์ได้ข่าวมาว่ากรุงจะแตกแน่ ๆ ไม่กังวลได้เหรอ) พอกังวล ระบบระเบียบอะไรต่าง ๆ ในร่างกายก็คงรวนหมด (คุณอุบลก็คงเช่นกัน) อันนี้แนววิทยาศาสตร์ ดังนั้นโดยคร่าว ๆ ปัจจัยภายนอกมันส่งผลกระทบทำให้ไม่เอื้อให้เกิดทายาทนะ น่าจะทั้งไม่อยาก ร่างกายก็ไม่พร้อม จิตใจก็ไม่สงบ อ่ะ จบไปหนึ่งเรื่อง

คำถามว่า "ชีวิตคู่ยูวววไม่รู้กันเหรอ" 7-8 ปีที่อยู่ด้วยกัน มึน ๆ อึน ๆ อยู่เงี้ยเหรอ เอาละนะ สองคนนี้ไม่รู้จักกันแต่แรก คนนึงก็ไม่พูด อีกคนนึงก็ช้างเท้าหลังดี ๆ นี่เอง เรื่องปกติของชายหญิงสมัยก่อน เรากำลังพูดถึงบริบทเมื่อซักเกือบ 300 ปีมาแล้วนะ ไอ้ที่จะลุกขึ้นเคลียร์ปัญหาตัว ๆ แมน ๆ ตักตบนี่อย่าได้นึก ความอึนมันเริ่มมาตั้งกะปีแรกที่แต่งงานแล้ว คือคุณพระเองไม่รู้ว่าจะต้องสื่อสารกับ "มนุษย์เมีย" ยังไง มันเลยกลายเป็นกำกวม และ ด้วยวิถีชีวิตช้างเท้าหลังของคุณอุบล คำพูดคำสั่งของสามีคือประกาศิต รู้ในสิ่งที่เขาอยากให้รู้ ฟังในสิ่งที่เขาอยากให้ฟัง ห้ามถาม หรือ ถึงถามก็ไม่ได้คำตอบ เอาจริง ๆ นะ การแต่งงานถึงแม้ในปัจจุบันช่วง 7 ปีแรกเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุด เป็นช่วงที่ยังต้องปรับตัวเข้าหากัน นั่นขนาดคบหากันมาแล้วนะ

นี่คุณพระกับคุณอุบล "ไม่ได้คบหา" ได้เห็น ได้คุยกันประมาณ 2 ประโยคถ้วน สะกดตาสะกิดใจถึงได้ไปขอเขามา และ การเรียนรู้ชีวิตคู่มันมี "เงา" อยู่ตลอดคือ "ทิพ" ทางผู้ชายนางก็ไม่ละเอียดอ่อนกับอารมณ์แบบผู้หญิง นางไม่มุ้งมิ้ง ขนาดเมียร้องไห้นางยังปลอบไม่เป็นเลย เมียเห็นแผลละร้องไห้ แทนที่จะนั่งลงพูดจา นางเดินหนี (ไม่เห็นแผลจะได้ไม่ร้อง ... อะไรงี้) หรือ ถ้ายังไหวก็พาเที่ยว (เบี่ยงประเด็นความสนใจ) แต่เรื่องบางเรื่องมันทำแบบนี้ไม่ได้ไง แต่ในเมื่อวิธีนี้ได้ผล เมียก็ไม่มีปากเสียงก็ อ่ะ หยวน ๆ ไป ถือว่าปัญหาจบลง เมียเลิกร้องไห้ แต่บางทีนางไม่รู้ว่าเมียน้อยใจ และ คิดมาก เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในปีแรกของการแต่งงาน และ มันก็สะสมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันที่ตายจาก

เพราะต่างคนก็ต่างคิดว่าการไม่พูดคือการถนอมน้ำใจกัน คุณพระเลยคิดว่า เออ กุแก้ปัญหาได้แล้ววุ้ย เรื่องจบ แม่อุบลโอเคเลิกร้องไห้ไม่เป็นไร ฉันทำดีแล้ว เมียคงเข้าใจ แต่เมียไง เมียเป็นคน ไม่ใช่อับดุล ทางแม่อุบลก็คิดว่า เฮ้ย คิดว่าทิพเป็นชู้กะผัวเรา ผัวเราไปกิ๊กกะหญิงอื่น ประการแรกมันแปลกเหรอในสมัยอยุธยาที่ขุนนางมีเมียกลางเมือง เมียบ่าว เมียทาส แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนเป็นเมียจะสอดไปเกี่ยว ประการที่สอง ถามทำไมให้ระคายใจผัวระคายใจตัวเอง ประกอบกับช่วงนั้นคือหน้าศึก ด้วยความกังวลที่มีอยู่แล้ว ด้านผัวก็ไม่อยากให้เมียรู้อะไรมาก กลัวจะกลุ้ม พอถามไม่อยากให้เรื่องยยุ่งก็ดุ ไม่รู้ว่าเมียมีเรื่องกลุ้มอยู่ในใจอีกเป็นพันล้าน  ถ้าเมียพอถึงจุดก็อยากจะถามให้เรื่องมันจบ ๆ แต่โดนด่า ความน้อยใจก็เลยยกระดับเป็นความเชื่อและปรุงแต่งในสิ่งที่ตัวเองเห็นและได้ยิน สุดท้ายจึงกลายเป็มความแตกหักชนิดเอาไปปรึกฯพี่อ้อยพี่ฉอดทำละครคลับฟรายเดย์ได้


ดังนั้นถ้าตอบสั้น ๆ
เรื่องการมุ้งนี่น่าจะเป็นเพราะปัจจัยภายนอกอย่างสงคราม และ ความเครียดส่งผลต่อ ... นั่นแหละ
เรื่องชีวิตคู่ก็ตามนั้นความแตกต่างของชายหญิงในบริบท 300 ปี คติความเชื่อ ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้กันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง


ถ้ามากกว่านี้ต้องขออำนาจเทวะโองการย้อนอดีตไปแอบใต้เตียง หรือ เกาะเพดานห้องคุณพระแล้วล่ะ
เสร็จแล้วอย่าลืมขอท่านยมให้ส่งกลับยุคปัจจุบันด้วยนะ !!!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่