EP.1
หลังจากกลับจากเกาหลีได้ซักพักก็มีความคิดว่าอยากลองไปประเทศที่มีความแตกต่างออกไปบ้าง
และประเทศที่อยู่ในลิสต์ก็คือ เวียดนาม กัมพูชา พม่าและลาว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่น่าสนใจทั้งนั้น
คัดแล้วคัดอีก จนสุดท้ายแล้วเหลือไว้แค่พม่ากับลาว ทั้งความสวยงามทางธรรมชาติ วัดวาอาราม
และการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิม ทำให้ทั้งสองประเทศสูสีกันมาก
ข้อสรุปที่ได้ เนื่องจากการไปพม่าต้องขอวีซ่า ซึ่งมันดูจะยุ่งยากไปไหม ไม่เคยทำ
เพราะเราอยากเริ่มเดินทางในอีก 2 อาทิตย์ ทั้งที่ความจริงก็อยากไปมาก
แต่พอปรึกษากับคนที่รู้จัก ทุกคนเขาค่อนข้างกังวลถ้าเราจะไปเที่ยวพม่าคนเดียว
(ปล.ไม่ว่าจะเลือกไปที่ไหนทุกคนก็กังวลหมดแหละเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว)
ก็ทำไงได้ล่ะคะ แฟนไม่มี แถมตกงาน มีเวลาเหลือเฟือ แต่มีงบน้อยนิด เพื่อนๆก็ทำงาน ไม่มีใครจะลางานเป็นอาทิตย์ไปด้วยกันได้




สรุปว่าทริปนี้เป็นการ “ลุยเดี่ยว เที่ยวลาว” แบบ backpacker ของติวเตอร์ตกงานคนหนึ่ง ที่มีความหวังว่าเธออาจค้นพบตัวเองในการเดินทางครั้งนี้ ว่าแท้จริงแล้วเธออยากทำอะไรในช่วงอายุ 28 ของเธอ
ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนที่ได้วางแผนไว้ เราก็มักจะตื่นเต้นเสมอ มันมีความสุขแบบบอกไม่ถูก เก็บกระเป๋าล่วงหน้าสองวัน ของที่เอาไปก็คือเสื้อยืด, กางเกง, รองเท้า, ทั่วๆไป แต่ที่พิเศษหน่อยก็ถุงกันน้ำเพราะตั้งใจไปเล่น *Tubing แน่นอน เอา sleeping bag ไปด้วย เผื่อที่นอนโฮสเทลไม่โอเค หรือผ้าห่มบางไป
วันเดินทาง......... 7 March 2016
ตื่นแต่เช้าไปขึ้นรถด้วยอารมณ์ดีมากถึงมากที่สุด ยิ้มให้ทุกคน เห็นต้นไม้ใบหญ้าก็ยิ้ม เอาเถอะ
นั่งรถจากบ้าน--- หล่มสัก ---- ขอนแก่น ----- อุดรฯ ----- หนองคาย ------เวียงจันทน์
สรุปคือ นั่งรถ 5 ต่อ แบบยาวๆ ไม่มีพักที่ไหน ลงคันนี้ขึ้นคันใหม่ทันที
และเป็นการเดินทางมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งแรกในชีวิต
พยายามถามคนแถวนั้นตลอด เพื่อจะได้ไม่หลงและหาทางที่เร็วที่สุดที่จะไปให้ถึงเวียงจันทน์ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
กฎเหล็กของการเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวคือต้องถึงที่หมายก่อนมืด.....
พอมาถึงด่าน ก็จ่ายค่ารถข้ามด่าน 20 บาท รถมาจอดก็หอบกระเป๋าขึ้นรถซึ่งหนักมาก เหมือนแบกบ้าน การไม่มีแฟนนี่มันลำบากอย่างนี้นี่เอง รถขับมาได้ซักพักก็ลงไปกรอกเอกสาร ปั๊มพาสปอร์ต ก็โก๊ะๆอย่างเคย ขึ้นรถคนสุดท้ายจนคนบนรถหัวเราะ อมยิ้มกันเป็นแถว
จากนั้นรถก็พาเราข้ามสะพานไทย-ลาวมาลงที่ด่าน เราก็เดินลงรถแบบงงๆ ถึงแล้วหรอ!
เดินตามๆเขาไปจ่ายค่าเข้า 55 บาท มีพี่เรียกให้กรอกเอกสาร ปั๊มพาสปอร์ต แล้วก็เดินผ่านเข้าไป
วิ่งไปขึ้นมินิบัสสีเขียวที่จอดรออยู่ ป้าคนขายตั๋วบอก 8,000 กีบ
ณ ตอนนั้นยังไม่ได้แลกเงินไป บอกว่ามีแต่เงินบาท นางก็เลยบอกว่า 40บาท ก็เลยจ่ายไป แต่ถ้าคำนวนก็ 8,000 เท่ากับ 35บาท
อันนี้ก็ลองพิจารณาว่าจะแลกก่อนไปเลยไหม หรือไปแลกที่นั่นนะคะ
ช่วงแรกยังไม่ค่อยมีรูปนะคะ ออกแนวรีบๆร้อนๆ โก๊ะๆ ไม่ได้มีเวลาถ่ายอะไร
ก้าวแรกที่ลงจากรถ มีคุณอาคนนึงอายุประมาณสี่สิบกว่าๆ เป็นคนลาว ดูท่าทางใจดี
ถามว่า"มาเที่ยวหรอ"... เรา"ใช่ค่ะ"....คุณอา"พักที่ไหน ถ้าอยู่ใกล้ๆน้ำพุ ก็เดินไปได้ ไม่ไกล นั่งตุ๊กๆเดี๋ยวเค้าจะชาร์จเอานะ"....
เราก็เดินตามคุณอาไป ซักพักไม่แน่ใจเลยเอาแผนที่ที่แคปไว้ให้ดู...คุณอา"อ้อ...นี่ไกลละ ต้องนั่งตุ๊กๆไป"
คุณอาเลยเดินพากลับไปที่ที่ลงรถมา แล้วให้เราเอาเบอร์ให้ตุ๊กๆเพื่อโทรถามเจ้าของบ้าน
จากนั้นคุณอาก็ขึ้นตุ๊กๆไปด้วยกัน กำชับตุ๊กๆ 2-3 รอบว่าให้ไปส่งเราก่อน แล้วค่อยส่งแก
ระหว่างทางเราก็คุยกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงที่พักเรา....เรา"หนูต้องจ่ายเท่าไหร่คะ"....คุณอา"ไม่ต้องๆ ไม่เป็นไร"...เรา"อุ๊ย ไม่ได้ค่ะ"...
คุณอายืนยันที่จะจ่ายให้ เราก็เลยไหว้งามๆพร้อมกับพูดขอบคุณค่ะ เสียดายที่ไม่ได้ขอไลน์หรือเฟสบุ๊คไว้เลย แต่คิดว่าถ้าเจอกันอีกครั้งต้องจำได้แน่นอน.....นี่แหละ!! เป็น *First impression ของเรากับลาว
เวลา 05.00 pm. เป็นเวลา 12 ชั่วโมงตั้งแต่ตื่นจนมาถึงเวียงจันทน์ *Gawd!! เพลียก้นมากกก
ที่พักของเราที่เวียงจันทน์ เป็นเหมือนเกสท์เฮ้าส์ เจ้าของบ้านเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-ลาว
เราจองผ่าน Airbnb ตอนเห็นรูปในเว็ปคาดว่าเจ้าของบ้านเป็นผู้ชายตุ้งติ้งๆ
เราส่งข้อความให้นางว่า “มาถึงแล้ว” นางก็บอกว่าให้รอที่ร้านอาหารที่ชื่อว่า กล้วยหอม ด้านล่างนะ
คนทำอาหารเป็นลุงกับป้าสองคนที่เป็นคนไทย ก็เลยได้นั่งคุยกันสักพัก จนเจ้าของบ้านขี่รถกลับมาจากทำงาน
พอถอดหมวกกันน็อคเท่านั้นแหละ งานดี งานพรีเมี่ยม นางหล่อใสมาก ไม่เหมือนในรูปเลย
นางก็ให้กุญแจมา แนะนำรอบๆบ้าน บอกว่า ถ้ามีอะไรถามก็มาเคาะห้องนางได้เลย ตรงนี้นะ........อุ้ย!...จะดีหรอ?
นั่นเป็นสิบนาทีที่เราได้เจอนาง เราตื่นเต้นที่จะได้สำรวจเมืองนี้ เลยรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำตัวแบบนักท่องเที่ยวออกไปเดินเล่น
ตามแผนที่วางไว้ว่าจะไป ประตูไชย พระธาตุหลวง และอีกหลายๆวัด แต่ด้วยความที่มาถึงเย็น วัดวาอารามปิดหมดแล้ว ก็เลยอด
แต่เราก็ไม่ซีเรียสเพราะเราเดินทางคนเดียว ไม่ได้มีใครมาด้วยแล้วตั้งความหวังว่าจะต้องไปตามแผนเป๊ะๆ

ระหว่างเดินไปก็มองหาที่ที่จะสามารถซื้อซิมลาวได้ เพราะอินเตอร์เน็ตจำเป็นมากสำหรับเรา
ที่จะบอกให้ทางบ้านรู้เสมอว่าตอนนี้อยู่ที่จุดไหน จะไปที่ไหนต่อ เช็คอินไว้ตลอดก็เป็นเรื่องดี
เราเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพราะไม่เห็นร้านโทรศัพท์เลย ถามแลกเงินก่อนว่าให้เรทเท่าไหร่
แต่เหมือนเงินที่เค้ามีไม่พอให้เราแลก ก็เลยถามซื้อซิม ได้ซิมแล้วก็ออกมาแงะ แต่ดันไม่ได้เตรียมไม้แหลมๆไว้แงะ
พี่ผู้หญิงคนไทยคนหนึ่งเดินมาบอกว่าอย่าแลกเงินในร้าน ให้ไปแลกที่จุดแลกเงินแทน
เข้าใจว่านางคงได้ยินเมื่อกี้เพราะนางอยู่ในร้านด้วย นางก็หาไม้มาช่วยแงะโทรศัพท์
แล้วชวนเราไปดูแข่งบอล แต่เราบอกว่าเราตั้งใจไปเดินถนนคนเดิน เลยกล่าวขอบคุณและร่ำลากัน
เดินต่อไปจนถึงร้านแลกเงิน 1000บาท ได้มา 225000กีบ
เห็นที่นี่ติดราคาค่ารถตู้ไปวังเวียง ก็เลยจัดการซื้อตั๋วเลย เพราะลุงเจ้าของแกดูใจดี
แถมให้ลูกชายช่วยเปิดซิมโทรศัพท์ให้ด้วย
ราคาค่าตั๋วมีสองราคา แบบธรรมดา 40000 kip กับวีไอพี 60000 kip
เราเลือกธรรมดาราคา 160บาทนี่แหละ แต่ถึงเวลาขึ้นรถจริงๆ เค้าก็จับยัดๆ
เราดันได้ขึ้นวีไอพีซะงั้น แทนที่จะเป็นรถบัสใหญ่
เดินมาจนเจอถนนคนเดินเวียงจันทน์ ก็คล้ายๆกับตลาดนัดบ้านเรา
มีเสื้อผ้าแฟชั่น กระเป๋า รองเท้า แต่ไม่ค่อยมีของแฮนเมดเท่าไหร่
เดินไปจนถึงลานกว้างที่ติดกับแม่น้ำ Mekong เลยแวะเพื่อจะหามุมถ่ายรูปพาโนรามา
พอได้รูปมาก็ไปสะดุดกับเสียงเพลงญี่ปุ่นเข้า ที่บริเวณเสาธง
มีผู้หญิงหรือผู้ชายไม่แน่ใจ นั่งดีดกีต้าร์พร้อมกับร้องเพลงอยู่ที่พื้น
เสียงของเค้าเพราะและกังวานมาก ราวกับร้องออกมาจากปอด ตับ ลำไส้ใหญ่ อึ้ง ตะลึงนานมาก
ร้องจบก็ควักเงินกีบใส่ให้หนึ่งใบ พร้อมกับเซลฟี่จากที่ไกลๆ อัดวีดีโอไว้ด้วย
เอ็นเตอร์เทนตัวเองเสร็จก็เดินต่อไปบนถนนคนเดินที่โคตรยาว
ไป-กลับ เดินจนน่องสั่น ดีนะ! เข้าฟิตเนสมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เดินกลับมาโดยไม่ได้อะไร นอกจากรูปกระเป๋าคล้าย Balenciaga
ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาทางเน็ตในตอนนั้น แต่เหมือนที่ลาวเค้าจะฮิตกันนานละนะ สีซีดเชียว อิอิ
ค่อยๆเดินกลับมายังที่พัก ณ ตอนนั้นเวลาสี่ทุ่ม ก็เร็วเกินกว่าจะเข้าไปนอน
ฝั่งตรงข้ามบ้านมีร้านพิซซ่าเล็กๆที่ชื่อว่า PDR ก็เลยเดินเข้าไปนั่งหวังว่าจะลองชิมพิซซ่าของที่นี่
สั่งหน้าฮาวานเอี้ยนไม่มี มีแต่หน้าผัก ไอ้เราก็ไม่ใช่เวแก้น แต่เอาก็ได้ ไม่มีให้เลือก แล้วก็เบียร์ลาวขวดนึง
ตอนแรกก็นึกว่าขวดเล็ก พี่แกเล่นจัดขวดใหญ่เลยค่า แค่ขวดเล็กก็เดินไม่ตรงละ
พิซซ่าที่นี่โคตรแข็ง ปาหัวหมาได้ แต่อาจจะเป็นเพราะเรามาดึกเกินมั้ง
ร้านส่วนใหญ่ที่นี่ปิดประมาณห้าทุ่ม คนเริ่มทยอยออกไป เด็กๆเห็นเรานั่งคนเดียวก็เลยมาชวนคุยด้วย เลยได้เพื่อนเด็กๆลาวเพิ่ม คุยสักพักก็ขอตัวกลับ จบสำหรับการเดินทางวันแรก z z Z Z


[CR] ผู้หญิงคนเดียว ลุยเดี่ยว เที่ยวลาว// ลองพักโฮสเทล//ตังหมดบัตรกดไม่ได้//เดทหนุ่ม
และประเทศที่อยู่ในลิสต์ก็คือ เวียดนาม กัมพูชา พม่าและลาว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่น่าสนใจทั้งนั้น
คัดแล้วคัดอีก จนสุดท้ายแล้วเหลือไว้แค่พม่ากับลาว ทั้งความสวยงามทางธรรมชาติ วัดวาอาราม
และการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิม ทำให้ทั้งสองประเทศสูสีกันมาก
ข้อสรุปที่ได้ เนื่องจากการไปพม่าต้องขอวีซ่า ซึ่งมันดูจะยุ่งยากไปไหม ไม่เคยทำ
เพราะเราอยากเริ่มเดินทางในอีก 2 อาทิตย์ ทั้งที่ความจริงก็อยากไปมาก
แต่พอปรึกษากับคนที่รู้จัก ทุกคนเขาค่อนข้างกังวลถ้าเราจะไปเที่ยวพม่าคนเดียว
(ปล.ไม่ว่าจะเลือกไปที่ไหนทุกคนก็กังวลหมดแหละเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว)
ก็ทำไงได้ล่ะคะ แฟนไม่มี แถมตกงาน มีเวลาเหลือเฟือ แต่มีงบน้อยนิด เพื่อนๆก็ทำงาน ไม่มีใครจะลางานเป็นอาทิตย์ไปด้วยกันได้
วันเดินทาง......... 7 March 2016
สรุปคือ นั่งรถ 5 ต่อ แบบยาวๆ ไม่มีพักที่ไหน ลงคันนี้ขึ้นคันใหม่ทันที
และเป็นการเดินทางมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งแรกในชีวิต
พยายามถามคนแถวนั้นตลอด เพื่อจะได้ไม่หลงและหาทางที่เร็วที่สุดที่จะไปให้ถึงเวียงจันทน์ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
กฎเหล็กของการเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวคือต้องถึงที่หมายก่อนมืด.....
เดินตามๆเขาไปจ่ายค่าเข้า 55 บาท มีพี่เรียกให้กรอกเอกสาร ปั๊มพาสปอร์ต แล้วก็เดินผ่านเข้าไป
วิ่งไปขึ้นมินิบัสสีเขียวที่จอดรออยู่ ป้าคนขายตั๋วบอก 8,000 กีบ
ณ ตอนนั้นยังไม่ได้แลกเงินไป บอกว่ามีแต่เงินบาท นางก็เลยบอกว่า 40บาท ก็เลยจ่ายไป แต่ถ้าคำนวนก็ 8,000 เท่ากับ 35บาท
อันนี้ก็ลองพิจารณาว่าจะแลกก่อนไปเลยไหม หรือไปแลกที่นั่นนะคะ
ถามว่า"มาเที่ยวหรอ"... เรา"ใช่ค่ะ"....คุณอา"พักที่ไหน ถ้าอยู่ใกล้ๆน้ำพุ ก็เดินไปได้ ไม่ไกล นั่งตุ๊กๆเดี๋ยวเค้าจะชาร์จเอานะ"....
เราก็เดินตามคุณอาไป ซักพักไม่แน่ใจเลยเอาแผนที่ที่แคปไว้ให้ดู...คุณอา"อ้อ...นี่ไกลละ ต้องนั่งตุ๊กๆไป"
คุณอาเลยเดินพากลับไปที่ที่ลงรถมา แล้วให้เราเอาเบอร์ให้ตุ๊กๆเพื่อโทรถามเจ้าของบ้าน
จากนั้นคุณอาก็ขึ้นตุ๊กๆไปด้วยกัน กำชับตุ๊กๆ 2-3 รอบว่าให้ไปส่งเราก่อน แล้วค่อยส่งแก
ระหว่างทางเราก็คุยกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงที่พักเรา....เรา"หนูต้องจ่ายเท่าไหร่คะ"....คุณอา"ไม่ต้องๆ ไม่เป็นไร"...เรา"อุ๊ย ไม่ได้ค่ะ"...
คุณอายืนยันที่จะจ่ายให้ เราก็เลยไหว้งามๆพร้อมกับพูดขอบคุณค่ะ เสียดายที่ไม่ได้ขอไลน์หรือเฟสบุ๊คไว้เลย แต่คิดว่าถ้าเจอกันอีกครั้งต้องจำได้แน่นอน.....นี่แหละ!! เป็น *First impression ของเรากับลาว
เวลา 05.00 pm. เป็นเวลา 12 ชั่วโมงตั้งแต่ตื่นจนมาถึงเวียงจันทน์ *Gawd!! เพลียก้นมากกก
เราจองผ่าน Airbnb ตอนเห็นรูปในเว็ปคาดว่าเจ้าของบ้านเป็นผู้ชายตุ้งติ้งๆ
เราส่งข้อความให้นางว่า “มาถึงแล้ว” นางก็บอกว่าให้รอที่ร้านอาหารที่ชื่อว่า กล้วยหอม ด้านล่างนะ
คนทำอาหารเป็นลุงกับป้าสองคนที่เป็นคนไทย ก็เลยได้นั่งคุยกันสักพัก จนเจ้าของบ้านขี่รถกลับมาจากทำงาน
พอถอดหมวกกันน็อคเท่านั้นแหละ งานดี งานพรีเมี่ยม นางหล่อใสมาก ไม่เหมือนในรูปเลย
นั่นเป็นสิบนาทีที่เราได้เจอนาง เราตื่นเต้นที่จะได้สำรวจเมืองนี้ เลยรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำตัวแบบนักท่องเที่ยวออกไปเดินเล่น
ตามแผนที่วางไว้ว่าจะไป ประตูไชย พระธาตุหลวง และอีกหลายๆวัด แต่ด้วยความที่มาถึงเย็น วัดวาอารามปิดหมดแล้ว ก็เลยอด
แต่เราก็ไม่ซีเรียสเพราะเราเดินทางคนเดียว ไม่ได้มีใครมาด้วยแล้วตั้งความหวังว่าจะต้องไปตามแผนเป๊ะๆ
ที่จะบอกให้ทางบ้านรู้เสมอว่าตอนนี้อยู่ที่จุดไหน จะไปที่ไหนต่อ เช็คอินไว้ตลอดก็เป็นเรื่องดี
เราเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพราะไม่เห็นร้านโทรศัพท์เลย ถามแลกเงินก่อนว่าให้เรทเท่าไหร่
แต่เหมือนเงินที่เค้ามีไม่พอให้เราแลก ก็เลยถามซื้อซิม ได้ซิมแล้วก็ออกมาแงะ แต่ดันไม่ได้เตรียมไม้แหลมๆไว้แงะ
พี่ผู้หญิงคนไทยคนหนึ่งเดินมาบอกว่าอย่าแลกเงินในร้าน ให้ไปแลกที่จุดแลกเงินแทน
เข้าใจว่านางคงได้ยินเมื่อกี้เพราะนางอยู่ในร้านด้วย นางก็หาไม้มาช่วยแงะโทรศัพท์
แล้วชวนเราไปดูแข่งบอล แต่เราบอกว่าเราตั้งใจไปเดินถนนคนเดิน เลยกล่าวขอบคุณและร่ำลากัน
เห็นที่นี่ติดราคาค่ารถตู้ไปวังเวียง ก็เลยจัดการซื้อตั๋วเลย เพราะลุงเจ้าของแกดูใจดี
แถมให้ลูกชายช่วยเปิดซิมโทรศัพท์ให้ด้วย
ราคาค่าตั๋วมีสองราคา แบบธรรมดา 40000 kip กับวีไอพี 60000 kip
เราเลือกธรรมดาราคา 160บาทนี่แหละ แต่ถึงเวลาขึ้นรถจริงๆ เค้าก็จับยัดๆ
เราดันได้ขึ้นวีไอพีซะงั้น แทนที่จะเป็นรถบัสใหญ่
มีเสื้อผ้าแฟชั่น กระเป๋า รองเท้า แต่ไม่ค่อยมีของแฮนเมดเท่าไหร่
พอได้รูปมาก็ไปสะดุดกับเสียงเพลงญี่ปุ่นเข้า ที่บริเวณเสาธง
มีผู้หญิงหรือผู้ชายไม่แน่ใจ นั่งดีดกีต้าร์พร้อมกับร้องเพลงอยู่ที่พื้น
เสียงของเค้าเพราะและกังวานมาก ราวกับร้องออกมาจากปอด ตับ ลำไส้ใหญ่ อึ้ง ตะลึงนานมาก
ร้องจบก็ควักเงินกีบใส่ให้หนึ่งใบ พร้อมกับเซลฟี่จากที่ไกลๆ อัดวีดีโอไว้ด้วย
ไป-กลับ เดินจนน่องสั่น ดีนะ! เข้าฟิตเนสมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เดินกลับมาโดยไม่ได้อะไร นอกจากรูปกระเป๋าคล้าย Balenciaga
ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาทางเน็ตในตอนนั้น แต่เหมือนที่ลาวเค้าจะฮิตกันนานละนะ สีซีดเชียว อิอิ
ฝั่งตรงข้ามบ้านมีร้านพิซซ่าเล็กๆที่ชื่อว่า PDR ก็เลยเดินเข้าไปนั่งหวังว่าจะลองชิมพิซซ่าของที่นี่
สั่งหน้าฮาวานเอี้ยนไม่มี มีแต่หน้าผัก ไอ้เราก็ไม่ใช่เวแก้น แต่เอาก็ได้ ไม่มีให้เลือก แล้วก็เบียร์ลาวขวดนึง
ตอนแรกก็นึกว่าขวดเล็ก พี่แกเล่นจัดขวดใหญ่เลยค่า แค่ขวดเล็กก็เดินไม่ตรงละ
พิซซ่าที่นี่โคตรแข็ง ปาหัวหมาได้ แต่อาจจะเป็นเพราะเรามาดึกเกินมั้ง