สารจากคณะสมณะในป่า
ถึงคณะผู้บริหารประเทศ อันมีพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นประมุขของชาติ และ ศาสนา
เนื่องด้วยในทุกวันนี้เกิดระส่ำระส่ายในวงการคณะสงฆ์ไทยเป็นอย่างมาก มีการการบิดเบือนพระธรรมวินัยที่พระสัมสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ และมีการเพิกถอนสิกขาบท มีการบัญญัติพระธรรมวินัยเพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้ภิกษุบัญญัติเพิ่มเติม ดั่งพุทธวจนกล่าวว่า
" ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว,
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด,
ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. "
(มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙ )
แต่เดิมนั่น ตั้งแต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานมาได้อยู่กันอย่างสงบเรียบร้อยตามแบบเถรวาท ปฏิบัติพระธรรมวินัย ข้อวัตรของสมณะกิจ เจริญสมถะ วิปัสสนา บำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างสงบสันติ ตามแบบแผนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ตั้งแต่มีเหล่าสาวกนอกรีต เหล่ามส. พศ. เข้ามามีบทบาทในคณะสงฆ์ทำให้ถูกจำกัดขอบเขต และสิทธิต่างๆ ที่ถูก ที่ควรที่ตามพระศาสดาทรงตรัสไว้ก่อนปรินิพพาน "พระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย" พระสงฆ์ผู้มีอำนาจ ผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ ผู้มีตำแหน่งสำคัญทางการปกครองในคณะสงฆ์ คณะสงฆ์เหล่านั่นมีการซื้อขายตำแหน่งกัน ตั้งแต่ระดับ พระครู จนถึงระดับสูง .จึงทำให้พระสงฆ์เหล่าเกิดความมั่วเมาในลาภ ยศ สักการะ สรรเสริญ ซึ่งเปรียบเสมือนอสรพิษ หัวงู ปลายหอกอาบยาพิษ ถ้าหากได้ลิ้มรสแล้วก็เจ็บเจียนตาย ในที่สุดก็หลงและมีทุกคติเป็นที่ไปไปอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั่นคณะสงฆ์ผู้ปกครองเหล่านั่นยังกลั่นแกล้ง ยังบังคับข่มขู่คณะสงฆ์ผู้ไร้บุญวาสนาในทางโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ หาได้มีความเคารพตามอายุพรรษา ตามคุณธรรม แต่กลับเคารพกันตามยศฐาบรรดาศักดิ์ เวลาเข้าพบจักต้องมีเครื่องบรรณาการเข้าไปถวาย.หากเป็นพระสงฆ์ธรรมดายิ่งแล้วจะเข้าพบแต่ละทีนั่นเป็นการยาก..หากท่านผู้เป็นใหญ่ในคณะสงฆ์เห็นความสำคัญ ตรงนี้ก็ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ดีแล้วจึงจะถูกต้อง หากคณะสงฆ์ทั่วทั้งประเทศให้การสนับสนุนในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย แต่เป็นการสนับสนุนเพื่อให้พวกตนมีอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ต่อไป การกระทำเช่นนี้แล้วท่านจะเรียกตนว่า "ผู้พิทักษ์ ผู้ปกป้อง ผู้รักษา พระศาสนาของพระศาสดาโคตมได้อย่างไรกัน " แล้วจริงๆ แล้วหน้าที่ของพระภิกษุในศาสนานี้ต้องเอาตำแหน่งเป็นใหญ่หรือไม่? ทำไม่ ! ไม่เอาเวลาเหล่านั่นไปศึกษาพระธรรมวินัยให้ดี ว่าสิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร อย่ามั่วกล่าวสรรเสริญ อธรรมว่าเป็นธรรม กล่าวสรรเสริญ ธรรมว่าเป็นอธรรม ซึ่งมันขัดแย้งกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ แล้วอย่างนี้เรียกว่าถูกต้องแล้วหรือ ? ถ้าศึกษาดีแล้วก็ควรนำไปปฏิบัติเพื่อเกิดประโยชน์สุข แก่ตนเองก่อน แล้วค่อยเพ่งโทษ ติเตียนผู้อื่น บอกกล่าว แนะนำ สั่งสอนสอนผู้อื่นให้รู้ตามต่อไป
ดั้งนั่นจึงอยากให้มีการปกครองคณะสงฆ์อย่างเป็นธรรมไม่เล่นพวก เล่นกลุ่ม เล่นสาวกผู้ลุ่มหลงในอุบายแห่งความเสื่อมทั้งหลายที่ท่านกำลังจะกระทำ มันจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา เพราะเมื่อศาสนามีพวกอลัชชีปกครอง พระสงฆ์ผู้มีธรรมทั้งหลายก็จะอยู่ยาก ขึ้น ต้องอยู่ปลีกเร้นอยู่ในป่า ในเขา เพราะเกรงกลัวอำนาจของคณะสงฆ์ผู้ปกครองระดับต่างๆ จึงอยากเรียกร้องเรียนให้ความเป็นธรรม ความสงบ ความสันติ โดยไม่มีการข่มขู่ แก่คณะสงฆ์เถรวาทโดยเร็วเพื่อไม่เกิดการแบ่งแยกชนชั้น แบ่งแยกนิกายเพิ่มขึ้นอีกในสยามประเทศ
สารจากสมณะในป่า
ถึงคณะผู้บริหารประเทศ อันมีพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นประมุขของชาติ และ ศาสนา
เนื่องด้วยในทุกวันนี้เกิดระส่ำระส่ายในวงการคณะสงฆ์ไทยเป็นอย่างมาก มีการการบิดเบือนพระธรรมวินัยที่พระสัมสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ และมีการเพิกถอนสิกขาบท มีการบัญญัติพระธรรมวินัยเพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้ภิกษุบัญญัติเพิ่มเติม ดั่งพุทธวจนกล่าวว่า
" ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว,
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด,
ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น. "
(มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙ )
แต่เดิมนั่น ตั้งแต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานมาได้อยู่กันอย่างสงบเรียบร้อยตามแบบเถรวาท ปฏิบัติพระธรรมวินัย ข้อวัตรของสมณะกิจ เจริญสมถะ วิปัสสนา บำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างสงบสันติ ตามแบบแผนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ตั้งแต่มีเหล่าสาวกนอกรีต เหล่ามส. พศ. เข้ามามีบทบาทในคณะสงฆ์ทำให้ถูกจำกัดขอบเขต และสิทธิต่างๆ ที่ถูก ที่ควรที่ตามพระศาสดาทรงตรัสไว้ก่อนปรินิพพาน "พระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย" พระสงฆ์ผู้มีอำนาจ ผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ ผู้มีตำแหน่งสำคัญทางการปกครองในคณะสงฆ์ คณะสงฆ์เหล่านั่นมีการซื้อขายตำแหน่งกัน ตั้งแต่ระดับ พระครู จนถึงระดับสูง .จึงทำให้พระสงฆ์เหล่าเกิดความมั่วเมาในลาภ ยศ สักการะ สรรเสริญ ซึ่งเปรียบเสมือนอสรพิษ หัวงู ปลายหอกอาบยาพิษ ถ้าหากได้ลิ้มรสแล้วก็เจ็บเจียนตาย ในที่สุดก็หลงและมีทุกคติเป็นที่ไปไปอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั่นคณะสงฆ์ผู้ปกครองเหล่านั่นยังกลั่นแกล้ง ยังบังคับข่มขู่คณะสงฆ์ผู้ไร้บุญวาสนาในทางโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ หาได้มีความเคารพตามอายุพรรษา ตามคุณธรรม แต่กลับเคารพกันตามยศฐาบรรดาศักดิ์ เวลาเข้าพบจักต้องมีเครื่องบรรณาการเข้าไปถวาย.หากเป็นพระสงฆ์ธรรมดายิ่งแล้วจะเข้าพบแต่ละทีนั่นเป็นการยาก..หากท่านผู้เป็นใหญ่ในคณะสงฆ์เห็นความสำคัญ ตรงนี้ก็ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ดีแล้วจึงจะถูกต้อง หากคณะสงฆ์ทั่วทั้งประเทศให้การสนับสนุนในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย แต่เป็นการสนับสนุนเพื่อให้พวกตนมีอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ต่อไป การกระทำเช่นนี้แล้วท่านจะเรียกตนว่า "ผู้พิทักษ์ ผู้ปกป้อง ผู้รักษา พระศาสนาของพระศาสดาโคตมได้อย่างไรกัน " แล้วจริงๆ แล้วหน้าที่ของพระภิกษุในศาสนานี้ต้องเอาตำแหน่งเป็นใหญ่หรือไม่? ทำไม่ ! ไม่เอาเวลาเหล่านั่นไปศึกษาพระธรรมวินัยให้ดี ว่าสิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร อย่ามั่วกล่าวสรรเสริญ อธรรมว่าเป็นธรรม กล่าวสรรเสริญ ธรรมว่าเป็นอธรรม ซึ่งมันขัดแย้งกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ แล้วอย่างนี้เรียกว่าถูกต้องแล้วหรือ ? ถ้าศึกษาดีแล้วก็ควรนำไปปฏิบัติเพื่อเกิดประโยชน์สุข แก่ตนเองก่อน แล้วค่อยเพ่งโทษ ติเตียนผู้อื่น บอกกล่าว แนะนำ สั่งสอนสอนผู้อื่นให้รู้ตามต่อไป
ดั้งนั่นจึงอยากให้มีการปกครองคณะสงฆ์อย่างเป็นธรรมไม่เล่นพวก เล่นกลุ่ม เล่นสาวกผู้ลุ่มหลงในอุบายแห่งความเสื่อมทั้งหลายที่ท่านกำลังจะกระทำ มันจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา เพราะเมื่อศาสนามีพวกอลัชชีปกครอง พระสงฆ์ผู้มีธรรมทั้งหลายก็จะอยู่ยาก ขึ้น ต้องอยู่ปลีกเร้นอยู่ในป่า ในเขา เพราะเกรงกลัวอำนาจของคณะสงฆ์ผู้ปกครองระดับต่างๆ จึงอยากเรียกร้องเรียนให้ความเป็นธรรม ความสงบ ความสันติ โดยไม่มีการข่มขู่ แก่คณะสงฆ์เถรวาทโดยเร็วเพื่อไม่เกิดการแบ่งแยกชนชั้น แบ่งแยกนิกายเพิ่มขึ้นอีกในสยามประเทศ