ขอถามกูรู ผู้รู้ทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องพร้อมเพย์ สักทู้ค่ะ
ตอนนี้เห็นธนาคารหลายๆ ธนาคาร ออกมาแข่งขันแจกรางวัล แก้ปชช ที่สมัครผูกบัตรพร้อมเพย์ กับธนาคารนั้นๆ
จขม จึงคิดว่าในกรณี ปชช สนใจสมัคร แล้วเลือกธนาคารนั้นๆเป็นผู้ให้บริการ น่าจะเพราะความเชื่อถือส่วนหนึ่ง
และแรงจูงใจในการชิงรางวัลอีกส่วนหนึ่ง
ข้อวิเคาะห์ต่อไปคือ หากว่าภายหน้าหากมีการจ่ายเงินคืน จ่านภาษีคืน หรือเบี้ยผู้สูงอายุคืน และธุรกรรมนั้นๆหากแบงค์ไหน
คนใช้เยอะ ก็น่าจะทำให้ธุรกรรมทางการเงินเติบโตขึ้น ในธนาคารนั้นๆ ตอนนี้แต่ละธนาคารจึงจำเป็นต้องแข่งขันกันมากขึ้น
ผลประโยชน์ ก็น่าจะตกอยู่กับแบงค์ ส่วนรัฐบาลที่เป็นคนเสนอให้ใช้ทางเลือกนี้โดยก็น่าจะทำตามแบงค์ชาติเสนอ
แต่รัฐบาลเองกลับไม่ออกมาอธิบายอะไรให้ชัดเจนมากกว่านี้ ปชช อย่างเราๆก็ทั้งมึน ทั้ง งงและสงสัยว่า
หากมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ผลประโยชน์นั้น จะตกอยู่กับใครหน่วยงานใดมากที่สุด?
และที่สงสัยคือ แบงค์ชาติ เป็นคนออกมาบอกว่าระบบนี้แพร่หลายมานาน แถมสิงค์โปร์ก็นำร่องใช้ไปนาน แต่เท่าที่หาอ่านดู
สิงค์โปร์ก็ยังมีปัญหาอยู่ไม่น้อย ที่อื่นก็ยังไม่เห็นระบบพร้อมเพย์จะใช้แพร่หลาย และมีการันตีมากนัก จขม เลยคิดสงสัยว่า
ที่แบงค์ชาติ กับ รบ ออกมา การันตีเรื่องนี้ มันดีจริง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันแน่ ?
ตกลงพร้อมเพย์ เป็นทางเลือกที่ควรทำจริงหรือไม่? ...
ขอกูรู เก่งๆทางด้านวิเคาะห์ เรื่องนี้ช่วยอธิบายให้ ทราบทีเถอะค่ะ จะได้เป็นความรู้
ปล ขออนุญาตินำความคิดเห็นของท่าน สมาชิกหมายเลข 3205841 ที่ออกความคิดเห็นได้ดีมากเอามาฝาก
ให้เพื่อน สมช ที่สนใจได้อ่าน และทำความเข้าใจค่ะ และต้องขอบคุณท่านมาณ ที่นี้ด้วย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ความคิดเห็นที่ 35
ข้อสังเกตส่วนตัว
ปัญหาคือ
ทำไมรัฐบาลไม่สงวนการเข้าถึงข้อมูลใว้เอง
ในเมื่อข้อมูลเหล่านี้ นอกจากจะเป็นเรื่องส่วนตัวของประชาชนแล้ว ยังเป็นต้นทุนของรัฐแทบทั้งสิ้น
ข้าราชการเขารวบรวมกันมาต่อเนื่องยาวนาน รัฐจ่ายเงินเดือนนะครับ ไม่ใช่ข้อมูลฟรีเสียหน่อย
เพราะข้อมูลหลักๆทั้งหมดในระบบ
ไม่ว่า ฐานข้อมูล การศึกษา การรักษาพยาบาล คดีความ บ้านเรือน ยานพาหนะ อาวุธ ทะเบียนการค้า ทะเบียนเมีย
การครอบครอง วัตถุพลังงาน วัตถุมีพิษ วัตถุดิบที่อ่อนไหวต่อความมั่นคง หลายๆอย่าง
อาคารสถานที่ ใบอนุญาติประกอบกิจการด้านต่างๆ การทำวิจัย ความชำนาญทางวิชาชีพ หรือใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ
แม้กระทั่งเรื่องพื้นๆคือการขับขี่รถ และอื่นๆอีกสารพัด
หากบุคคลภายนอก ที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐสามารถเข้าถึงได้ในทางตรง
(เพื่อนำมาปล่อยต่อ เป็นการระบุ ID ให้แก่สมาชิกทั้งฝั่งร้านค้าและลูกค้า)
นอกจากอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในระยะแรกแล้ว
เมื่อมีการเชื่อมโยง กันมากขึ้นในยุคถัดไป
การที่เอกชนเพียงรายเดียว กลุ่มเดียว(ในตอนนี้)คือกลุ่มธนาคาร
อาจสามารถ เข้าถึงข้อมูลได้หลายส่วน ย่อมมีแนวโน้มเป็นอย่างสูงที่จะโยงข้อมูลเข้าเป็นชุดเดียวกันได้
ต่อให้ไม่ได้เป็นผู้ Request ข้อมูลเหล่านั้นโดยตรง แต่เมื่อลูกค้า Request ผ่านกลุ่มธนาคาร ในฐานะ Provider
มีข้อมูลไหลผ่านระบบ หากมีการดักจับข้อมูลใว้ ก็ย่อมสามารถใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล
----------------------
1. ส่วนของฐานข้อมูลภาครัฐ
การเอา เลขโทรศัพท์ กับบัญชีธนาคารไปผูกใว้กับ เลขที่บัตรประชาชน
จึงควรต้องเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลของรัฐบาลด้วย เพื่อปกป้องประชาชน
จากการถูกเอาข้อมูลส่วนตัวจากหลายๆแหล่งไปเชื่อมโยงกันเอง เพื่อหาความสัมพันธ์ ระหว่างตัวบุคคลและข้อมูล
1.1 นั่นคือ รัฐบาลต้อง เพิ่มขนาดฐานข้อมูล ออกฏหมายให้เอกชนมอบข้อมูลให้
เพื่อให้ข้อมูลจากโอเปอเรเตอร์มือถือ และธนาคารหลายๆเจ้า ไหลเข้าไปอัพเดทฐานข้อมูลส่วนกลาง ที่แยกใว้ใช้เชื่อมโยง ID ได้
อาจจะไม่เรียลไทม์ แต่ไม่ควรเกิน 1 วัน
1,2 สำหรับประชาชนที่ต้องการบริการยืนยันตัวตนแบบพิเศษ รัฐบาลต้องมี ระบบ ฐานข้อมูลเสริมให้ด้วย เช่น เก็บลายนิ้วมือ
ม่านตา วิเคราะห์โครงหน้า อะไรก็ว่าไป
คืออย่าปล่อยให้เอกชนเอาระบบเหล่านี้ไปทำเองและอาจ
ดูดข้อมูลไปวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบอื่นๆได้ในภายหลัง แบบต่อจิ๊กซอว์
เพราะมันหมายถึงความเสี่ยงที่ประชาชนจะถูกวิเคราะห์พฤติกรรมโดยองค์กรธุรกิจต่างๆ
แล้วถูกจัดฉากขายของแบบเนียนๆ รวมถึงขายข้อมูลทางการเงิน หรือพฤติกรรมส่วนตัวอีกด้วย
ถ้าต่อจิ๊กซอว์ได้ว่า เมื่อวานคุณซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปของเด็ก คุณซื้อโดยจ่ายผ่านบัตรอะไร ซื้อบ่อยแค่ไหน
บ้านของคุณอยู่ทำเลไหน ในละแวกนั้นมีร้านค้าอะไรที่ขาย ผ้าอ้อมสำเร็จรูปของเด็กในราคาถูกกว่าที่คุณซื้อ
เมื่อวันหนึ่งคุณเดินเข้าร้านค้าแล้วเข้าระบบไอดีเพื่อจ่ายเงิน ร้านค้าดันมีข้อเสนอในระบบว่า รับผ้าอ้อมเด็กไซค์นี้ด้วยไหมคะ
ดูเหมือนจะดี แต่คุณจะรู้สึกสบายใจแค่ไหนครับ
ถ้าพนักงานคนที่ทำ transaction ขายนั้นเคยทำงานดูแลเด็ก มีประวัติลักพาตัวเด็ก
ต่อมาถูกจับได้ติดคุก ออกจากคุกก็ถูกห้ามทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จึงต้องมาทำงานแคชเชียร์แทน
....
* ซึ่งโดยปกติธนาคารมีความชำนาญในเรื่องการวิเคราะห์ ข้อมูลที่คล้ายๆทำนองนี้อยู่แล้ว
เพราะอาศัยที่มีลูกค้าเป็นทั้งร้านค้าและผู้บริโภค ทำให้ธนาคารรู้แนวโน้มของธุรกิจแทบทุกเซกเมนต์
นอกจากนี่คือเหตุผลสำคัญอย่างหนึงที่ว่าทำไม กลุ่มธนาคารจึงรุกยึดหัวหาดการเชื่อมต่อระบบเข้ากับของรัฐใว้ในมือก่อน
2. ส่วนของการยืนยันตัวตน
รัฐบาลควรตั้งองค์กรขึ้นมาทำตัวเองเป็น identification center เสียเอง
ซึ่งตรงนี้คือจุดเชื่อมต่อที่ใช้ป้องกันการกินรวบการเข้าถึงข้อมูล เพราะรัฐบาลสามารถจำกัด ชนิดข้อมูลที่จะปล่อยได้ถึงระดับ Field
แล้วปล่อย Specification API Protocals ทางเทคนิคอะไรก็ตาม ให้เอกชนเข้ามาเชื่อมต่อได้
เมื่อได้รับ Request
สำหรับงานค้าขายหลักแล้วระบบนี้มีหน้าที่แค่ตอบข้อมูลกลับไปว่า ใช่ นาย A หรือ ไม่ใช่
ยังไม่ต้องให้รายละเอียดอะไรกลับไปมากมายเลย นั่นคือเมื่อรู้ว่า บัญชีนี้ ใช่นายคนนี้แน่ๆ
ก็เรียกเก็บเงินไปตามกระบวนการของร้านค้าและธนาคาร ซึ่งย่อมรายละเอียด Transaction ของลูกค้าอยู่แล้ว
ใครใช้แค่ไหนก็เอา ID กลางไปเชื่อมกันเอาเอง
ส่วนการจะได้รายละเอียดข้อมูลพื้นฐานมากกว่านั้น
ผู้ขอข้อมูลก็ต้องยืนยันตัวตนในระบบเพิ่มด้วย ว่าเป็นหมอ เป็นตำรวจ เป็นครู เป็นเจ้าหน้าที่ทะเบียนต่างๆ
ซึ่งนี่คือส่วนขยายของระบบ ID ที่ผลว่า จะเป็นการสแกนม่านตาโครงหน้า หรืออะไรก็ตาม รัฐบาลต้องทำเพิ่มครับ
รายได้จากการเข้าใช้ระบบ ก็เอาไปเลี้ยงองค์กร ปร้บปรุงเครื่องมือ และบริการต่างๆต่อไป
3. เอกชน ก็เข้ามาเช่าใช้บริการ คือ คุณเป็นเอกชน
ก็ รับ Protocals / API อะไรก็ตามไปจากระบบ ID ของรัฐ แล้วเอาไปทำตัวเป็น Service Provider
จะขายเครื่องมือ แสกนลายนิ้วมือ แสกนม่านตา อ่านบัตร ประชาชน อ่านบัตรเฉพาะกิจอะไรยังไงก็ได้
แก่ร้านค้า แก่องค์กรนอกหน่อยงานรัฐ เพื่อให้เขาสามารถ Identify ตัวบุคคลได้ด้วย
หรืออาจจะซื้อบริการ ระบุ ID จากรัฐแบบ นับจำนวน transaction อะไรยังไงก็ว่ากันไป แล้วมาขายต่อแก่ร้านค้า
เพื่อให้ประชาชนทั่วไป สามารถ ใช้บัตรประชาชนใบเดียว ซื้อของจากร้านค้าได้
แล้วก็คิดค่าบริการทางเทคนิคต่างๆ
ซึ่งส่วนนี้ควรเปิดกว้าง ให้บริษัทต่างๆ เข้ามาทำได้เลยคือแยกเป็นใบอนุญาติอีกธุรกิจหนึ่ง
อย่าให้ธุรกิจการเงินเข้ามากินรวบ ธุรกิจที่จะเพิ่มมูลค่ามหศาลนี้ไปเสียทีเดียวตั้งแต่เริ่มต้น
ว่ากันตรงๆคือรัฐบาลมองไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งก็ถูกต้องว่าไม่ใช่ความชำนาญอะไรของรัฐบาล
แต่รัฐบาลควรต้องจัดสรรให้ เอกชนได้ข้อมูลไปเฉพาะส่วนที่เขาต้องใช้จริงๆ
และต้องมีความเสมอภาคในการเข้าถึงด้วย ซึ่งการให้กลุ่มธนาคารเข้ามาทำเต็มๆ
มันคล้ายผูกขาดการใช้ประโยชน์อยู่นะครับ
------------
ส่วนการเชื่อมโยงระบบกับแบงค์ เมื่อรัฐบาลมีระบบ ID กลางแล้ว
กลุ่มแบงค์ก็สามารถซื้อบริการ ระบบยืนยันตัวตนมาใช้ได้เหมือนกัน
หรือตั้งบริษัทลูกขึ้นมา ทำธุรกิจให้บริการ ID แก่ร้านค้าที่เป็นลูกค้าก็ได้เช่นกันครับ
แต่ไม่ควรจะให้ เอกชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้าไปเชื่อมโยงข้อมูลในส่วนของการ Identification เป็นอย่างยิ่ง
รัฐต้องคุมส่วนของ Identification ใว้ให้ได้ และควรต้องมีจำนวนเอกชนสัก 5-10
เจ้าทำธุรกิจนี้ชนิดแยกกันเด็ดขาด แยกไปตามไลน์ธุรกิจก็ได้
กลุ่มการศึกษาโรงพยาบาลก็กลุ่มหนึ่ง ธนาคาร ก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ก็กลุ่มหนึ่ง
พลังงานก็กลุ่มหนึ่ง เพื่อป้องกันการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามกลุ่ม
ซึ่งจะใช้วิเคราะห์พฤติกรรม ของประชาชนได้ง่ายมากขึ้นอีก
นี่ขนาด เอาแค่กลุ่มธนาคารก็อาจเข้าถึงข้อมูลการใชจ่ายส่วนตัวได้เยอะประมาณหนึ่งแล้วนะครับ
แต่มันเป็นสิทธิ์ของเขาตามเงื่อนไขการเป็นลูกค้าไง
และถ้าเรายอมให้เขาวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งฝั่งเราและฝั่งร้านค้าเชื่อมเข้าหากันอย่างถูกกฏหมาย
ก็อาจมีข้อตกลงให้ร้านค้าได้ใช้ข้อมูลบางส่วนมาเสนอเราได้ด้วย
คือโทษเขาไม่ได้หรอก เพราะมันอาชีพของเขา เขาย่อมมองหาทางก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
แต่ถ้ารัฐบาลตามไม่ทันเกมเท่าไรมันอาจก่อปัญหาในภายหลัง
ก็โทษแบงค์อีกไม่ได้เหมือนกัน เขาไม่ได้ทำแบบงงๆนะ เขาเชี่ยวชาญ Transaction แบบนี้อยู่แล้ว
การที่ให้เขาทำมันไม่แปลก แต่การให้เขามีเอกสิทธิ์ในการทำ ในภาพรวมมันไม่ปลอดภัยเท่าไรครับ
ที่เขาเสนอโมเดลนี้เพราะเขารู้คุณค่าของการทำตัวเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อข้อมูล ว่ามหาศาลขนาดไหน
ในขณะที่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่รู้คุณค่าของ ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่รัฐรวบรวมทำกันเลย
ถ้าไม่ทำในยุคนี้แล้วจะไปทำในยุครัฐบาลพลเรือน ผมคิดว่าโดนติดเบรค และรัฐบาลเอาไปทำเสียเองอย่างที่ผมบอก
จึงต้องเร่งมือ แถมรัฐบาลก็อยากได้ผลงานมานำเสนอแก่ประชาชนแบบเร็วๆ โดยอาศัยยืมมือแบงค์ด้วยครับ
---------------------
ทางออกเรื่องนี้ ถ้าจะทำให้ประชาชนอุ่นใจคือ รัฐบาลควรซื้อระบบต่อจากเอกชน
แล้วแยกส่วนการเข้าถึงข้อมูล ออกไปตามที่ผมเสนอนะครับ
อันนี้เป็นเพียงไอเดีย ซึ่งอาจจะขัดผลประโยชน์บางส่วนของ กลุ่มธุรกิจธนาคารเป็นหลายพันล้านในเวลาไม่กี่ปีเลยก็ได้
แต่ประชาชนอย่างผมก็ต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวด้วยในระดับหนึ่งเหมือนกันนะครับ
สมาชิกหมายเลข 3205841
พร้อมเพย์ ทางเลือกที่ควรทำจริงหรือไม่?
ตอนนี้เห็นธนาคารหลายๆ ธนาคาร ออกมาแข่งขันแจกรางวัล แก้ปชช ที่สมัครผูกบัตรพร้อมเพย์ กับธนาคารนั้นๆ
จขม จึงคิดว่าในกรณี ปชช สนใจสมัคร แล้วเลือกธนาคารนั้นๆเป็นผู้ให้บริการ น่าจะเพราะความเชื่อถือส่วนหนึ่ง
และแรงจูงใจในการชิงรางวัลอีกส่วนหนึ่ง
ข้อวิเคาะห์ต่อไปคือ หากว่าภายหน้าหากมีการจ่ายเงินคืน จ่านภาษีคืน หรือเบี้ยผู้สูงอายุคืน และธุรกรรมนั้นๆหากแบงค์ไหน
คนใช้เยอะ ก็น่าจะทำให้ธุรกรรมทางการเงินเติบโตขึ้น ในธนาคารนั้นๆ ตอนนี้แต่ละธนาคารจึงจำเป็นต้องแข่งขันกันมากขึ้น
ผลประโยชน์ ก็น่าจะตกอยู่กับแบงค์ ส่วนรัฐบาลที่เป็นคนเสนอให้ใช้ทางเลือกนี้โดยก็น่าจะทำตามแบงค์ชาติเสนอ
แต่รัฐบาลเองกลับไม่ออกมาอธิบายอะไรให้ชัดเจนมากกว่านี้ ปชช อย่างเราๆก็ทั้งมึน ทั้ง งงและสงสัยว่า
หากมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ผลประโยชน์นั้น จะตกอยู่กับใครหน่วยงานใดมากที่สุด?
และที่สงสัยคือ แบงค์ชาติ เป็นคนออกมาบอกว่าระบบนี้แพร่หลายมานาน แถมสิงค์โปร์ก็นำร่องใช้ไปนาน แต่เท่าที่หาอ่านดู
สิงค์โปร์ก็ยังมีปัญหาอยู่ไม่น้อย ที่อื่นก็ยังไม่เห็นระบบพร้อมเพย์จะใช้แพร่หลาย และมีการันตีมากนัก จขม เลยคิดสงสัยว่า
ที่แบงค์ชาติ กับ รบ ออกมา การันตีเรื่องนี้ มันดีจริง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันแน่ ?
ตกลงพร้อมเพย์ เป็นทางเลือกที่ควรทำจริงหรือไม่? ...
ขอกูรู เก่งๆทางด้านวิเคาะห์ เรื่องนี้ช่วยอธิบายให้ ทราบทีเถอะค่ะ จะได้เป็นความรู้
ปล ขออนุญาตินำความคิดเห็นของท่าน สมาชิกหมายเลข 3205841 ที่ออกความคิดเห็นได้ดีมากเอามาฝาก
ให้เพื่อน สมช ที่สนใจได้อ่าน และทำความเข้าใจค่ะ และต้องขอบคุณท่านมาณ ที่นี้ด้วย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้