สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรกของเราเลยนะ (ยืมลอคอินชาวบ้านมานะ)
ต้องบอกตามธรรมเนียมรึป่าว เห็นเค้าบอกกัน 55555
โดยปกติเป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้วค่ะ แต่ไม่เคยเขียนรีวิว เพราะแต่ละที่ที่ไป ก็มีคนเขียนกันมาเยอะแยะละ
แต่ครั้งนี้ มีโอกาสได้ไปเที่ยว จ. อุทัยธานี
ซึ่งก็น่าจะไม่ใช่เป้าหมายของใครหลายๆคน รวมถึงเราด้วย เอาจริงๆแทบจะไม่รู้จักจังหวัดนี้เลย ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง
ครั้งนี้ตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะไป แค่ 1-2 วัน นั่งเสิชข้อมูลแล้วพบว่า มีรีวิวให้ตัดสินใจน้อยมากว่าจะไปไหนดี ก็เลยอยากจะให้รีวิวนี้เป็นอีก 1 รีวิว ที่ได้ให้ข้อมูลกับเพื่อนๆนะคะ
ระหว่างที่นั่งเสิชข้อมูลไปเรื่อยๆ New feed ก็บังเอิญเด้งรูปป่าของเพจนึงขึ้นมาซึ่งมันให้ feeling ยุคจูราสสิก คือรู้สึกชอบมากแบบว่า ชั้นอยากไปปปปปป แต่ก็ไม่รู้นะว่ามันไกลมั้ย? ควรค่าแก่การไปรึป่าว? แต่ก็เอาเถอะ ลองเสี่ยงดู 5555555
ที่ๆเรากล่าวมา มันก็คือ หุบป่าตาด นั่นเองค่ะ หุบป่าตาดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen Thailand ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี
การเดินทาง : จากตัวจังหวัดอุทัยธานี ใช้ทางหลวงหมายเลข 333 (อุทัยธานี-หนองฉาง) และเข้าทางหลวงหมายเลข 3438 (หนองฉาง-ลานสัก) ไปอีกประมาณ 90 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดหมาย ระหว่างขับมาจะมีป้ายบอกตลอดทาง ไม่ต้องกลัวหลงเลยค่ะ
(GPS : 15.376971, 99.631019 )
*** ที่หุบป่าตาดนี้ไม่มีรถประจำทางเข้าถึงนะคะ สำหรับคนที่ไม่มีรถ อาจต้องเหมารถจากในเมือง หรือเป็นบางรีวิวก็มีโบกรถเข้าไปนะคะ
ระหว่างทางเข้าหุบป่าตาด ก็มีวิวภูเขาสีเขียวให้ดูตลอดทาง เพลินนนจริงๆ ก็ชาวกรุงอย่างเราเจอแต่ตึกอะเนอะ

เมื่อมาถึงเราก็จะต้องซื้อบัตรค่าเข้าก่อนค่ะ ซึ่งค่าเข้าก็แสนจะถูก ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็กนักเรียน/นักศึกษา 10 บาท (ชาวต่างชาติจ่าย 10 เท่า) ซื้อบัตรเสร็จเจ้าหน้าที่ก็จะแจก ไฟฉายกลุ่มละ 1 ชุดค่ะ โดยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่า ให้พกมาเองก็จะดี เพราะไฟฉายมีไม่เพียงพอ แต่ไม่เป็นปัญหาค่ะ เราเปิดไฟจากไอโฟนก็เพียงพออยู่
ทางเข้าหุบก็จะเป็นบันไดระยะสั้นๆ สาวอายุ 25 อย่างเรา ไม่ทันจะเหนื่อยก็เจอทางเข้าถ้ำแล้วค่ะ 555 เข้าไปก็เจอผู้สูงอายุหลายคนอยู่ค่ะ สบายมากกกก
มองกลับลงไป
ถ้ำที่จะเข้าไปนี้เป็นถ้ำที่มืดสนิท ระยะทางแค่ประมาณ 50 เมตร ก็จะเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำละจ้า ข้างในถ้ำก็จะมีค้างคาวเยอะเลยค่ะ
หลังจากที่หลุดจากถ้ำ เราก็รู้สึกเหมือนโผล่เข้ามาอยู่ในโลกจูราสสิกปาร์คกันเลยทีเดียว ถ้ามีไดโนเสาร์ก็ใช่แล้วนะ 555 .....
นี่คือภาพแรกที่เห็นเมื่อออกมาจากถ้ำ เราจะอยู่ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจี คือมันดีมากกก

แต่ก็พบว่าเจอบันไดอีกแล้ววว เราจะต้องเดินลงไปข้างล่าง เพื่อลงไปที่หุบนะคะ
พอลงมาข้างล่าง อากาศก็จะชื้นๆค่ะ เพราะที่นี่เป็นระบบนิเวศค่อนข้างปิด ก็มันเป็นหุบ ตามชื่อมันนั่นแหละค่ะ เราไปถึงตอนช่วง 10 โมงกว่า แอบร้อนเหมือนกัน แต่ก็ตื่นเต้นและเพลิดเพลินกะการมองความเขียวของต้นไม้ ก็ลืมเหนื่อยเลยยยยย
จุดเด่นของที่นี่ก็คงจะเป็น ต้นตาด” หรือ ต้นต๋าว (Aranga pinnata (Wrumb.) Merr.) เป็นพืชในตระกูลปาล์มดึกดำบรรพ์ที่หาดูได้ยาก และจะขึ้นตามป่าดงดิบที่มีอากาศชื้นและหนาวเย็น
ทางเดินก็ทำไว้ดีมากค่ะ เดินสบายมาก และมองไปทางไหนก็เขียวๆๆไปหมด

หลังจากที่เดินชมธรรมชาติกันได้ซักพัก เราก็จะเดินมาเจอ บางอย่าง คือจะเรียกมันว่าอะไรดี เรียกโพรงถ้ำได้หรือไม่ 55555 ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็น ไฮไลท์ของที่นี่เลยล่ะค่ะ ซึ่งเราชอบมาก ถ้ามีโอกาสไปอีก เราจะเอาโมเดลไดโนเสาร์ไปเป็นนายแบบนะ มันคงจะเข้ากันนนน
เมื่อเราปีนขึ้นมาถึงจุดนี้ ก็จะสุดทางละค่ะ ได้เวลาเดินกลับ
เมื่อเดินออกจากโพรงถ้ำ แล้วเลี้ยวซ้าย เราก็จะพบกับอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ นั่นก็คือ จุดที่มี กิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking Pink Millipede) ซึ่งได้ข้อมูลมาว่า เป็นสัตว์ที่ได้รับการประกาศให้เป็นสุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ที่บริเวณหุบป่าตาดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่มาแล้วก็ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่ายๆนะคะ คุณกิ้งกือเค้าจะออกมาช่วงหน้าฝนค่ะ แต่เสียดายมากที่วันนี้เราไม่เห็นเลย พยายามเดินส่องเต็มที่ นางขี้อายจัง คงต้องลุ้นเองค่ะ555
นี่คือหน้าตาของนางงง ขอยืมรูปกูเกิ้ลมาให้ชมกันค่ะ
หลังจากนั้นก็วนกลับทางเดิมนะคะ ที่นี่มีทางเข้าออกทางเดียว รวมระยะทางทั้งหมดแล้วก็แค่ 700 เมตรเองค่ะเราใช้เวลาเดิน รวมถ่ายรูป ก็ ชั่วโมงกว่าๆ ชิวๆมากกก ทางเดินก็ดีมาก และได้มาชมความสวยงามของป่าดงดิบ และได้เห็นต้นตาดที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีกเมื่อไหร่ แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มสำหรับเราที่นั่งรถมาจากกรุงเทพฯนะ
ข้อมูลเพิ่มเติม :
- ที่นี่เปิดตอน 8.00-17.00 น. รอบสุดท้ายเปิดให้เข้าตอน 16.00 น. เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการมาเที่ยวที่นี่
ก็คือเวลา 11.30-13.00 น. นะคะ เพราะจะเป็นช่วงที่แดดส่องลงมาในหุบพอดี และจะเห็นประกายหินในโพรงถ้ำอย่างสวยงามค่ะ
- ห้ามนำอาหารเครื่องดื่ม และสัตว์เลี้ยงเข้าไปในหุบป่าตาด
- ใครที่แพ้ยุงก็เตรียมยากันยุงมาก็ดีนะคะ
และในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ที่นี่เค้ามาเด็กนักเรียนตัวน้อยมาเป็นไกด์ให้กับเราอีกด้วยนะคะ น่ารักมากๆเลย
................................................................................................
ที่ต่อมาที่เราจะไป ก็คือ วัดถ้ำเขาวงค่ะ ออกจากหุบป่าตาด ก็ขับตามป้ายอำเภอบ้านไร่ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอป้ายบอกตลอดทาง วัดถ้ำเขาวงอยู่ที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี (ห่างจากตัวเมือง 12 กิโลเมตร) เปิดให้มาเที่ยวชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 – 16.30 น. ตัววัดเป็นสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทย 4 ชั้น ใต้ถุน เป็นลานเอนกประสงค์ รวมทั้งร้านขายของต่างๆ ชั้นที่ 2 เป็นวิหาร และมีรอยพระพุทธบาทจำลองให้เราไว้สักการะ ชั้นที่ 3 นั้นจะเป็นหออริยบูชาไว้สำหรับการปฏิบัติธรรม ชั้น 4 จะเป็นอุโบสถค่ะ วัดนี้ เป็นวัดทรงศาลพระภูมิ ที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา ก็ดูสวยแปลกตาไม่เหมือนวัดอื่นๆดีค่ะ
ชั้น 4ของวัดวิวดีและน่านอนมากๆเลยค่ะ 555555555
เรายังไม่ทันจะได้เดินดูภายในวัดมากนัก แต่เมื่อขึ้นมาชั้น 4 ก็เจอป้ายขึ้นเข้าชี้ไปดูถ้ำต่างๆบนเขา เกรงว่าจะค่ำ ก็เลยขอขึ้นไปดูก่อนแล้วกันค่ะ
ก่อนที่จะขึ้นมาถึงชั้น 4 ของวัด เค้าจะให้ถอดรองเท้าไว้ข้างล่างนะคะ ใครที่อยากจะไปขึ้นไปถ้ำก็ลงไปเอารองเท้าเถอะค่ะ เพราะทางมันแย่พอสมควร แต่เรานั้นมีความขี้เกียจค่ะ เลยลุยไปด้วยเท้าเปล่า5555555 เจ็บมาเยอะ แค่นี้ชิวๆ
ทางเดินช่วงแรกก็ดูดีอะนะ หลอกให้เราตายใจ แต่เนี๊ยะ พ้นโค้งที่เห็นนั้นก็เละละค่ะ 55555
พ้นทางเดินสวยหรูก็จะเจอ บันไดบ้าง หินบ้าง ไปยาวๆค่ะ คุณหลอกดาววว 55 และฝนก็เทลงมาเลยยยยยย ต้องเก็บกล้องแล้วล่ะ แต่ถามว่าเรากลับมั้ยยย ก็ไม่กลับค่ะ ฮ่าๆๆๆ แต่ยังไงอยู่ในป่าก็ระวังความปลอดภัยกันด้วยนะคะ
โชคดีที่ฝนตกแปบเดียว และไม่เปียกมาก เพราะต้นไม้เป็นเสมือนร่มให้เราค่ะ
ซักพักเราก็จะเดินมาเจอ ธรรมสถาน เป็นสถานที่สำหรับคนที่มาปฏิบัติธรรมนะคะ
วิวถ้ำ สวยๆตลอดทาง
ผ่านถ้ำมาเราก็จะเดินเข้าป่าค่ะ เป็นป่าที่สมบูรณ์และสวยงามมากจริงๆ
และเมื่อเดินผ่านจุดโล่งๆนี้ ก็จะไปเจอกับแม่ชีในถ้ำอีกค่ะ ท่านก็ให้หนังสือกับยาสมุนไพรมา แล้วเราก็เดินกลับค่ะ จริงๆมันไปต่อได้อีกนะแต่เราคงต้องกลับแล้วเพราะฝนตกทางมันลื่นและเริ่มมืดแล้ว และแม่ชีก็บอกว่าอีกไกล เราก็เลยไม่ได้ไปค่ะ
ถึงแม้ว่าเราจะเดินไปไม่ถึงจุดหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ความสุขก็เกิดขึ้นได้และมีความสวยงามมากมายให้เราเห็นระหว่างทาง
ป.ล. กลับลงมาก็เย็นพอดี ไม่มีเรี่ยวแรงจะเข้าไปชมวัดแล้วค่ะ กลับบ้านกันเถอะ 555
ป.ล.2 โดนแตนต่อยเป็น 10 ตัวเลย ซี๊ดมากกกกกกก
ป.ล. 3 ฝากล้องได้หายเข้าป่าไปแล้ววววว ต้องซื้อใหม่อีกแล้วเนอะ
ป.ล.4 กว่าจะมาถึงนี่ ขับรถผิดทางไปเป็นร้อยกิโล กว่าจะรู้ตัว เกือบถอดใจไม่มาละ 5555555
[CR] Green space: สูดหายใจให้เต็มปอดที่ อุทัยธานี
ต้องบอกตามธรรมเนียมรึป่าว เห็นเค้าบอกกัน 55555
โดยปกติเป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้วค่ะ แต่ไม่เคยเขียนรีวิว เพราะแต่ละที่ที่ไป ก็มีคนเขียนกันมาเยอะแยะละ
แต่ครั้งนี้ มีโอกาสได้ไปเที่ยว จ. อุทัยธานี
ซึ่งก็น่าจะไม่ใช่เป้าหมายของใครหลายๆคน รวมถึงเราด้วย เอาจริงๆแทบจะไม่รู้จักจังหวัดนี้เลย ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง
ครั้งนี้ตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะไป แค่ 1-2 วัน นั่งเสิชข้อมูลแล้วพบว่า มีรีวิวให้ตัดสินใจน้อยมากว่าจะไปไหนดี ก็เลยอยากจะให้รีวิวนี้เป็นอีก 1 รีวิว ที่ได้ให้ข้อมูลกับเพื่อนๆนะคะ
ระหว่างที่นั่งเสิชข้อมูลไปเรื่อยๆ New feed ก็บังเอิญเด้งรูปป่าของเพจนึงขึ้นมาซึ่งมันให้ feeling ยุคจูราสสิก คือรู้สึกชอบมากแบบว่า ชั้นอยากไปปปปปป แต่ก็ไม่รู้นะว่ามันไกลมั้ย? ควรค่าแก่การไปรึป่าว? แต่ก็เอาเถอะ ลองเสี่ยงดู 5555555
ที่ๆเรากล่าวมา มันก็คือ หุบป่าตาด นั่นเองค่ะ หุบป่าตาดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen Thailand ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี
การเดินทาง : จากตัวจังหวัดอุทัยธานี ใช้ทางหลวงหมายเลข 333 (อุทัยธานี-หนองฉาง) และเข้าทางหลวงหมายเลข 3438 (หนองฉาง-ลานสัก) ไปอีกประมาณ 90 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดหมาย ระหว่างขับมาจะมีป้ายบอกตลอดทาง ไม่ต้องกลัวหลงเลยค่ะ
(GPS : 15.376971, 99.631019 )
*** ที่หุบป่าตาดนี้ไม่มีรถประจำทางเข้าถึงนะคะ สำหรับคนที่ไม่มีรถ อาจต้องเหมารถจากในเมือง หรือเป็นบางรีวิวก็มีโบกรถเข้าไปนะคะ
ระหว่างทางเข้าหุบป่าตาด ก็มีวิวภูเขาสีเขียวให้ดูตลอดทาง เพลินนนจริงๆ ก็ชาวกรุงอย่างเราเจอแต่ตึกอะเนอะ
เมื่อมาถึงเราก็จะต้องซื้อบัตรค่าเข้าก่อนค่ะ ซึ่งค่าเข้าก็แสนจะถูก ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็กนักเรียน/นักศึกษา 10 บาท (ชาวต่างชาติจ่าย 10 เท่า) ซื้อบัตรเสร็จเจ้าหน้าที่ก็จะแจก ไฟฉายกลุ่มละ 1 ชุดค่ะ โดยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่า ให้พกมาเองก็จะดี เพราะไฟฉายมีไม่เพียงพอ แต่ไม่เป็นปัญหาค่ะ เราเปิดไฟจากไอโฟนก็เพียงพออยู่
ทางเข้าหุบก็จะเป็นบันไดระยะสั้นๆ สาวอายุ 25 อย่างเรา ไม่ทันจะเหนื่อยก็เจอทางเข้าถ้ำแล้วค่ะ 555 เข้าไปก็เจอผู้สูงอายุหลายคนอยู่ค่ะ สบายมากกกก
มองกลับลงไป
ถ้ำที่จะเข้าไปนี้เป็นถ้ำที่มืดสนิท ระยะทางแค่ประมาณ 50 เมตร ก็จะเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำละจ้า ข้างในถ้ำก็จะมีค้างคาวเยอะเลยค่ะ
หลังจากที่หลุดจากถ้ำ เราก็รู้สึกเหมือนโผล่เข้ามาอยู่ในโลกจูราสสิกปาร์คกันเลยทีเดียว ถ้ามีไดโนเสาร์ก็ใช่แล้วนะ 555 .....
นี่คือภาพแรกที่เห็นเมื่อออกมาจากถ้ำ เราจะอยู่ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจี คือมันดีมากกก
แต่ก็พบว่าเจอบันไดอีกแล้ววว เราจะต้องเดินลงไปข้างล่าง เพื่อลงไปที่หุบนะคะ
พอลงมาข้างล่าง อากาศก็จะชื้นๆค่ะ เพราะที่นี่เป็นระบบนิเวศค่อนข้างปิด ก็มันเป็นหุบ ตามชื่อมันนั่นแหละค่ะ เราไปถึงตอนช่วง 10 โมงกว่า แอบร้อนเหมือนกัน แต่ก็ตื่นเต้นและเพลิดเพลินกะการมองความเขียวของต้นไม้ ก็ลืมเหนื่อยเลยยยยย
จุดเด่นของที่นี่ก็คงจะเป็น ต้นตาด” หรือ ต้นต๋าว (Aranga pinnata (Wrumb.) Merr.) เป็นพืชในตระกูลปาล์มดึกดำบรรพ์ที่หาดูได้ยาก และจะขึ้นตามป่าดงดิบที่มีอากาศชื้นและหนาวเย็น
ทางเดินก็ทำไว้ดีมากค่ะ เดินสบายมาก และมองไปทางไหนก็เขียวๆๆไปหมด
หลังจากที่เดินชมธรรมชาติกันได้ซักพัก เราก็จะเดินมาเจอ บางอย่าง คือจะเรียกมันว่าอะไรดี เรียกโพรงถ้ำได้หรือไม่ 55555 ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็น ไฮไลท์ของที่นี่เลยล่ะค่ะ ซึ่งเราชอบมาก ถ้ามีโอกาสไปอีก เราจะเอาโมเดลไดโนเสาร์ไปเป็นนายแบบนะ มันคงจะเข้ากันนนน
เมื่อเราปีนขึ้นมาถึงจุดนี้ ก็จะสุดทางละค่ะ ได้เวลาเดินกลับ
เมื่อเดินออกจากโพรงถ้ำ แล้วเลี้ยวซ้าย เราก็จะพบกับอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ นั่นก็คือ จุดที่มี กิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking Pink Millipede) ซึ่งได้ข้อมูลมาว่า เป็นสัตว์ที่ได้รับการประกาศให้เป็นสุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ที่บริเวณหุบป่าตาดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่มาแล้วก็ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่ายๆนะคะ คุณกิ้งกือเค้าจะออกมาช่วงหน้าฝนค่ะ แต่เสียดายมากที่วันนี้เราไม่เห็นเลย พยายามเดินส่องเต็มที่ นางขี้อายจัง คงต้องลุ้นเองค่ะ555
นี่คือหน้าตาของนางงง ขอยืมรูปกูเกิ้ลมาให้ชมกันค่ะ
หลังจากนั้นก็วนกลับทางเดิมนะคะ ที่นี่มีทางเข้าออกทางเดียว รวมระยะทางทั้งหมดแล้วก็แค่ 700 เมตรเองค่ะเราใช้เวลาเดิน รวมถ่ายรูป ก็ ชั่วโมงกว่าๆ ชิวๆมากกก ทางเดินก็ดีมาก และได้มาชมความสวยงามของป่าดงดิบ และได้เห็นต้นตาดที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีกเมื่อไหร่ แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มสำหรับเราที่นั่งรถมาจากกรุงเทพฯนะ
ข้อมูลเพิ่มเติม :
- ที่นี่เปิดตอน 8.00-17.00 น. รอบสุดท้ายเปิดให้เข้าตอน 16.00 น. เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการมาเที่ยวที่นี่
ก็คือเวลา 11.30-13.00 น. นะคะ เพราะจะเป็นช่วงที่แดดส่องลงมาในหุบพอดี และจะเห็นประกายหินในโพรงถ้ำอย่างสวยงามค่ะ
- ห้ามนำอาหารเครื่องดื่ม และสัตว์เลี้ยงเข้าไปในหุบป่าตาด
- ใครที่แพ้ยุงก็เตรียมยากันยุงมาก็ดีนะคะ
และในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ที่นี่เค้ามาเด็กนักเรียนตัวน้อยมาเป็นไกด์ให้กับเราอีกด้วยนะคะ น่ารักมากๆเลย
................................................................................................
ที่ต่อมาที่เราจะไป ก็คือ วัดถ้ำเขาวงค่ะ ออกจากหุบป่าตาด ก็ขับตามป้ายอำเภอบ้านไร่ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอป้ายบอกตลอดทาง วัดถ้ำเขาวงอยู่ที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี (ห่างจากตัวเมือง 12 กิโลเมตร) เปิดให้มาเที่ยวชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 – 16.30 น. ตัววัดเป็นสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทย 4 ชั้น ใต้ถุน เป็นลานเอนกประสงค์ รวมทั้งร้านขายของต่างๆ ชั้นที่ 2 เป็นวิหาร และมีรอยพระพุทธบาทจำลองให้เราไว้สักการะ ชั้นที่ 3 นั้นจะเป็นหออริยบูชาไว้สำหรับการปฏิบัติธรรม ชั้น 4 จะเป็นอุโบสถค่ะ วัดนี้ เป็นวัดทรงศาลพระภูมิ ที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา ก็ดูสวยแปลกตาไม่เหมือนวัดอื่นๆดีค่ะ
ชั้น 4ของวัดวิวดีและน่านอนมากๆเลยค่ะ 555555555
เรายังไม่ทันจะได้เดินดูภายในวัดมากนัก แต่เมื่อขึ้นมาชั้น 4 ก็เจอป้ายขึ้นเข้าชี้ไปดูถ้ำต่างๆบนเขา เกรงว่าจะค่ำ ก็เลยขอขึ้นไปดูก่อนแล้วกันค่ะ
ก่อนที่จะขึ้นมาถึงชั้น 4 ของวัด เค้าจะให้ถอดรองเท้าไว้ข้างล่างนะคะ ใครที่อยากจะไปขึ้นไปถ้ำก็ลงไปเอารองเท้าเถอะค่ะ เพราะทางมันแย่พอสมควร แต่เรานั้นมีความขี้เกียจค่ะ เลยลุยไปด้วยเท้าเปล่า5555555 เจ็บมาเยอะ แค่นี้ชิวๆ
ทางเดินช่วงแรกก็ดูดีอะนะ หลอกให้เราตายใจ แต่เนี๊ยะ พ้นโค้งที่เห็นนั้นก็เละละค่ะ 55555
พ้นทางเดินสวยหรูก็จะเจอ บันไดบ้าง หินบ้าง ไปยาวๆค่ะ คุณหลอกดาววว 55 และฝนก็เทลงมาเลยยยยยย ต้องเก็บกล้องแล้วล่ะ แต่ถามว่าเรากลับมั้ยยย ก็ไม่กลับค่ะ ฮ่าๆๆๆ แต่ยังไงอยู่ในป่าก็ระวังความปลอดภัยกันด้วยนะคะ
โชคดีที่ฝนตกแปบเดียว และไม่เปียกมาก เพราะต้นไม้เป็นเสมือนร่มให้เราค่ะ
ซักพักเราก็จะเดินมาเจอ ธรรมสถาน เป็นสถานที่สำหรับคนที่มาปฏิบัติธรรมนะคะ
วิวถ้ำ สวยๆตลอดทาง
ผ่านถ้ำมาเราก็จะเดินเข้าป่าค่ะ เป็นป่าที่สมบูรณ์และสวยงามมากจริงๆ
และเมื่อเดินผ่านจุดโล่งๆนี้ ก็จะไปเจอกับแม่ชีในถ้ำอีกค่ะ ท่านก็ให้หนังสือกับยาสมุนไพรมา แล้วเราก็เดินกลับค่ะ จริงๆมันไปต่อได้อีกนะแต่เราคงต้องกลับแล้วเพราะฝนตกทางมันลื่นและเริ่มมืดแล้ว และแม่ชีก็บอกว่าอีกไกล เราก็เลยไม่ได้ไปค่ะ
ถึงแม้ว่าเราจะเดินไปไม่ถึงจุดหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ความสุขก็เกิดขึ้นได้และมีความสวยงามมากมายให้เราเห็นระหว่างทาง
ป.ล. กลับลงมาก็เย็นพอดี ไม่มีเรี่ยวแรงจะเข้าไปชมวัดแล้วค่ะ กลับบ้านกันเถอะ 555
ป.ล.2 โดนแตนต่อยเป็น 10 ตัวเลย ซี๊ดมากกกกกกก
ป.ล. 3 ฝากล้องได้หายเข้าป่าไปแล้ววววว ต้องซื้อใหม่อีกแล้วเนอะ
ป.ล.4 กว่าจะมาถึงนี่ ขับรถผิดทางไปเป็นร้อยกิโล กว่าจะรู้ตัว เกือบถอดใจไม่มาละ 5555555
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น