คำว่า "เพื่อน" ที่ไม่อยากรับไว้ เราควรจัดการกับมันอย่างไร

เรื่องนี้เพิ่งเกิดกับผมมาได้ไม่นาน
และผมกำลังทำให้มันจบด้วยวิธีที่อาจไม่ดีนัก
จึงอยากทราบแนวทางของแต่ละท่านว่า
หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณจะจัดการกับมันอย่างไรครับ

ผมกับเอรู้จักกันโดยเหตุการณ์บังเอิญบางอย่างครับ
เราคุยกันแบบคนที่กำลังเรียนรู้เพื่อที่จะเป็นคนรักกันในอนาคต
จนผ่านไประยะหนึ่ง ก็ได้รู้จักกันพอสมควร

วันหนึ่งเอก็ขอมานอนห้องผม เพราะเขามี present งานเช้า
แต่บ้านอยู่ไกลที่ทำงานมาก เลยขอมาพักกับผม
ด้วยความไว้ใจและความชอบพอในตัวเขา ผมจึงตกลง
และเตรียมเตียงนอนให้เขาโดยเฉพาะ

ผ่านไปคืนแรก เหตุการณ์ทุกอย่างปกติ ต่างคนต่างนอน
เตียงใครเตียงมัน จนเช้าผมต้องเข้างานก่อนเอ
จึงตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวก่อน แต่ระหว่างที่ผมกำลังแต่งตัว
เอก็ลุกมาจากเตียง แล้วเดินมากอดผมจากข้างหลัง เอาหน้าซุกไซร้ไปตามคอ
เหมือนแฟนที่เขาทำกัน ทั้งที่เรายังไม่ได้ตกลงเป็นอะไรกัน
ตอนนั้นผมค่อนข้างตกใจ ผลักเขาออก และบอกว่าต้องรีบไปทำงาน
เขาก็หยุดและเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเริ่มคิดว่า เขาคิดกับผมมากกว่าคนคุย
และมีหลายครั้งที่นั่งๆ อยู่แล้วเขาหันมามองหน้าผม
แล้วยิ้มให้หรือไม่ก็ทำหน้ากวนๆ ใส่
ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมที่เพื่อนเขาไม่ทำกัน

จากคืนแรกที่เขามาพักกับผม ก็มีคืนที่ 2, 3, 4, 5... และเดือนที่ 1, 2...
จนผมต้องแจ้งให้ทางอพาร์ทเม้นท์ทราบว่ามีรูมเมทมาอยู่ด้วย
เพื่อให้เขาเอารถมาจอดได้โดยไม่ต้องเสียเงิน
แต่เขาก็ช่วยแชร์ค่าห้องให้ผมทุกเดือน แม้ผมจะปฏิเสธไปตั้งแต่เดือนแรก

เราอยู่กันท่ามกลางความคลุมเครือของสถานะเพื่อน คนคุย และแฟน
แต่ต่างคนก็ต่างไปพูดว่าตกลงแล้ว เราเป็นอะไรกัน
และหลังขากที่เขาเข้ามากอดผมในวันนั้น เขาก็ไม่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้นกับผมอีก
แต่เรื่องมองหน้าแล้วยิ้มหรือทำหน้ากวนๆ ใส่ยังมีทุกวัน

เขาเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย ทำให้ผมต้องพูดน้อยไปด้วย เพราะเคยพยายามชวนคุย
แต่ก็ประมาณว่าถามคำตอบคำ ผมก็เลยไม่อยากไปเซ้าซี้เขามาก
เอจะเลิกงานดึกกว่าผมจึงแทบจะไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยกัน
แต่เวลาเขากลับมามักจะมีของกินมาฝากเกือบทุกวัน เช่น ขนม ผลไม้ น้ำเต้าหู้
หรือไม่ก็ไลน์มาถามว่า จะซื้อนั่นนี้ไปฝาก ผมจะเอามั้ย
แต่ของที่ผมซื้อมา เขาก็จะไม่กิน แม้จะชวนแล้วชวนอีก
เหตุผลหลักๆ ก็คือ ไม่ชอบกิน อ้วน หรืออิ่มแล้ว

กิจวัตรประจำวันหลังจากกลับจากที่ทำงานของเอ คือ กินข้าว ดูทีวี อาบน้ำ
แล้วก็นอนเล่นเน็ตจนถึงเที่ยงคืนหรือดึกกว่านั้น แล้วก็นอน
กิจวัตรของผมก็คล้ายๆ เขา เรียกว่าไลฟ์สไตล์ช่วงหลังเลิกงานไม่ต่างกันมาก

เวลาผ่านไปเข้าเดือนที่ผ่าน ผมได้มีโอกาสไปนอนที่บ้านเอ 2 ครั้ง
เขาเคยพาไปดูคอนโดที่เขาจองไว้ซึ่งอยู่ระหว่างการเก็บรายละเอียด
และทุกครั้งที่เขาพูดกับผมถึงคอนโด เขาจะพูดขึ้นลอยๆ ว่า
มาอยู่ไหม พอผมไม่ตอบ เขาก็จะถามซ้ำ
แต่พอผมถามกลับว่าจะให้ผมมาอยู่กับใคร เขาก็จะหัวเราแล้วก็เงียบ

เวลาผ่านไป ทำให้ผมเริ่มมั่นใจว่าผมรักเอ รักด้วยใจไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขามี
ในขณะที่เขายังทิ้งให้ผมอยู่กับความสงสัยว่า เขาคิดอย่างไรกับผม
ทั้งพฤติกรรมและคำพูดของเขามันดูคลุมเครือไปหมดว่าตกลงแล้ว
เขาคิดกับผมแบบไหนกันแน่ ช่วงที่ผมกับเขาอยู่ด้วยกัน
เขาไม่เคยคุยโทรศัพท์กับใคร มีแต่คุยไลน์ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาคุยกับใครบ้าง
แต่ที่สังเกตได้ คือ โทรศัพท์คือสิ่งที่เขาหวงมา มันจะอยู่ติดตัวเขาตลอด
เวลาเข้าห้องน้ำเอก็จะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าสะพายทุกครั้ง
ไลน์ของเขาตั้งค่าไม่ให้ผมเห็นไทม์ไลน์ แต่ผมเปิดให้เขาดูได้
ผมและเขามีเฟซบุ๊ก แต่เราก็ไม่เคยขอแอดเฟรนด์กันและกัน
ผมเคยถามเขาทางไลน์ว่า "ชอบผมมั้ย" เข้าตอบมาสั้นๆ ว่า "ก็ดี"

จนวันหนึ่ง เป็นคืนวันศุกร์ เขากลับไปนอนที่บ้าน ผมตัดสินใจ
บอกเอทางไลน์ว่า "ผมรักเขา" พร้อมบอกเหตุผลที่ทำให้ผมรักเขา
ความต้องการของผมในตอนนั้น คือ เราควรชัดเจนกันได้แล้วนะ
ว่าตกลงเราจะอยู่กันในสถานะอะไร ซึ่งหลังจากเขาอ่านไลน์
เขาเลือกที่จะส่งสติ๊กเกอร์ที่ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการสื่ออะไรมาแทนคำตอบ
ผมต้องการความชัดเจน จึงให้เขาตอบตรงๆ ว่า เขาคิดอย่างไรกับผม

คำตอบที่ผมได้กลับมาคือ
"ไม่ได้คิด เป็นเพื่อนกันดีแล้ว"
ใจผมหล่นวูบ น้ำตาคลอเบ้า ฝืนใจพิมพ์ตอบกลับแค่สั้นๆ ว่า "ครับ"

หลังจากนั้น ผมกับเขาก็หายจากกันไปจนถึงเย็นวันอาทิตย์
ผมไลน์ไปบอกเขาด้วยความรู้ของคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่า
"ไม่เป็นไร เพื่อนก็เพื่อน อย่าคิดมานะ ยังมานอนที่ห้องได้ตามปกติ"
เขายิ้มให้ผม แล้วคืนนั้นเขาก็มานอนที่ห้องผมตามปกติ

แต่ความรู้สึกผมมันไม่ปกติแล้ว เพราะผมรักเขาไปแล้ว
รักแบบคนรักไม่ใช่เพื่อน คำว่าเพื่อนมันจึงไม่เพียงพอสำหรับผม
แม้ผมจะบอกเขาไปว่าเป็นเพื่อนกันก็ได้ แต่มันก็แค่ใช้เพื่อยื้อเขาไว้
ให้เขาอยู่กับผมนานขึ้นเท่านั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่ายิ่งยื้อผมก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งทรมาน
แต่ผมก็เลือกที่จะรักษาเขาไว้ เพราะยังไม่พร้อมที่จะเสียเขาไป...

หลังจากวันที่เขาปฏิเสธผม แต่เรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
ผมจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองมากขึ้น
จากที่เคยไลน์หาเขาทุกวัน ก็เลือกไลน์หาเฉพาะเวลามีเรื่องจำเป็น
ตอบไลน์เขาน้อยลง คุยกับเขาน้อยลง แสดงความห่วงใยเขาน้อยลง
แม้ใจมันจะสั่งให้ทำตรงข้ามกับพฤติกรรมที่แสดงออกก็ตาม
3 เดือนหลังที่เราอยู่ด้วยกัน สภาพผมจึงเหมือนคนอมทุกข์
สีหน้าผมตอนมองเขามีแต่ความเรียบเฉย ไม่ยิ้มเหมือนก่อน
แม้เขายังมองหน้าผมแล้วยิ้มหรือทำหน้ากวนๆ ใสผมเหมือนเดิม

จนกระทั่ง กลางเดือนที่ผ่านมา เขาบอกผมว่าจะกลับไปอยู่บ้านแล้ว
เพราะเหนื่อยที่ต้องขับรถไปขับรถมา และรถไฟฟ้าสายบางใหญ่
ก็จะเปิดให้บริการในเดือนสิงหา ซึ่งช่วยให้เขาเดินทางมาทำงานได้ง่ายขึ้น
และเขาก็เก็บข้าวของย้ายออกไป เหลือแค่ผมกับใจหายๆ และความคิดถึงไว้

หลังจากที่เขากลับไปอยู่บ้าน ผมก็ไม่ได้ทักไลน์หรือโทรไปหาเขาเลย
เขาเองก็เงียบหายไปเช่นกัน ไม่ใช่เพราะผมไม่คิดถึงเขาหรือไม่รักเขาแล้ว
ความรักและความคิดถึงมันยังมีอยู่ และไม่ได้ลดลง
แต่สิ่งเดียวที่ผมจะไม่มีวันทำได้ คือ การเป็นเพื่อนของเขา
เพราะมันรู้สึกว่าทรมานยิ่งกว่าอกหักเสียอีก
ผมจึงจำใจต้องเลิกติดต่อกับเขา เพื่อฟื้นฟูใจตัวเองให้ดีขึ้น
แต่ผ่านมา 1 เดือน ความรัก ความคิดถึง และความห่วงใยที่ผมมีให้เขา
ยังไม่ลดลงไปจากวันที่ได้อยู่ด้วยกันเลยครับ
คิดถึงเขาทุกทีก็มีน้ำตาไหลมาทุกครั้ง
ตอนนี้ผมรอแค่เวลาที่จะเยียวยาให้ใจผมดีขึ้น แต่อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้นะครับ

แล้วท่านที่เคยมีประสบการณ์ทำนองเดียวกับผม
มีวิธีจัดการกับมันอย่างไรบ้างครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่