"แกงผักตบ" ยินชื่อแล้วสะท้านทรวง

กระทู้สนทนา
วันนี้สล่าปู่เอาแกงพื้นบ้านเมืองเหนือมาแนะนำ ซึ่งว่าไปแล้วเหมือนกับมันหายไปจากชีวิตสล่าปู่น่าจะนานเกิน 40 ปีขึ้นไปแล้ว

สมัยเป็นเด็กได้กินบ่อยเพราะกับข้าวพื้นบ้านชนบทมักจะหนีไม่พ้นพวกผัก ๆ ไม้ ๆ ที่ไม่ได้ซื้อหา  หยิบซ้ายหยิบขวาตามท้องร่อง
หรือหัวไร่ปลายนา  ก็สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้

ผักตบที่สล่าปู่รู้จักมานานรูปร่างหน้าตาจะเป็นดังที่เห็น  ซึ่งสล่าปู่เองไม่แน่ใจว่ามันคือ "ผักตบชวา" ที่มาได้ยินชื่อเอาภายหลัง
นี้หรือเปล่า





ไปร่วมงานศพที่ลำพูน พูดกับน้อง ๆ ว่าผักตบนี่มันหายไปจากชีวิตนานแล้วนับตั้งแต่ออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น  น้อง ๆ เลยจัดให้
มัดใหญ่ ๆ บอกให้เอาไปแกงรำลึกถึงความหลังสมัยเป็นเด็กน้ำปิง



เรื่องกับข้าวเมืองมันอยู่ในสายเลือดเสียแล้ว  ตอนทำเหมือนกับมียายหรือแม่มานั่งกำกับและให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ

เลือกเอาแต่ต้นและส่วนที่เป็นกาบอ่อน ๆ



ซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาว ๆ เตรียมไว้  ตอนซอยนึกในใจมันเหมือนกันตูน (คูน) เลยนิ



วันนี้กะแกงกับหมูสามชั้น  



เอาน้ำพริกแกง (พริกแห้ง  กระเทียม  หอมแดง  ข่า ตะไคร้ กะปิ โขลกละเอียด)  ผัดน้ำมันไฟอ่อนจนหอมดีแล้ว
นำหมูลงไปผัดด้วย



หมูหดตัวแล้วเติมน้ำ แกงต่อให้หมูสุกเปื่อยไปล่วงหน้าสัก 70 %



เปลี่ยนหม้อเพื่อแกงต่อ โดยใส่ผักตบตามลงไปผักตบต้องแกงเปื่อยเข้าเนื้อเช่นกัน  ใกล้สุกปรุงรสเปรี้ยวด้วยมะเขือเทศ
และมะนาว ให้ออกเปรี้ยวหน่อย ๆ  ว่ากันว่าความเปรี้ยวจะไปดับฤทธิ์ความคันของผักตบ  ถ้าไม่เปรี้ยวหรือเปรี้ยวไม่พอ
เวลากินแล้วจะคันลิ้น คันปาก





จบเลยครับแกงที่หายไปจากชีวิต 40 กว่าปี  แต่ว่าที่ลำพูนบ้านเกิดเขาก็ยังแกงกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันอยู่นะ

ตักข้าวมาลองชิมเลยครับ แกงออกรสเปรี้ยว เผ็ดนิดหน่อย  ผักตบเวลาเคี้ยวนุ่มฟัน นุ่มลิ้น สุดฟีนเลยครับ





ลากันที่ภาพนี้ครับ  น้ำปิงที่เคยกว้างว่ายน้ำข้ามจนเหนื่อยสมัยเป็นเด็ก  ปัจจุบันเป็นอย่างนี้เสียแล้ว



สวัสดีครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่