สองเดือนผ่านมาแล้วที่ผมรู้สึกถึงความผิดปกติของชีวิตคู่
เราห่างกันมากขึ้น โดยไม่รู้ว่ามันมาจากงานของเธอที่ยุ่งจริงๆหรือมาจากเหตุผลอื่นใดในใจของเธอ....
แรกเริ่มเดิมทีเราทั้งสองรักกันเป็นคู่รักปกติที่ใครหลายคนมักอิจฉาคู่ของเรา และเราก็มีแพลนในชีวิตที่จะแต่งงานกันในสอง-สามปีนี้ แต่ด้วยเหตุผลทางการเงินของผมที่ผ่านมักจะบอกเธอว่าขอเก็บตังก่อน ตอนนั้นเธอถามผมทุกปีว่ามองอนาคตยังไง และใครอีกหลายคนที่มักจะถามเราทั้งคู่ว่าเมื่อไหร่จะแต่งง แต่งกันได้แล้วววว นู่นนี่นั่น
จนถึงวันหนึ่งที่ผมตั้งใจว่าจะพูดกับพ่อของเธออย่างจริงจัง
และวันนั้นก็มาถึง ช่วงนึงของทริปต่างประเทศที่ผมไปเที่ยวกับครอบครัวเธอ หลังจากผมได้เอ่ยวาจาไป พอกลับมาถึงไทยผมก็พาพ่อแม่ไปคุยกับพ่อแม่เธออย่างเป็นทางการ
และสรุปแผนแต่งงานช่วงสิ้นปีหน้า หลังจากวันนั้นเหมือนเราหมั้นด้วยวาจาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ผมเริ่มวางแผนการใช้เงินมากขึ้น ด้วยที่ฐานะทางบ้านผมไม่ได้สามารถรองรับใดๆได้ ผมจึงต้องพยายามทำงานเก็บเงินให้มากขึ้น
งดแผนการเที่ยวใหม่ทั้งหมดเพื่อเซฟเงินไว้ใช้ ค่าสินสอด ค่าจัดงาน
หลังจากวันนั้นได้สักพัก ผมรู้สึกได้ว่าเธอเปลี่ยนไป
ความใส่ใจที่มีให้กันมันน้อยลง ความอยากเจอกัน
ความพยายามมาหากันที่เคยมี มันหมดไป
จากที่เคยเป็นคนที่อยู่ในเฟรมเวลาเธอถ่ายรูปด้วยกัน
เธอก็ถ่ายรูปคนเดียวมากขึ้น จากที่เคยต้องมาเจอกันอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง มันก็ไม่ได้สำคัญเหมือนเดิม
ผมคุยกับเธอไปว่าผมทนไม่ไหวที่ต้องอยู่อย่างไม่ใส่ใจกัน
ผมถามว่าเธอมีใครหรือไม่ เธอก็ยืนยันว่าไม่ได้มีใครใหม่
(อย่าหาว่าผมไม่เชื่อใจเธอนะครับ คู่เรามีแผลเป็น)
เธอบอกว่าเธอจะพยายาม เธอบอกเธอกลัวการแต่งงาน
เธอไม่อยากมาอยู่บ้านผม เธออยากมีเวลาส่วนตัว
ไม่อยากเสียชีวิตแบบนี้ไป
ตอนนี้ผมสับสนในใจ และรู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคงในสองเรา ผมไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้ผมคิดมากไปเองหรือไม่
แต่มันไม่ใช่ความรักแบบที่ผมเคยมีแน่ๆ
#ไม่รู้ว่าผมพิมวนไปวนมาไหมขอโทษด้วยครับ555
#เฮ้อออออตัวเท่าบ้าน
มีใครเป็นบ้าง ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อเราจะแต่งงานกัน
เราห่างกันมากขึ้น โดยไม่รู้ว่ามันมาจากงานของเธอที่ยุ่งจริงๆหรือมาจากเหตุผลอื่นใดในใจของเธอ....
แรกเริ่มเดิมทีเราทั้งสองรักกันเป็นคู่รักปกติที่ใครหลายคนมักอิจฉาคู่ของเรา และเราก็มีแพลนในชีวิตที่จะแต่งงานกันในสอง-สามปีนี้ แต่ด้วยเหตุผลทางการเงินของผมที่ผ่านมักจะบอกเธอว่าขอเก็บตังก่อน ตอนนั้นเธอถามผมทุกปีว่ามองอนาคตยังไง และใครอีกหลายคนที่มักจะถามเราทั้งคู่ว่าเมื่อไหร่จะแต่งง แต่งกันได้แล้วววว นู่นนี่นั่น
จนถึงวันหนึ่งที่ผมตั้งใจว่าจะพูดกับพ่อของเธออย่างจริงจัง
และวันนั้นก็มาถึง ช่วงนึงของทริปต่างประเทศที่ผมไปเที่ยวกับครอบครัวเธอ หลังจากผมได้เอ่ยวาจาไป พอกลับมาถึงไทยผมก็พาพ่อแม่ไปคุยกับพ่อแม่เธออย่างเป็นทางการ
และสรุปแผนแต่งงานช่วงสิ้นปีหน้า หลังจากวันนั้นเหมือนเราหมั้นด้วยวาจาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ผมเริ่มวางแผนการใช้เงินมากขึ้น ด้วยที่ฐานะทางบ้านผมไม่ได้สามารถรองรับใดๆได้ ผมจึงต้องพยายามทำงานเก็บเงินให้มากขึ้น
งดแผนการเที่ยวใหม่ทั้งหมดเพื่อเซฟเงินไว้ใช้ ค่าสินสอด ค่าจัดงาน
หลังจากวันนั้นได้สักพัก ผมรู้สึกได้ว่าเธอเปลี่ยนไป
ความใส่ใจที่มีให้กันมันน้อยลง ความอยากเจอกัน
ความพยายามมาหากันที่เคยมี มันหมดไป
จากที่เคยเป็นคนที่อยู่ในเฟรมเวลาเธอถ่ายรูปด้วยกัน
เธอก็ถ่ายรูปคนเดียวมากขึ้น จากที่เคยต้องมาเจอกันอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง มันก็ไม่ได้สำคัญเหมือนเดิม
ผมคุยกับเธอไปว่าผมทนไม่ไหวที่ต้องอยู่อย่างไม่ใส่ใจกัน
ผมถามว่าเธอมีใครหรือไม่ เธอก็ยืนยันว่าไม่ได้มีใครใหม่
(อย่าหาว่าผมไม่เชื่อใจเธอนะครับ คู่เรามีแผลเป็น)
เธอบอกว่าเธอจะพยายาม เธอบอกเธอกลัวการแต่งงาน
เธอไม่อยากมาอยู่บ้านผม เธออยากมีเวลาส่วนตัว
ไม่อยากเสียชีวิตแบบนี้ไป
ตอนนี้ผมสับสนในใจ และรู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคงในสองเรา ผมไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้ผมคิดมากไปเองหรือไม่
แต่มันไม่ใช่ความรักแบบที่ผมเคยมีแน่ๆ
#ไม่รู้ว่าผมพิมวนไปวนมาไหมขอโทษด้วยครับ555
#เฮ้อออออตัวเท่าบ้าน