************** เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้ขออภัยที่ตั้งกระทู้ผิดๆครับ เป็นกระทู้แร้กที่ผมตั้งใจทำจริงๆเกี่ยวกับรีวิวครั้งนี้
ค่าใช้จ่ายไม่รวมค่าเครื่องบินนะครับ ส่วนค่ารถไฟค่าอาหารค่าโรงแรมจิปาถะต่างๆรวมแล้วก็1หมื่นกับอีก 1-2พันประมาณนั้นไม่เกินนั้นครับ
ขออภัยอีกครั้งจริงๆครับ หวังว่าจะให้อภัยกันนะครับTT *****************
ใครจะไปเชื่อว่า10วันที่ญี่ปุ่นไม่ได้แพงอย่างที่คิด กับประสบการ์ณที่มากมายทั้งดีและไม่ดี(555)และยังเรื่องตลกๆอีกเยอะแยะมากมาย
จริงๆเคยเขียนกระทู้แนะนำแบบนี้มาแล้วแต่เนื่องจากตอนนั้นกระผมติดธุระพอดีเลยไม่ได้เขียนต่อก็ขอนำกลับมาเขียนใหม่นะครับ
ผิดพลาดประการใดกราบขออภัยด้วยจ้า
ก่อนอื่นเลยขอพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนนะครับเนื่องจากผ่านมา1ปีแล้วแต่พึ่งมีฟีลลิ่งอยากเขียนสำหรับคน
ที่อยากไปหลายๆวันแต่งบน้อยๆ ค่าใช้จ่ายขอเป็นจำนวนเต็มละกันนะจ้ะเพราะลืมๆไปแล้วว่าเศษๆมันเท่าไร ถึงจะงบน้อยแต่ไม่ได้เที่ยวแบบลำบากนะจ้ะ(ค่าเครื่องบินต่างหากนะจ้ะ)
-ค่าเครื่องบิน(ดอนเมือง -> Osaka) ต่างหากราคาชั้นประหยัดรวมทุกอย่าง(ภาษี กระเป๋า บลาๆ)
อยู่ที่ประมาณ 8000 บาท(ไม่เกิน)
-ค่าโรงแรมพักแถว Shin Imamiya พักที่เดียวตลอดทริป อยู่ที่ประมาณ 5000 บาท
-ค่ากินเที่ยวนั่นนู่นนี่ก็ประมาณ7000-8000บาทเท่านั้นแหละ
(ถ้าเอาจริงๆค่าใช้จ่ายกินเที่ยวอย่างเดียวไม่รวมค่าที่พักค่าบิน ก็ไม่แพงอย่างที่คิดครับ)
เริ่มแรกเรื่องตั๋วเครื่องบินเราจองมาหลายเดือนแล้ว(โดยน้าของเพื่อนจัดการให้) ส่วนตัวตอนนั้นก็คิดว่าราคานี้โอเครแล้วแหละไม่แพงมากเพราะตอนแรกคิดว่าตั๋วไป ญี่ปุ่นต้องแพงมากแน่ๆ เลยเกือบจะตัดสินใจไปใต้หวัน หรือ ฮ่องกง ซะแล้ว
วันแรกเราก็ไปสนามบินดอนเมืองกับเพื่อนเราอีกคน(ที่ไปด้วย) ร่ำราพ่อแม่ เรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางที่สนามบินดอนเมือง กันเลย
DAY 1
การเดินทางวันแรกเรียกได้ว่าออกกันแต่เช้ามาเตรียมขึ้นเครื่องบินกันเลย ก็มีแอบซื้อน้ำซื้อขนมจุกจิกกินบ้างแต่เราใช้ไปไม่ถึง 100 บาทหรอกนะสำหรับด่านแรก(งกฝุดๆ) อิอิ การเดินทางขณะอยู่บนเครื่องบินก็ไม่มีอะไรมาก แค่รู้สึกเหมือนหูอื้อๆแล้วบางทีก็ปวดๆ จนคิดว่าหูจะหนวกแล้ว(เป็นงี้ประจำ) แต่สุดท้ายก็ไม่มีไรแล้วนอกจากแย่งกับเพื่อนนั่งริมหน้าต่าง(>.<)
6ชั่วโมงก็ถึงแล้ว(นานมากหลับแล้วหลับอีก) แต่เอาเถอะบินเป็น10ชั่วโมงก็เคยมาแล้วแค่นี้จิ๊บๆ พอถึงญี่ปุ่นก็ต้องผ่านด่าน ตม. ที่นู่นบอกเลยโหดมากๆ มีผู้หญิงใส่ชุดคล้ายๆตำรวจสนามบินป้าๆชาวญี่ปุ่นคอยตะโกนบอกตลอดเวลาว่าห้ามถ่ายรูปใดๆทั้งสิ้น(เป็นภาษาญี่ปุ่นนะ) เราก็ต่อแถวที่ยาวมากๆ ไประหว่างนั้นก็มองเห็นคนไทยมาเที่ยวที่โอซาก้าค่อนข้างเยอะเชียวแหละบางทียังแอบอิจฉาคนที่มากับทัวร์เลยไกด์น่ารักพูดไพเราะมากกกก แต่เอาเถอะเรามันสายชิลๆเรื่อยๆอยู่แล้ว
ตังหมดก็กลับ 555+ เล่าต่อๆ(ตั้งสติๆ - -) ทีนี้เราก็ต่อแถวไปเรื่อยๆ จนมีเกริล์กรุ้ปเกาหลีมาแบบว่าน่ารักมากกก ไม่ทราบว่าไม่ได้ยินหรือฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้ ว่าเขาห้ามถ่ายรูป (ป้าญี่ปุ่นแกอุสาห์ชูป้ายที่เป็นรูปกล้องแล้วมีกากบาทละนะ) เจ๊แกหยิบกล้องมาเซลฟี่ละก็ถ่ายรูปชี้นิ้วไปที่ทางเข้าไปตรวจเลยจ้า โดนสิจ้ะ ป้าแกวิ่งมาเลยบอกห้ามถ่ายรูปๆพร้อมชี้ไปที่ป้ายถี่ๆ
(ภาษาญี่ปุ่นนะ) จนเจ๊แกต้องรีบเก็บกล้องพร้อมกับเก็บเศษหน้าที่แตกด้วยนะ(คนมองพรึ่บ) เอาเถอะเรารักษามารยาทกับระเบียบเป็นอย่างดี(ศึกษากฏมาเยอะ) สุดท้ายก็ผ่านมาได้สบายๆ
แล้วก็นั่นแหละกว่าจะต่อแถวเสร็จอะไรเสร็จจากถึงสนามบิน 16.40(เวลาที่ ญี่ปุ่น) ก็เกือบเย็นซะแล้วหลังจากนั้นเพื่อนก็หาซื้อซิมการ์ดราคาก็ค่อนข้างที่จะแพงจำไม่ได้แล้วว่าเท่าไร(เพราะเราไม่ได้ซื้ออาศัยขอเพื่อนแชร์เน็ตให้)หลังจากนั้นก็ยืนโง่กับเพื่อนอยู่นานว่าจากสนามบินจะไป Shin Imamiya อย่างไรดี(ศึกษามาแต่กฎระเบียบไม่ได้ศึกษาการเดินทางเท่าไรนัก) มีเพียงหนังสือเล่มเดียวที่ขอยืมพี่ที่รู้จักมา ก็พยายามถามพนักงานจนทราบว่าต้องซื้อตั๋วนี้(ราคาประมาณ1พันเยนมั้งถ้าจำไม่ผิด) นะแล้วก็รีบไปขึ้นรถไฟ ไม่น่าเชื่อว่าหลงรักญี่ปุ่นตั้งแต่วันแรกเลย มองออกไปนอกหน้าต่างนี่แบบเหมือนกับอยู่ในการ์ตูนอนิเมะซะอีก (พูดแล้วก็คิดถึง)
หลังจากนั้นก็พยายามนั่งกันแล้วช่วยกันฟังว่าสถานีไหนแล้วนะเพราะกลัวลงผิดมากๆ สุดท้ายและท้ายสุดก็มาถึงสถานี Shin Imamiya จนได้พอลงมาก็มืดเสียแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นคือ ตู้กดน้ำ แม่เจ้าเดินไปไหนก็เจอแต่ตู้กดน้ำ(ที่เป็นแบบหยอดเหรียญขายน้ำนะ)

ตู้กดน้ำหน้าโรงแรมเลย

ตู้กดน้ำอีกแล้ว
เนื่องจากมันมืดแล้ววันแรกเลยเดินหาเข้าร้านอาหารถูกๆกินสักร้าน โชคดีโรงแรมอยู่ใกล้สถานี้รถไฟฟ้ามากๆเรียกว่าเดินนับก้าวแบบเรียน รด. ชุดเดียวก็ถึงแล้ว แต่สัมผัสแรกที่ออกจากสถานีมาคือกลิ่นฉี่จ้า แล้วเราก็เริ่มมองไปรอบๆ แม่เจ้า นี่เราตกมาอยู่ในด้านมืดของญี่ปุ่นหรือไงเนี่ย มองๆไปแถวนั้นมีแต่คนน่ากลัวๆ มองได้สักแปปก็มีเสียงกระดิ่งดีดๆรัวๆเราก็ตกใจหันไปมองเห็นคนใส่เสื้อสูตรผูกไทด์ปั่นจักรยานมาด้วยความเร็วสูง เลยสะดุ้งหลบเกือบไม่ทัน ก็เลยเริ่มสังเกตเห็นว่าคนญี่ปุ่นนี่ดีนะขับจักรยานกันเป็นเรื่องปกติเลย แพทเทินจักรยานก็คล้ายๆกัน (จักรยานแม่บ้านแบบที่บ้านเรานี่แหละ) แล้วก็เดินเอาของไปเก็บในโรงแรม(ที่เป็นแคปซูลแต่แยกเป็นแคปซูลละห้องเลยไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรดี) ภายในโรงแรมจะมีห้องเรียงๆกันหลายๆห้องแล้วก็อาศัยแอร์จากทางเดินเข้ามาเนี่ยแหละ(ค่อนข้างเย็นเลย)

ร้านแถวนี้เยอะ
แต่เรามาถึงยังไฟแรงจึงเดินเล่นหาไรกินต่อกับเพื่อนตามไกด์บุคที่ว่าให้ลองไปดูแถว Namba สิ ก็เลยจัดไปเริ่มด้วยการซื้อตั๋วที่โคดงง จนต้องถามคนขายตั๋วเลยแนะนำบัตรเพนกวิ้น(ก็คงเหมือนแรบบิทการ์ดที่บ้านเรา)สะดวกมากมายเติมเงินได้ซื้อของนั่นนู่นนี่ขึ้นรถไฟก็ได้ เลยนั่งโอซาก้าลูปไลน์ไปพยายามหาร้านกินก็เดินไปเดินมาถือว่าเซอเวย์หาที่จะเที่ยวต่อด้วย ก็ไปเจอร้านราเม็งที่มีระบบการซื้อที่ไม่คุ้นเคย(อีกแล้ว) มันเป็นระบบที่ต้องหยอดเหรียญเลือกอาหารเลือกเครื่องดื่มละรับบัตร โชคดีที่เห็นคนข้างหน้าทำเลยทำตามซะ 555 หลังจากนั้นบอกได้เลยว่าอร่อยสุดๆแถมยังไม่แพงอีก

กล่องที่หมดไปคือทาโกะยากินะ ส่วนตัวเฉยๆนะไม่ค่อยโดนใจละก็ร้อนมากๆ ฮ่าๆ
พอออกมาจากร้านก็มืดมากๆค่อนข้างน่ากลัวทีเดียวเวลาน่าจะประมาณ 4ทุ่มแล้ว แถวระแวกที่เราอยู่นี่คนเดินแทบไม่มีเลย แต่ก็คิดในแง่ดีคงไม่มีอะไรหรอก จึงนั่งรถไฟและเดินกลับโรงแรมๆชิลๆแล้วก็แวะซื้อของ ที่แฟมิลี่มาท แถวๆนั้นสักหน่อยก็เห็นเบียร์แล้วคอมันแห้งเลยลองหยิบAsahi มาสักสีมีทั้งเบียร์ที่มี แอลกอฮอร์และไม่มีแอลกอฮอร์(เปนไงไม่รู้ปกติดื่มแต่ที่มีแอล)

อร่อยมากเบียร์ ราคาไม่เจ็บด้วย
จากนั้นก็ขึ้นไปพักเตรียมอาบน้ำนอน ซึ่งการจะอาบน้ำต้องขึ้นไปถึงชั้น10เลยสำหรับ ผู้ชาย เราก็เลยบอกให้เพื่อนขึ้นไปก่อนเลยขอนอนเช็คอินเฟสลงรูปก่อนไรก่อน (เมื่อยแหละอยากพัก) ประมาณ5นาทีก็มีเสียงเคาะประตูเรียกชื่อเราจนเปิดออกไปดูอ้าวเพื่อนเราเองนี่หว่ามีไรวะเกิดไรขึ้นเห็นหน้ามันตื่นๆเหมือนกลัวไร มันก็บอกว่ามิงต้องขึ้นไปดูเว่ยห้องอาบน้ำอะ เราเลยบอกงั้นรอแปปเดี๋ยวเก็บของก่อนก็อยากรู้อะนะว่ามันมีอะไร พอขึ้นไปถึงปุ้ปงงเลยจ้าคนญี่ปุ่นแก้ผ้าเดินออกมาจากห้องน้ำรวมเช็ดตัวนั่นนู่นนี่เหมือนเป็นเรื่องปกติกันเลยกลับมาเปิดโทรศัพท์อ่านพันทิบ อ๋อมันต้องแก้ผ้าหมดนี่หว่าเลยขึ้นไปแก้(ผ้า)ตัวอีกรอบแรกๆก็เขิลๆนะเพื่อนยังไม่กล้าแก้เลยใส่กางเกงในตัวเดียวเข้าไป ส่วนเราแก้หมดจ้า 555+มาถึงประเทศเขาต้องทำให้ถูกทำเนียมประเพณีสิเนอะพยายามมองคนข้างๆว่าเขาอาบยังไง ก็อ๋อ ยังงี้นี่เองมีขวดสบู่ขวดนึง แชมพูขวดนึง ก็อาบๆซะแล้วลงไปแช่น้ำร้อน(ที่โคดฟิน) ต่อบอกเลยว่าแช่ปุ้ปนี่รู้สึกผ่อนคลายสบายตัวมากๆเหมือนได้พักผ่อนจนเกือบเผลอหลับกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็ลงมานอนเบ็ดเสร็จวันแรกเสียเงินไปประมาณ
<><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><
-ค่าตั๋วรถไฟ ประมาณ 1พันเยน(300กว่าบาท) มั้งไม่แน่ใจ
-ค่าบัตรเพนกวิ้นประมาณ 2พันเยน(มัดจำ500เยน) (600กว่าบาท)
-ค่ากิน + ซื้อนั่นนู่นนี่(เบียร์ถูกมากเพราะมันราคาเท่าขนมเลย) ประมาณ 700เยน(200กว่าบาท)ได้มั้ง
เผื่อใครอยากทำบัตรเพนกวิน(ตัวตุ่นฟ้าๆ) ลองหาดูนะจ้ะ ชื่อว่า Icoca
ขอบคุณที่ติดตาม ฝากติดตามตอนต่อไปกันด้วยไว้ว่างๆจะทยอยลงวันที่เหลือให้จ้า
แล้วก็ฝากติดตามเว็บเราด้วยนะจะคอยลงบทความน่าอ่านๆอีก
(ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยแก้ไขข้อมูลครับมีอะไรผิดพลาดบอกกันได้ครับผมไปมาเมื่อปีที่แล้วพยายามนึกๆอยู่ว่าใช้จ่ายอะไรราคาเท่าไร
ไปไหนบ้างถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับมีหลงๆลืมๆกันไปบ้าง แต่งบขอยืนยันครับไม่เกินตามที่บอกแน่นอนตลอด10วัน)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้www.thaihope.net
รูปถ่ายเล็กๆน้อยๆเอามาฝากกัน
เที่ยวญี่ปุ่น10วันด้วย เงินเพียง1หมื่นบาท
ค่าใช้จ่ายไม่รวมค่าเครื่องบินนะครับ ส่วนค่ารถไฟค่าอาหารค่าโรงแรมจิปาถะต่างๆรวมแล้วก็1หมื่นกับอีก 1-2พันประมาณนั้นไม่เกินนั้นครับ
ขออภัยอีกครั้งจริงๆครับ หวังว่าจะให้อภัยกันนะครับTT *****************
ใครจะไปเชื่อว่า10วันที่ญี่ปุ่นไม่ได้แพงอย่างที่คิด กับประสบการ์ณที่มากมายทั้งดีและไม่ดี(555)และยังเรื่องตลกๆอีกเยอะแยะมากมาย
จริงๆเคยเขียนกระทู้แนะนำแบบนี้มาแล้วแต่เนื่องจากตอนนั้นกระผมติดธุระพอดีเลยไม่ได้เขียนต่อก็ขอนำกลับมาเขียนใหม่นะครับ
ผิดพลาดประการใดกราบขออภัยด้วยจ้า
ก่อนอื่นเลยขอพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนนะครับเนื่องจากผ่านมา1ปีแล้วแต่พึ่งมีฟีลลิ่งอยากเขียนสำหรับคน
ที่อยากไปหลายๆวันแต่งบน้อยๆ ค่าใช้จ่ายขอเป็นจำนวนเต็มละกันนะจ้ะเพราะลืมๆไปแล้วว่าเศษๆมันเท่าไร ถึงจะงบน้อยแต่ไม่ได้เที่ยวแบบลำบากนะจ้ะ(ค่าเครื่องบินต่างหากนะจ้ะ)
-ค่าเครื่องบิน(ดอนเมือง -> Osaka) ต่างหากราคาชั้นประหยัดรวมทุกอย่าง(ภาษี กระเป๋า บลาๆ)
อยู่ที่ประมาณ 8000 บาท(ไม่เกิน)
-ค่าโรงแรมพักแถว Shin Imamiya พักที่เดียวตลอดทริป อยู่ที่ประมาณ 5000 บาท
-ค่ากินเที่ยวนั่นนู่นนี่ก็ประมาณ7000-8000บาทเท่านั้นแหละ
(ถ้าเอาจริงๆค่าใช้จ่ายกินเที่ยวอย่างเดียวไม่รวมค่าที่พักค่าบิน ก็ไม่แพงอย่างที่คิดครับ)
เริ่มแรกเรื่องตั๋วเครื่องบินเราจองมาหลายเดือนแล้ว(โดยน้าของเพื่อนจัดการให้) ส่วนตัวตอนนั้นก็คิดว่าราคานี้โอเครแล้วแหละไม่แพงมากเพราะตอนแรกคิดว่าตั๋วไป ญี่ปุ่นต้องแพงมากแน่ๆ เลยเกือบจะตัดสินใจไปใต้หวัน หรือ ฮ่องกง ซะแล้ว
วันแรกเราก็ไปสนามบินดอนเมืองกับเพื่อนเราอีกคน(ที่ไปด้วย) ร่ำราพ่อแม่ เรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางที่สนามบินดอนเมือง กันเลย
DAY 1
การเดินทางวันแรกเรียกได้ว่าออกกันแต่เช้ามาเตรียมขึ้นเครื่องบินกันเลย ก็มีแอบซื้อน้ำซื้อขนมจุกจิกกินบ้างแต่เราใช้ไปไม่ถึง 100 บาทหรอกนะสำหรับด่านแรก(งกฝุดๆ) อิอิ การเดินทางขณะอยู่บนเครื่องบินก็ไม่มีอะไรมาก แค่รู้สึกเหมือนหูอื้อๆแล้วบางทีก็ปวดๆ จนคิดว่าหูจะหนวกแล้ว(เป็นงี้ประจำ) แต่สุดท้ายก็ไม่มีไรแล้วนอกจากแย่งกับเพื่อนนั่งริมหน้าต่าง(>.<)
6ชั่วโมงก็ถึงแล้ว(นานมากหลับแล้วหลับอีก) แต่เอาเถอะบินเป็น10ชั่วโมงก็เคยมาแล้วแค่นี้จิ๊บๆ พอถึงญี่ปุ่นก็ต้องผ่านด่าน ตม. ที่นู่นบอกเลยโหดมากๆ มีผู้หญิงใส่ชุดคล้ายๆตำรวจสนามบินป้าๆชาวญี่ปุ่นคอยตะโกนบอกตลอดเวลาว่าห้ามถ่ายรูปใดๆทั้งสิ้น(เป็นภาษาญี่ปุ่นนะ) เราก็ต่อแถวที่ยาวมากๆ ไประหว่างนั้นก็มองเห็นคนไทยมาเที่ยวที่โอซาก้าค่อนข้างเยอะเชียวแหละบางทียังแอบอิจฉาคนที่มากับทัวร์เลยไกด์น่ารักพูดไพเราะมากกกก แต่เอาเถอะเรามันสายชิลๆเรื่อยๆอยู่แล้ว
ตังหมดก็กลับ 555+ เล่าต่อๆ(ตั้งสติๆ - -) ทีนี้เราก็ต่อแถวไปเรื่อยๆ จนมีเกริล์กรุ้ปเกาหลีมาแบบว่าน่ารักมากกก ไม่ทราบว่าไม่ได้ยินหรือฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้ ว่าเขาห้ามถ่ายรูป (ป้าญี่ปุ่นแกอุสาห์ชูป้ายที่เป็นรูปกล้องแล้วมีกากบาทละนะ) เจ๊แกหยิบกล้องมาเซลฟี่ละก็ถ่ายรูปชี้นิ้วไปที่ทางเข้าไปตรวจเลยจ้า โดนสิจ้ะ ป้าแกวิ่งมาเลยบอกห้ามถ่ายรูปๆพร้อมชี้ไปที่ป้ายถี่ๆ
(ภาษาญี่ปุ่นนะ) จนเจ๊แกต้องรีบเก็บกล้องพร้อมกับเก็บเศษหน้าที่แตกด้วยนะ(คนมองพรึ่บ) เอาเถอะเรารักษามารยาทกับระเบียบเป็นอย่างดี(ศึกษากฏมาเยอะ) สุดท้ายก็ผ่านมาได้สบายๆ
แล้วก็นั่นแหละกว่าจะต่อแถวเสร็จอะไรเสร็จจากถึงสนามบิน 16.40(เวลาที่ ญี่ปุ่น) ก็เกือบเย็นซะแล้วหลังจากนั้นเพื่อนก็หาซื้อซิมการ์ดราคาก็ค่อนข้างที่จะแพงจำไม่ได้แล้วว่าเท่าไร(เพราะเราไม่ได้ซื้ออาศัยขอเพื่อนแชร์เน็ตให้)หลังจากนั้นก็ยืนโง่กับเพื่อนอยู่นานว่าจากสนามบินจะไป Shin Imamiya อย่างไรดี(ศึกษามาแต่กฎระเบียบไม่ได้ศึกษาการเดินทางเท่าไรนัก) มีเพียงหนังสือเล่มเดียวที่ขอยืมพี่ที่รู้จักมา ก็พยายามถามพนักงานจนทราบว่าต้องซื้อตั๋วนี้(ราคาประมาณ1พันเยนมั้งถ้าจำไม่ผิด) นะแล้วก็รีบไปขึ้นรถไฟ ไม่น่าเชื่อว่าหลงรักญี่ปุ่นตั้งแต่วันแรกเลย มองออกไปนอกหน้าต่างนี่แบบเหมือนกับอยู่ในการ์ตูนอนิเมะซะอีก (พูดแล้วก็คิดถึง)
หลังจากนั้นก็พยายามนั่งกันแล้วช่วยกันฟังว่าสถานีไหนแล้วนะเพราะกลัวลงผิดมากๆ สุดท้ายและท้ายสุดก็มาถึงสถานี Shin Imamiya จนได้พอลงมาก็มืดเสียแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นคือ ตู้กดน้ำ แม่เจ้าเดินไปไหนก็เจอแต่ตู้กดน้ำ(ที่เป็นแบบหยอดเหรียญขายน้ำนะ)
ตู้กดน้ำหน้าโรงแรมเลย
ตู้กดน้ำอีกแล้ว
เนื่องจากมันมืดแล้ววันแรกเลยเดินหาเข้าร้านอาหารถูกๆกินสักร้าน โชคดีโรงแรมอยู่ใกล้สถานี้รถไฟฟ้ามากๆเรียกว่าเดินนับก้าวแบบเรียน รด. ชุดเดียวก็ถึงแล้ว แต่สัมผัสแรกที่ออกจากสถานีมาคือกลิ่นฉี่จ้า แล้วเราก็เริ่มมองไปรอบๆ แม่เจ้า นี่เราตกมาอยู่ในด้านมืดของญี่ปุ่นหรือไงเนี่ย มองๆไปแถวนั้นมีแต่คนน่ากลัวๆ มองได้สักแปปก็มีเสียงกระดิ่งดีดๆรัวๆเราก็ตกใจหันไปมองเห็นคนใส่เสื้อสูตรผูกไทด์ปั่นจักรยานมาด้วยความเร็วสูง เลยสะดุ้งหลบเกือบไม่ทัน ก็เลยเริ่มสังเกตเห็นว่าคนญี่ปุ่นนี่ดีนะขับจักรยานกันเป็นเรื่องปกติเลย แพทเทินจักรยานก็คล้ายๆกัน (จักรยานแม่บ้านแบบที่บ้านเรานี่แหละ) แล้วก็เดินเอาของไปเก็บในโรงแรม(ที่เป็นแคปซูลแต่แยกเป็นแคปซูลละห้องเลยไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรดี) ภายในโรงแรมจะมีห้องเรียงๆกันหลายๆห้องแล้วก็อาศัยแอร์จากทางเดินเข้ามาเนี่ยแหละ(ค่อนข้างเย็นเลย)
ร้านแถวนี้เยอะ
แต่เรามาถึงยังไฟแรงจึงเดินเล่นหาไรกินต่อกับเพื่อนตามไกด์บุคที่ว่าให้ลองไปดูแถว Namba สิ ก็เลยจัดไปเริ่มด้วยการซื้อตั๋วที่โคดงง จนต้องถามคนขายตั๋วเลยแนะนำบัตรเพนกวิ้น(ก็คงเหมือนแรบบิทการ์ดที่บ้านเรา)สะดวกมากมายเติมเงินได้ซื้อของนั่นนู่นนี่ขึ้นรถไฟก็ได้ เลยนั่งโอซาก้าลูปไลน์ไปพยายามหาร้านกินก็เดินไปเดินมาถือว่าเซอเวย์หาที่จะเที่ยวต่อด้วย ก็ไปเจอร้านราเม็งที่มีระบบการซื้อที่ไม่คุ้นเคย(อีกแล้ว) มันเป็นระบบที่ต้องหยอดเหรียญเลือกอาหารเลือกเครื่องดื่มละรับบัตร โชคดีที่เห็นคนข้างหน้าทำเลยทำตามซะ 555 หลังจากนั้นบอกได้เลยว่าอร่อยสุดๆแถมยังไม่แพงอีก
กล่องที่หมดไปคือทาโกะยากินะ ส่วนตัวเฉยๆนะไม่ค่อยโดนใจละก็ร้อนมากๆ ฮ่าๆ
พอออกมาจากร้านก็มืดมากๆค่อนข้างน่ากลัวทีเดียวเวลาน่าจะประมาณ 4ทุ่มแล้ว แถวระแวกที่เราอยู่นี่คนเดินแทบไม่มีเลย แต่ก็คิดในแง่ดีคงไม่มีอะไรหรอก จึงนั่งรถไฟและเดินกลับโรงแรมๆชิลๆแล้วก็แวะซื้อของ ที่แฟมิลี่มาท แถวๆนั้นสักหน่อยก็เห็นเบียร์แล้วคอมันแห้งเลยลองหยิบAsahi มาสักสีมีทั้งเบียร์ที่มี แอลกอฮอร์และไม่มีแอลกอฮอร์(เปนไงไม่รู้ปกติดื่มแต่ที่มีแอล)
อร่อยมากเบียร์ ราคาไม่เจ็บด้วย
จากนั้นก็ขึ้นไปพักเตรียมอาบน้ำนอน ซึ่งการจะอาบน้ำต้องขึ้นไปถึงชั้น10เลยสำหรับ ผู้ชาย เราก็เลยบอกให้เพื่อนขึ้นไปก่อนเลยขอนอนเช็คอินเฟสลงรูปก่อนไรก่อน (เมื่อยแหละอยากพัก) ประมาณ5นาทีก็มีเสียงเคาะประตูเรียกชื่อเราจนเปิดออกไปดูอ้าวเพื่อนเราเองนี่หว่ามีไรวะเกิดไรขึ้นเห็นหน้ามันตื่นๆเหมือนกลัวไร มันก็บอกว่ามิงต้องขึ้นไปดูเว่ยห้องอาบน้ำอะ เราเลยบอกงั้นรอแปปเดี๋ยวเก็บของก่อนก็อยากรู้อะนะว่ามันมีอะไร พอขึ้นไปถึงปุ้ปงงเลยจ้าคนญี่ปุ่นแก้ผ้าเดินออกมาจากห้องน้ำรวมเช็ดตัวนั่นนู่นนี่เหมือนเป็นเรื่องปกติกันเลยกลับมาเปิดโทรศัพท์อ่านพันทิบ อ๋อมันต้องแก้ผ้าหมดนี่หว่าเลยขึ้นไปแก้(ผ้า)ตัวอีกรอบแรกๆก็เขิลๆนะเพื่อนยังไม่กล้าแก้เลยใส่กางเกงในตัวเดียวเข้าไป ส่วนเราแก้หมดจ้า 555+มาถึงประเทศเขาต้องทำให้ถูกทำเนียมประเพณีสิเนอะพยายามมองคนข้างๆว่าเขาอาบยังไง ก็อ๋อ ยังงี้นี่เองมีขวดสบู่ขวดนึง แชมพูขวดนึง ก็อาบๆซะแล้วลงไปแช่น้ำร้อน(ที่โคดฟิน) ต่อบอกเลยว่าแช่ปุ้ปนี่รู้สึกผ่อนคลายสบายตัวมากๆเหมือนได้พักผ่อนจนเกือบเผลอหลับกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็ลงมานอนเบ็ดเสร็จวันแรกเสียเงินไปประมาณ
<><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><
-ค่าตั๋วรถไฟ ประมาณ 1พันเยน(300กว่าบาท) มั้งไม่แน่ใจ
-ค่าบัตรเพนกวิ้นประมาณ 2พันเยน(มัดจำ500เยน) (600กว่าบาท)
-ค่ากิน + ซื้อนั่นนู่นนี่(เบียร์ถูกมากเพราะมันราคาเท่าขนมเลย) ประมาณ 700เยน(200กว่าบาท)ได้มั้ง
เผื่อใครอยากทำบัตรเพนกวิน(ตัวตุ่นฟ้าๆ) ลองหาดูนะจ้ะ ชื่อว่า Icoca
ขอบคุณที่ติดตาม ฝากติดตามตอนต่อไปกันด้วยไว้ว่างๆจะทยอยลงวันที่เหลือให้จ้า
แล้วก็ฝากติดตามเว็บเราด้วยนะจะคอยลงบทความน่าอ่านๆอีก
(ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยแก้ไขข้อมูลครับมีอะไรผิดพลาดบอกกันได้ครับผมไปมาเมื่อปีที่แล้วพยายามนึกๆอยู่ว่าใช้จ่ายอะไรราคาเท่าไร
ไปไหนบ้างถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับมีหลงๆลืมๆกันไปบ้าง แต่งบขอยืนยันครับไม่เกินตามที่บอกแน่นอนตลอด10วัน)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รูปถ่ายเล็กๆน้อยๆเอามาฝากกัน