ภาพบรรยากาศกิจกรรม "2 คืน 3 วัน อัศจรรย์เมืองกาญจน์" (เส้นทางที่ 4) ...​สายธรรมชาติ ถ้ำ ป่าชุมชน และน้ำตก

ตั้งแต่เล่นพันทิปมา (ส่วนใหญ่เข้ามาอ่านมากกว่าโพส) ก็เพิ่งจะมีครั้งแรกที่ได้ร่วมสนุกกับกิจกรรม "2 คืน 3 วัน อัศจรรย์เมืองกาญจน์" ที่ทางพันทิปและ ททท. จัดขึ้น แล้วแถมยังโชคดีบุฯหล่มใส่ตู้มได้รางวัลไปเที่ยวเมืองกาญจน์กับสมาชิกท่านอื่น ๆ อีกวันเมื่อช่วงหยุดยาวที่ผ่านมานี้เอง

ซึ่งกิจกรรมนี้แบ่งออกทั้งหมด 5 เส้นทาง หลากแนว หลายสไตล์ ครบทุกอารมณ์ของคนชอบเที่ยว ซึ่งในกระทู้นี้จะเป็นภาพบรรยากาศของเส้นทางที่ 4 ...มุดถ้ำ (เหมือง) เดินป่าชุมชน แช่น้ำตก เอาเป็นว่าขอเล่า ๆ การเดินทางครั้งนี้ไปพร้อม ๆ กับภาพบรรยกาศตลอดการเดินทางในมุมของผม ไล่เรียงไปตามลำดับแล้วกัน  ยิ้ม

หลังจากออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ เมื่อถึงที่เมืองกาญจน์ทุก ๆ เส้นทางจะมาร่วมกิจกรรมที่เดียวเพื่อร่วมกิจกรรมแรก คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก blogger ชื่อดัง ๆ ทั้งหลายที่มาให้แนวคิด มุมมอง และคำแนะนำกับสมาชิก ๆ ทั้งหมดในทริป


มีงานบรรยายแบบเป็นทางการไปแล้ว งานบันเทิงตอนเย็นทางพันทิปและ ททท. ก็ไม่ได้จัดกันเล่น ๆ ของกิน ของรางวัล ดนตรีสด มาครบ !!!


ในกำหนดการแรก วันแรกทุก ๆ เส้นทางจะพักรามที่เดียวกันทั้งหมดแล้วหลังจากนั้นถึงจะแยกออกไปตามแต่ละเส้นทางของใครของมัน แต่ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่บังเอิญว่าห้องพักไม่พอ ทำให้เส้นที่ 4 และ 5 ต้องแยกไปพักอีกที่ใกล้ ๆ กัน ....จะโชคร้ายก็ตรงที่อยู่ร่วมงานเลี้ยงเย็นจนจบไม่ได้ เพราะไม่งั้นต้องเดินกลับที่พักเอง (เกือบ 3 โลได้) แต่ที่ผมว่าโชคดีก็ตรงบรรยากาศของโรงแรมที่พวกเราพักนี่แหละ สุดชิล สวยงามตามภาพประกอบ



เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อแสงตะวันสาดแสงเข้ามาทางระเบียง บรรยากาศเช้าวันนั้นพีคมาก ตามภาพเลย ใครต้องการโรงแรมบรรยากาศชิล ๆ ส่วนตัว ๆ สำหรับการพักผ่อน ผมว่าที่นี้ใช้ได้เลยนะ



หลังจากจัดแจงอาบน้ำอาบท่า กินข้าวกินปลา แบกเป้ขึ้นหลังก็พร้อมแยกย้ายตามเส้นทางใครเส้นทางมัน ซึ่งของพวเราเส้นที่ 4 และ 5 จะร่วมทางกันไปทาง อ.ทองผาภูมิ ซึ่งใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมง ..ก่อนจะไปแยกกันอีกที ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกทีวันพรุ่งนี้ เดินทางถึงที่พักของคืนนี้ แต่ก็ยังไม่ได้เข้านะ เพราะเราจะไปเที่ยวต่อกันเลย เริ่มจากจากรถบัสเป็น 4WD มุ่งหน้าไปเที่ยวต่อทันทีไม่ให้เสียเวลาแม้แต่น้อย

จุดแรกที่พวกเราแวะก็คือ จุดชมวิวเนินสวรรค์ ด้วยความที่เป็นเนินสูง พอขึ้นมาแล้วถึงแม้จะเป็นเวลาตอนเที่ยง แต่อากาศก็ลมเย็นสบาย นั่งเล่น นอนเล่น ถ่ายรูปกันตามอำเภอใจ แล้วก็ปิคนิคกินข้าวเที่ยงกันที่จุดชมวิวนี้เลย ก่อนจะไปลุยกันต่อ



เติมพลังกันเสร็จก็ออกเดินทางกันต่อ ซึ่งหมายต่อไปคือเหมืองเก่าของ ดร. ผล กลีบบัว ซึ่งเป็นที่ส่วนบุคคุลที่เพิ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว แต่ต้องติดต่อกับทางชุมชนก่อน แถมเข้าไปเองนี่ก็ไม่รู้จะออกมาถูกไหม เพราะเส้นทางที่ต้องผ่านเช้าไปนั้นเริ่มจะไม่ใช่ทางปกติ


ที่เห็นช่องเล็ก ๆ นั่นแหละคือทางเข้าเหมือง (แต่ทางนี้เป็นทางด้านหลัง) เราจะไปทะลุอีกฝั่ง โดยมีระยะห่างกันประมาณ 2.5 กิโล โดยความกว้างในถ้ำก็ใหญ่พอที่จะให้รถวิ่งเข้าออกได้ เพราะตอนที่เหมืองยังใช้งานอยู่นั้นก็ต้องใช้รถในการขนส่ง


ภายในถ้ำนั้นมืดมาก เรียกได้ว่าถ้าไม่มีไฟของรถนี่อาจจะมองไม่เห็นแม้กระทั่งมือตัวเองเลยทีเดียว จากคำบอกเล่าของพี่คนดูแลเค้าบอกว่าเหมืองส่วนใหญ่ในเมืองกาญจน์จะเป็นเหมือนสังกะสี จะมีพวกวุลแฟรม ดีบุ และเหล็กบ้าง



ผ่านไป 2.5 กิโล ออกจากถ้ำแรกไป ก็ไปลอดอีกถ้ำ ซึ่งถ้ำที่สองนี้ค่อยข้างมีขนาดเล็ก กว่าถ้ำแรกมาก เรียกได้ว่าพอดีกับขนาดรถกระบะคันนึงเท่านั้น ดูจากภาพได้หลังคารถกับเพดานถ้ำนี่เรียกได้ว่าพอดีมากก



หลังจากมุดมาสองถ้ำก็มาโผล่ที่จุดหมายต่อไปคือ เอเวอร์เรสต์เมืองไทย (ซึ่งจริง ๆ ก็คือภูเขาหินที่สูงที่สุดในบริเวณนั้นแหละ) หน้าตาก็ประมาณในรูป แต่ไม่รู้ว่าต้องดูมุมไหนนะถึงจะเหมือนเอเวอร์เรสต์  (=..=)!


มาแล้วก็ขอปพิชิตหน่อย แต่ปรากฎว่าขึ้นไปได้ไม่สุดเพราะไม่มีทางไปต่อ จนท. บอกว่าต้องใช้เชื่อปีนอีกฝั่ง (=..=)! เลยได้ภาพหมู่มุมสูงของสมาชิกเส้นทางที่ 4 แบบไม่ต้องพึ่งโดรนแทน



จากนั้นก็มุมถ้ำที่สามกลับออกไปเป้าหมายต่อไป ... สรุปว่าวันนี้มุดไปทั้งหมด 3 ถ้ำ ถือว่าคุ้มเลยเพราะว่าเป็นครั้งแรกที่เข้าไปสัมผัสบรรยากาศในเหมืองจริง ๆ บรรยากาศมืด ๆ อากาศน้อย ๆ มีความชื้นชุ่มอยู่ตลอดทาง ถ้ามาเที่ยวเองก็ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสมมาที่แบบนี้ไหม


จุดสุดท้ายของวันนี้คือ ไปเที่ยวชม ป่าชุมชน ของชาวบ้านแถวนี้ที่ร่วมกันสร้างและดูแลไว้เป็นแหล่งทำกิน และเป็นป่าให้ลูกให้หลานได้ใช้ต่อไป สังเกตุได้ว่าทางธรรมดา ๆ เส้นทางที่ 4 ไม่ไปจริง ๆ เหมือนกับว่าปกติไม่ได้มีคนเข้ามาเที่ยวเท่าไหร่ ทางจึงยังคงธรรมชาติมาก



พี่คนชับรถเราก็ตะลุย ๆ ไปเรื่อย ๆ จอดตัดหน่อไม้ระหว่างทางกลับไปด้วยหลายต้นเหมือนกัน ต้นนึงก็เท่าต้นขาได้เลย สุดท้ายรถก็เข้าไปไม่ถึง ณ จุดที่เราต้องการไป เนื่องจากมีต้นไม้ล้มขวางทางอยู่ ก็เลยตัดสินใจกันเดินเท้าต่อเข้าไปอีกหน่อย จนถึงบริเวณที่พี่ จนท. อยากพามาชม


จบแผนเที่ยวประจำวันก็มุ่งหน้ากลับที่พัก รับกระเป๋า เข้าห้อง กินข้าวเย็น และพักผ่อนเอาแรงไว้ลุยน้ำตกผาสวรรค์ ไฮไลท์ของวันพรุ่งนี้


เช้าวันถัดมา ไม่รอช้า กระโดดขึ้น 4WD คันเดิม ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่น้ำตก ระยะจากทางลาดยางประมาณ 12 กิโล ไกด์บอกว่าอย่านั่งขอบกระบะ ทางไม่ดี เดี๋ยวจะตก (คิดในใจ ก็ไม่มีอะไรนี่ทางดินก็จริง แต่ก็สบาย ๆ ไม่เห็นจะมีอะไร)


แต่พอเริ่มลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่ไกด์บอกแล้ว หัวโยกหัวคลอนกันพอให้ช่วยย่อยอาหารเช้า



บางช่วงก็พี่คนขับก็ให้เราลงเดินกันบ้างเพื่อความปลอดภัย เพราะกลัวสะพานจะรับน้ำหนักไม่ไหว


บางช่วงก็พี่คนขับนี่แหละต้องลงไปเพื่อเคลียร์ทาง เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ และคนทั่วไปยังไม่ค่อยมีคนเข้ามามากนัก จึงมีต้นไม้ล้มขวางทางอยู่เรื่อย ๆ แล้วเราก็อยู่คันแรก ก็ต้องรับหน้าที่ถากถางไปด้วย


รั่งรถลัดเลาะตามป่าตามเขามาเรื่อย ๆ ก็เพิ่งจะเห็นป้าย


พอเลี้ยวมาปั๊บ ความมันส์ก็บังเกิด เพราะรถคันที่สามที่วิ่งมาท้ายสุดดันไปตามรอยคันที่สองที่เป็นรถยกสูงกว่า เลยพลาดตกลงไปในหล่มขึ้นไม่ได้ซะอย่างงั้น


สังเกตจากความลึกของร่อง ระดับเข่าเลยทีเดียว


ก็ต้องใช้รถอีกคันมาลากขึ้น ถึงหลุดมาได้


ด้วยกำลังใจที่ดีจากสมาชิก ที่ยืนให้กำลังใจ (อย่างเดียว) ...ก็ลากคันที่ติดหล่มขึ้นมาได้อย่างไม่อยากเย็นนัก


หลังจากสมบุกสมบันมาตามเส้นทางพวกเราก็มาถึงปลายทางสักที ก็เจอกับกลุ่ม 4WD ที่ตะลุยเข้ามาเที่ยวเหมือนกัน เห็นรถเราว่าลุย ๆ แล้วเจอพวกพี่เค้าไปนี่เรานี่เด็ก ๆ เลย


ทุกที่ที่มีผิวสัมผัสรอบคันรถจะมีดินเกาะเต็มอัตรา สงสัยพี่เค้ากลัวดินเกาะกระจกแล้วจะมองไม่เห็นทางก็เลยเอากระจกออกซะเลย


ถึงจะรักความสกปรกแต่ตรงไหนที่มือต้องสัมผัสก็ต้องเว้นไว้เพื่อความสะอาด


จากจุดจอดรถเราก็ต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 2.5 กิโลโดยประมาณเพื่อจะไปถึงน้ำตกผาสวรรค์ชั้นที่เจ็ด ซึ่งระยะทางช่วงแรกไปจนถึงชั้นแรกจะค่อยข้างไกล แต่หลังจากชั้นแรกไป จะเริ่มเป็นทางชันแต่ไม่ไกลกันมาก


น้ำตกชั้นที่ 1 หาป้ายชื่อไม่เจอ ลักษณะเป็นสระกว้าง ๆ เหมาะสำหรับลงเล่นสบาย ๆ


น้ำตกชั้นที่ 2 “อ่างหินกินรี” มีการวางตัวเป็นชั้น ๆ  ไล่ระดับลงมาแบบและเป็นอ่างบริเวณตอนเล่าง


น้ำตกชั้นที่ 3 ป้ายชื่อหายเหมือนกัน


น้ำตกชั้นที่ 4 “ผาคนธรรม์” ส่วนตัวผมผมชั้นนี้ที่สุด ดูลงตัวเป็นชั้น ๆ ไล่ระดับลงมาได้ลงตัว (ถ้ามีเวลาเยอะอยากจะไปยกต้นไม้ที่พาดอยู่นั่นออกซะ)



ส่วนชั้นที่ 5 (ผาเทพบุตร) และ ชั้น 6 (ผาพิรุณ) แทบไม่มีน้ำ เพราะว่าปีนี้แห้งแล้งมากก จะเห็นได้จากปริมาณน้ำของชั้นที่ 7 ชั้นผาสวรรค์ โดยภูมิทัศน์เป็นผาสูงประมาณ 80 เมตร ซึ่งถ้าในช่วงที่มีน้ำจริง ๆ ปริมาณนั้นที่ตกลงมาพื้นข้างล่างจะเยอะเต็มหน้าผา รวมไปถึง จุดที่ยืน และที่เหล่าสมาชิกนั่งชิลอยู่ก็เต็มไปด้วยน้ำทั้งหมด

ขอปิดท้ายภาพบรรยากาศของเส้นทางที่ 4 ด้วยน้ำตกผาสวรรค์และบรรยากาศของอริยาบทชิล ๆ ของสมาชิกที่น้ำตกผาสวรรค์ชั้นที่เจ็ดนะครับ



สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีอย่างพันทิปและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำหรับกิจกรรมดี ๆ พาไปเที่ยวแบบ unseen ของเมืองกาญจน์แบบนี้ รวมไปถึงพี่  ๆ หนุ่มสามทัวร์ที่ดูแลพวกเราดีมาก แทบจะป้อนข้าวป้อนน้ำ อุ้มเข้าห้องตบตูดนอนเลยทีเดียว ดยเฉพาะพี่เจมส์และพี่วินเนอร์ที่ดูแลพวกเราเส้นที่ 4 ....ขอบคุณครับ โอกาสหน้าก็พาเค้าไปอีกนะน้องเพี้ยน ยิ้ม
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่