ยามที่เรามีความรัก ชีวิตก็ราวกับได้รับการเติมเต็มทั้งที่ไม่เคยรู้สึกขาดมาก่อน ทว่าในยามที่เขาคนนั้นเดินจากไป เรากลับรู้สึกว่าชีวิตขาดหายไปครึ่งหนึ่ง เป็นครึ่งที่มีรูปแบบจำเพาะที่ไม่อาจหาเจอที่ไหนได้อีกง่ายๆ คุณก็คงเคยเป็นเหมือนกันใช่ไหม?
(1)
ผมอยู่ในสภาพดังซากศพเดินได้อยู่นานจนทนไม่ไหว ในเมื่อทุกอย่างรอบตัวมันชวนให้ผมนึกถึงแต่เธอ ผมก็จะละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ผมเลือกที่จะออกเดินทางสักครั้ง
ผมเลือกไต้หวันเป็นที่สำหรับพักฟื้นหัวใจที่แสนเหนื่อยล้านี้ เหตุที่ผมเลือกไต้หวันก็เพราะเราสองคนชอบจีนเหมือนกัน แต่ทริปจีนที่เธอเฝ้าชวนผมไปด้วยกันตั้งหลายปี สุดท้ายกลายเป็นคนอื่นที่จูงมือเธอไปแทน ผมจึงเบนเข็มมาที่ไต้หวัน
ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรกำลังรอผมอยู่ที่นั่นบ้าง แต่ก็เพราะความไม่รู้นี่แหละที่อาจทำให้ผมตื่นเต้นได้อีกครั้ง และเนื่องจากไฟลท์ที่ผมนั่งเป็นเที่ยวดึก ผมเผลอหลับไปทั้งๆ ที่เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผม ตื่นมาก็พบว่าเครื่องอยู่บนน่านฟ้าไต้หวัน และกำลังจะแลนดิ้งแล้ว
บรรยากาศแรกที่พบในเช้าวันใหม่ที่ต่างแดน มันช่างแสนอึมครึมซะเหลือเกิน เวลามองเห็นฟ้าทึมๆ เทาๆ มันช่างชวนให้เหงาจับขั้วหัวใจ แต่นี่อาจจะเป็นบรรยากาศแค่ช่วงเช้าเท่านั้น ผมคิด อีกสักเดี๋ยวแดดก็คงจะออก ฟ้าวันใหม่กำลังจะฉายแสงให้ชีวิตของผมได้สดใสขึ้นอีกครั้ง แต่ผิดถนัด วันนั้นทั้งวัน ผมไม่ได้เห็นแดดไทเปแม้แต่ลำแสงเดียว
ผมเริ่มต้นทริปด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหลงซานก่อน นอกจากเจ้าแม่กวนอิมที่เป็นองค์ประธานแล้ว “เยว่เหล่า” หรือเฒ่าจันทรา เทพอุ้มสมที่คอยผูกคู่รักเข้าไว้ด้วยกัน ก็เป็นเป้าหมายที่ผมตั้งใจมาขอพรด้วย ผมยังคงหวังให้ท่านช่วยผูกนิ้วก้อยของผมเข้ากับนิ้วก้อยของเธอ เพื่อให้ด้ายแดงดึงเรากลับมาอยู่ครองคู่กันได้อีกครั้ง แต่ผมมาไต้หวันเพื่อลืมเธอไม่ใช่หรือ?
หลังจากไหว้พระขอพรแล้ว ผมก็ได้ไปเยือน Chiang Kai-shek Memorial Hall ผมทึ่งในความอลังการของสถาปัตยกรรม ทั้งซุ้มประตู ทั้งอาคารที่ครอบทับด้วยหลังคาแปดเหลี่ยม อะไรก็ดีอยู่หรอก ถ้าผมไม่บังเอิญรู้สึกว่า อาคารต่างๆ นั้นวางอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
บางทีความยิ่งใหญ่และความโดดเด่น มันก็ทำให้เราโดดเดี่ยวได้เช่นกัน ที่ว่างตรงกลางนั้นดูเวิ้งว้างจนดูราวกับว่าจะเติมความคิดถึงลงไปไม่รู้จักเต็ม ผมยังคงคิดถึงเธอเหลือเกิน
แล้วผมก็ไปที่ Dr.Sun Yat-sen Memorial Hall ถึงแม้ว่าจะไม่อลังการนัก แต่สถาปัตยกรรมก็ถือว่ามีความโดดเด่นด้วยรูปทรงอาคารที่ดึงเอาความเป็นจีนโบราณมาผสมกับความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ภายในอาคารจัดแสดงชีวประวัติและผลงานของบิดาจีนใหม่ท่านนี้ด้วย
คนบางคนจากไปแล้ว แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในห้วงความจำของคนอื่นๆ แต่คนบางคนยังมีลมหายใจอยู่ ทว่าได้ตายจากห้วงคำนึงของอีกคนไปแล้ว
ปิดท้ายวันแรกด้วยการไปซีเหมินติ่ง เดินดูสาวๆ ไต้หวัน แล้วผมก็ไปร้าน "หม่าล่าเยวียนยางฮั่วกัว" หม้อไฟของที่นี่เรียกว่า "เยวียนยาง (ชื่อนกเป็ดน้ำคู่รัก)" แบ่งเป็นสองส่วนให้ใส่น้ำซุปแยกกันได้ ที่นี่มีเนื้อแกะด้วย เครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลาย ส่วนมากจะเป็นพวกชาต่างๆ เบียร์ไต้หวัน ไอศกรีมฮาเก้นดาส กะ มูฟเว่นพิค
เสียดายแต่ว่า ผมกินอะไรไม่ได้มากนัก ผมเริ่มทานอะไรไม่ค่อยลงตั้งแต่วันที่ต้องอยู่เพียงลำพัง หม้อที่อยู่เบื้องหน้าเป็นรูปหยินหยางคู่กัน แต่ผมนั่งกินหม้อไฟหมาล่าอยู่เพียงผู้เดียว
คืนแรกผมพักที่สตาร์โฮสเทล ผมไม่เคยนอนดอร์มมาก่อน เพราะผมไม่เคยเที่ยวเพียงลำพัง แม้ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมืองไทเปกำลังหลับใหล แต่ผมยังไม่อาจข่มตานอน ผมเปิดประตูเข้าห้องพักรวมอย่างเงียบเชียบ กลัวว่าจะรบกวนเพื่อนร่วมห้อง
มีผู้หญิงคนหนึ่งยังไม่นอน เธอหันมายิ้มให้ผมพร้อมพยักหน้าทักทาย ผมก็ยิ้มให้เธอ เธอดูน่ารักดี น่าจะเป็นคนญี่ปุ่น ไม่รู้สิ! ผมดูหนังญี่ปุ่นบ่อย แล้วจู่ๆ เธอก็เดินมาทางเตียงผม ผมพยายามไม่คิดอะไรมาก เธออาจจะอยากผูกมิตรกับผมก็เป็นได้ พอดีเลย ผมจะได้มีเพื่อนคุยในค่ำคืนนี้
ผมไม่รอให้เธอต้องเอ่ยทักทายก่อน ผมเอ่ยถามเธอไปว่าเธอมาจากไหน จากคำทักทายที่ผมเริ่มก่อน เราก็ได้ทำความรู้จักกัน ผมถามเธอตอบ เธอถามผมก็เล่าเรื่องผมให้ฟัง เราคุยกันสักพักใหญ่ผมจึงถามเธอไปว่าเธอยังไม่ง่วงนอนอีกหรือ เธอเลยบอกว่าเธอกำลังรอแฟนของเธอที่ไปอาบน้ำตั้งแต่ก่อนผมเข้ามา ไม่รู้ทำไมตอนนี้ผมรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาอีกแล้ว
(2)
นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ผมหลับไป รู้แต่ตอนนี้น่าจะเป็นเช้าวันใหม่ ถึงไม่อยากจะลุกไปไหน แต่ผมจะมัวมานอนแบบนี้ไม่ได้ นี่ผมมาเที่ยวไต้หวันนะ เลยรีบไปอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นผมก็มากินอาหารเช้าที่โฮสเทลเตรียมเอาไว้ให้แขกที่มาพัก
ที่นี่ผมประทับใจในเรื่องความสะอาดและการตกแต่งรวมทั้งบริการ เป็นการนอนดอร์มครั้งแรกในชีวิตที่ประทับใจมาก แต่อาหารเช้าวันนี้ไม่อร่อยเลย เป็นแป้งเครปหนาๆ รสชาติคล้ายโรตีบ้านเรา แต่จืดชืด ก็เหมือนกับชีวิตผมช่วงนี้
จากนั้นผมก็มาขึ้นรถ MRT ที่ไทเปเมนสเตชั่น ต่อรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีสวนสัตว์ไทเป เพื่อที่จะนั่งรถกระเช้าไปยังเมาคง พอมาถึงสถานีรถกระเช้า เจ้าหน้าที่บอกว่ามีพายุ คงต้องระงับการให้บริการ แต่ผมยังหวังว่าพายุจะสงบลง
ผมเคยชินกับการรอคอยอะไรนานๆ แต่หลังจากรออยู่พักใหญ่ ผมก็ต้องยอมแพ้ เพราะผมไม่อยากพลาดเมาคง วันนี้ก็เหมือนเมื่อวานที่ฟ้ายังคงหม่น สุดท้ายผมก็ต้องอาศัยรถเมล์สาย 15 ในการเดินทางไปเมาคงแทน
ไม่นานนัก รถเมล์ที่ผมโดยสารก็พาผมมาถึงเมาคง ที่นี่ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพก็คงเหมือนกับดอยแม่สลองที่เชียงราย เมาคงเต็มไปด้วยไร่ชา ร้านน้ำชา บรรยากาศที่นี่ดูโรแมนติกด้วยทิวทัศน์แบบขุนเขาเหมือนกับภาคเหนือของไทย เพียงแต่มันอยู่ใกล้เมืองไทเปนิดเดียว
จริงๆ แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าผมจะมาที่นี่ทำไม มันยิ่งทำให้คิดถึงเธอ เพราะเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผมศึกษาเรื่องชา แม้วันนี้เธอจะไม่อยู่กับผมแล้ว แต่ชายังคงอยู่กับผม
ในมุมนึง ชาทำให้ผมเศร้าเสียดายอยู่กับเรื่องของเธอ แต่ในอีกมุม ชาเป็นตัวแทนของเธอที่ยังอยู่กับผม ผมจึงมาที่นี่เพื่อดื่มชาที่ผมรัก และผมพบว่า น้ำชาก็มีรสชาติเหมือนกับความรักของผม ถึงมันจะฝาดขมแต่ก็ทั้งหอมหวาน จนผมไม่อาจที่จะเลิกดื่มมันได้
ช่วงเย็นย่ำผมมาที่ตึก Taipei 101 แลนด์มาร์กสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะ Formosa ตึกไทเป 101 เป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่หลายปี (2004 - 2010) ปัจจุบันตกมาอยู่อันดับที่ 7 (2016) ทว่าก็ยังดูสูงมากอยู่ดี โดยสูงจากพื้นดินกว่าครึ่งกิโลเมตรเชียว
ลองนึกถึงว่าคุณต้องเดินแนวราบสักครึ่งกิโลสิ หลายคนยังไม่อยากจะเดินเลย แต่นี่เป็นแนวตั้งนะ ลิฟท์ที่นี่ก็เร็วที่สุดในโลก พาเราขึ้นไปถึงชั้นที่ 89 ภายในเวลาราว 36 วินาทีเท่านั้นเอง
ที่ชั้น 88 ของตึกไทเป 101 นี้มีลูกตุ้ม Wind Damper ที่หนักถึง 660 ตัน ถ่วงน้ำหนักอยู่ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนให้ตึกสามารถต้านทานแรงพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวได้ คงจะดีไม่น้อยถ้าใจของผมมีน้ำหนักมากๆ ไม่สั่นไหวง่าย ไม่ล่องลอยออกไปหาเธออยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับลูกตุ้มเหล็กก้อนมหึมานี้ ผมจะได้ยืนหยัดได้อย่างสง่างามเหมือนตึกไทเป 101
จากนั้นผมก็ไปตลาดซื่อหลิน ตลาดกลางคืนที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งในไทเป ผมลงรถไฟฟ้าที่สถานีเจี้ยนถาน ซึ่งอยู่ใกล้ตลาดที่สุด บรรยากาศที่นี่ดูครึกครื้นมาก ผู้คนพลุกพล่านดูสนุกสนานราวกับงานวัด
ผมเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ เห็นร้านรวงต่างๆ ขายของกินขึ้นชื่อของไต้หวัน มีทั้ง เต้าหู้เหม็น ไก่ทอดชิ้นใหญ่ ปลาหมึกทอด-ย่าง ไส้กรอกสไตล์ไต้หวัน โรตีไอติมถั่วตัด เสี่ยวหลงเปา ที่ผมชอบที่สุดคือ ไส้กรอกไต้หวัน และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับซิกเนเจอร์ของไต้หวันอย่าง "ชานมไข่มุก" ผมลองสั่งมากินหลายเจ้า มีของ "อู่สือหลาน" "ก้งฉา" และ "โคโค่" โดยเฉพาะร้านก้งฉา ที่ผมว่าน่ากินที่สุด
คืนนี้ผมเปลี่ยนมานอนที่ล็อปสเตอร์โฮสเทล ถึงแม้จะประทับใจสตาร์โฮสเทลมาก แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าไม่มีสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้รอเราอยู่ เราควรกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ แต่คืนนี้ผมก็รู้สึกยังไม่อยากรีบนอนเช่นเคย ผมจึงใช้เวลานั่งดูภาพในนิตยสารบนโซฟาในล็อบบี้ รอว่าจะมีสักคนที่คิดเหมือนผม เราคงได้รู้จักกันในคืนนี้
แต่ที่ผมเห็นตอนนี้ มีเพียงคู่รักคู่หนึ่งที่นั่งคุยหยอกล้อกันห่างออกไปไม่กี่เมตร คืนนี้ช่างโหดร้าย ในที่สุดผมก็ทนความง่วงไม่ไหว เผลอหลับไปบนโซฟาตัวนั้นเอง
[CR] ล้างใจ...ที่ไต้หวัน
(1)
ผมอยู่ในสภาพดังซากศพเดินได้อยู่นานจนทนไม่ไหว ในเมื่อทุกอย่างรอบตัวมันชวนให้ผมนึกถึงแต่เธอ ผมก็จะละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ผมเลือกที่จะออกเดินทางสักครั้ง
ผมเลือกไต้หวันเป็นที่สำหรับพักฟื้นหัวใจที่แสนเหนื่อยล้านี้ เหตุที่ผมเลือกไต้หวันก็เพราะเราสองคนชอบจีนเหมือนกัน แต่ทริปจีนที่เธอเฝ้าชวนผมไปด้วยกันตั้งหลายปี สุดท้ายกลายเป็นคนอื่นที่จูงมือเธอไปแทน ผมจึงเบนเข็มมาที่ไต้หวัน
ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรกำลังรอผมอยู่ที่นั่นบ้าง แต่ก็เพราะความไม่รู้นี่แหละที่อาจทำให้ผมตื่นเต้นได้อีกครั้ง และเนื่องจากไฟลท์ที่ผมนั่งเป็นเที่ยวดึก ผมเผลอหลับไปทั้งๆ ที่เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผม ตื่นมาก็พบว่าเครื่องอยู่บนน่านฟ้าไต้หวัน และกำลังจะแลนดิ้งแล้ว
บรรยากาศแรกที่พบในเช้าวันใหม่ที่ต่างแดน มันช่างแสนอึมครึมซะเหลือเกิน เวลามองเห็นฟ้าทึมๆ เทาๆ มันช่างชวนให้เหงาจับขั้วหัวใจ แต่นี่อาจจะเป็นบรรยากาศแค่ช่วงเช้าเท่านั้น ผมคิด อีกสักเดี๋ยวแดดก็คงจะออก ฟ้าวันใหม่กำลังจะฉายแสงให้ชีวิตของผมได้สดใสขึ้นอีกครั้ง แต่ผิดถนัด วันนั้นทั้งวัน ผมไม่ได้เห็นแดดไทเปแม้แต่ลำแสงเดียว
ผมเริ่มต้นทริปด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหลงซานก่อน นอกจากเจ้าแม่กวนอิมที่เป็นองค์ประธานแล้ว “เยว่เหล่า” หรือเฒ่าจันทรา เทพอุ้มสมที่คอยผูกคู่รักเข้าไว้ด้วยกัน ก็เป็นเป้าหมายที่ผมตั้งใจมาขอพรด้วย ผมยังคงหวังให้ท่านช่วยผูกนิ้วก้อยของผมเข้ากับนิ้วก้อยของเธอ เพื่อให้ด้ายแดงดึงเรากลับมาอยู่ครองคู่กันได้อีกครั้ง แต่ผมมาไต้หวันเพื่อลืมเธอไม่ใช่หรือ?
หลังจากไหว้พระขอพรแล้ว ผมก็ได้ไปเยือน Chiang Kai-shek Memorial Hall ผมทึ่งในความอลังการของสถาปัตยกรรม ทั้งซุ้มประตู ทั้งอาคารที่ครอบทับด้วยหลังคาแปดเหลี่ยม อะไรก็ดีอยู่หรอก ถ้าผมไม่บังเอิญรู้สึกว่า อาคารต่างๆ นั้นวางอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
บางทีความยิ่งใหญ่และความโดดเด่น มันก็ทำให้เราโดดเดี่ยวได้เช่นกัน ที่ว่างตรงกลางนั้นดูเวิ้งว้างจนดูราวกับว่าจะเติมความคิดถึงลงไปไม่รู้จักเต็ม ผมยังคงคิดถึงเธอเหลือเกิน
แล้วผมก็ไปที่ Dr.Sun Yat-sen Memorial Hall ถึงแม้ว่าจะไม่อลังการนัก แต่สถาปัตยกรรมก็ถือว่ามีความโดดเด่นด้วยรูปทรงอาคารที่ดึงเอาความเป็นจีนโบราณมาผสมกับความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ภายในอาคารจัดแสดงชีวประวัติและผลงานของบิดาจีนใหม่ท่านนี้ด้วย
คนบางคนจากไปแล้ว แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในห้วงความจำของคนอื่นๆ แต่คนบางคนยังมีลมหายใจอยู่ ทว่าได้ตายจากห้วงคำนึงของอีกคนไปแล้ว
ปิดท้ายวันแรกด้วยการไปซีเหมินติ่ง เดินดูสาวๆ ไต้หวัน แล้วผมก็ไปร้าน "หม่าล่าเยวียนยางฮั่วกัว" หม้อไฟของที่นี่เรียกว่า "เยวียนยาง (ชื่อนกเป็ดน้ำคู่รัก)" แบ่งเป็นสองส่วนให้ใส่น้ำซุปแยกกันได้ ที่นี่มีเนื้อแกะด้วย เครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลาย ส่วนมากจะเป็นพวกชาต่างๆ เบียร์ไต้หวัน ไอศกรีมฮาเก้นดาส กะ มูฟเว่นพิค
เสียดายแต่ว่า ผมกินอะไรไม่ได้มากนัก ผมเริ่มทานอะไรไม่ค่อยลงตั้งแต่วันที่ต้องอยู่เพียงลำพัง หม้อที่อยู่เบื้องหน้าเป็นรูปหยินหยางคู่กัน แต่ผมนั่งกินหม้อไฟหมาล่าอยู่เพียงผู้เดียว
คืนแรกผมพักที่สตาร์โฮสเทล ผมไม่เคยนอนดอร์มมาก่อน เพราะผมไม่เคยเที่ยวเพียงลำพัง แม้ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมืองไทเปกำลังหลับใหล แต่ผมยังไม่อาจข่มตานอน ผมเปิดประตูเข้าห้องพักรวมอย่างเงียบเชียบ กลัวว่าจะรบกวนเพื่อนร่วมห้อง
มีผู้หญิงคนหนึ่งยังไม่นอน เธอหันมายิ้มให้ผมพร้อมพยักหน้าทักทาย ผมก็ยิ้มให้เธอ เธอดูน่ารักดี น่าจะเป็นคนญี่ปุ่น ไม่รู้สิ! ผมดูหนังญี่ปุ่นบ่อย แล้วจู่ๆ เธอก็เดินมาทางเตียงผม ผมพยายามไม่คิดอะไรมาก เธออาจจะอยากผูกมิตรกับผมก็เป็นได้ พอดีเลย ผมจะได้มีเพื่อนคุยในค่ำคืนนี้
ผมไม่รอให้เธอต้องเอ่ยทักทายก่อน ผมเอ่ยถามเธอไปว่าเธอมาจากไหน จากคำทักทายที่ผมเริ่มก่อน เราก็ได้ทำความรู้จักกัน ผมถามเธอตอบ เธอถามผมก็เล่าเรื่องผมให้ฟัง เราคุยกันสักพักใหญ่ผมจึงถามเธอไปว่าเธอยังไม่ง่วงนอนอีกหรือ เธอเลยบอกว่าเธอกำลังรอแฟนของเธอที่ไปอาบน้ำตั้งแต่ก่อนผมเข้ามา ไม่รู้ทำไมตอนนี้ผมรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาอีกแล้ว
(2)
นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ผมหลับไป รู้แต่ตอนนี้น่าจะเป็นเช้าวันใหม่ ถึงไม่อยากจะลุกไปไหน แต่ผมจะมัวมานอนแบบนี้ไม่ได้ นี่ผมมาเที่ยวไต้หวันนะ เลยรีบไปอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นผมก็มากินอาหารเช้าที่โฮสเทลเตรียมเอาไว้ให้แขกที่มาพัก
ที่นี่ผมประทับใจในเรื่องความสะอาดและการตกแต่งรวมทั้งบริการ เป็นการนอนดอร์มครั้งแรกในชีวิตที่ประทับใจมาก แต่อาหารเช้าวันนี้ไม่อร่อยเลย เป็นแป้งเครปหนาๆ รสชาติคล้ายโรตีบ้านเรา แต่จืดชืด ก็เหมือนกับชีวิตผมช่วงนี้
จากนั้นผมก็มาขึ้นรถ MRT ที่ไทเปเมนสเตชั่น ต่อรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีสวนสัตว์ไทเป เพื่อที่จะนั่งรถกระเช้าไปยังเมาคง พอมาถึงสถานีรถกระเช้า เจ้าหน้าที่บอกว่ามีพายุ คงต้องระงับการให้บริการ แต่ผมยังหวังว่าพายุจะสงบลง
ผมเคยชินกับการรอคอยอะไรนานๆ แต่หลังจากรออยู่พักใหญ่ ผมก็ต้องยอมแพ้ เพราะผมไม่อยากพลาดเมาคง วันนี้ก็เหมือนเมื่อวานที่ฟ้ายังคงหม่น สุดท้ายผมก็ต้องอาศัยรถเมล์สาย 15 ในการเดินทางไปเมาคงแทน
ไม่นานนัก รถเมล์ที่ผมโดยสารก็พาผมมาถึงเมาคง ที่นี่ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพก็คงเหมือนกับดอยแม่สลองที่เชียงราย เมาคงเต็มไปด้วยไร่ชา ร้านน้ำชา บรรยากาศที่นี่ดูโรแมนติกด้วยทิวทัศน์แบบขุนเขาเหมือนกับภาคเหนือของไทย เพียงแต่มันอยู่ใกล้เมืองไทเปนิดเดียว
จริงๆ แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าผมจะมาที่นี่ทำไม มันยิ่งทำให้คิดถึงเธอ เพราะเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผมศึกษาเรื่องชา แม้วันนี้เธอจะไม่อยู่กับผมแล้ว แต่ชายังคงอยู่กับผม
ในมุมนึง ชาทำให้ผมเศร้าเสียดายอยู่กับเรื่องของเธอ แต่ในอีกมุม ชาเป็นตัวแทนของเธอที่ยังอยู่กับผม ผมจึงมาที่นี่เพื่อดื่มชาที่ผมรัก และผมพบว่า น้ำชาก็มีรสชาติเหมือนกับความรักของผม ถึงมันจะฝาดขมแต่ก็ทั้งหอมหวาน จนผมไม่อาจที่จะเลิกดื่มมันได้
ช่วงเย็นย่ำผมมาที่ตึก Taipei 101 แลนด์มาร์กสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะ Formosa ตึกไทเป 101 เป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่หลายปี (2004 - 2010) ปัจจุบันตกมาอยู่อันดับที่ 7 (2016) ทว่าก็ยังดูสูงมากอยู่ดี โดยสูงจากพื้นดินกว่าครึ่งกิโลเมตรเชียว
ลองนึกถึงว่าคุณต้องเดินแนวราบสักครึ่งกิโลสิ หลายคนยังไม่อยากจะเดินเลย แต่นี่เป็นแนวตั้งนะ ลิฟท์ที่นี่ก็เร็วที่สุดในโลก พาเราขึ้นไปถึงชั้นที่ 89 ภายในเวลาราว 36 วินาทีเท่านั้นเอง
ที่ชั้น 88 ของตึกไทเป 101 นี้มีลูกตุ้ม Wind Damper ที่หนักถึง 660 ตัน ถ่วงน้ำหนักอยู่ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนให้ตึกสามารถต้านทานแรงพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวได้ คงจะดีไม่น้อยถ้าใจของผมมีน้ำหนักมากๆ ไม่สั่นไหวง่าย ไม่ล่องลอยออกไปหาเธออยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับลูกตุ้มเหล็กก้อนมหึมานี้ ผมจะได้ยืนหยัดได้อย่างสง่างามเหมือนตึกไทเป 101
จากนั้นผมก็ไปตลาดซื่อหลิน ตลาดกลางคืนที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งในไทเป ผมลงรถไฟฟ้าที่สถานีเจี้ยนถาน ซึ่งอยู่ใกล้ตลาดที่สุด บรรยากาศที่นี่ดูครึกครื้นมาก ผู้คนพลุกพล่านดูสนุกสนานราวกับงานวัด
ผมเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ เห็นร้านรวงต่างๆ ขายของกินขึ้นชื่อของไต้หวัน มีทั้ง เต้าหู้เหม็น ไก่ทอดชิ้นใหญ่ ปลาหมึกทอด-ย่าง ไส้กรอกสไตล์ไต้หวัน โรตีไอติมถั่วตัด เสี่ยวหลงเปา ที่ผมชอบที่สุดคือ ไส้กรอกไต้หวัน และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับซิกเนเจอร์ของไต้หวันอย่าง "ชานมไข่มุก" ผมลองสั่งมากินหลายเจ้า มีของ "อู่สือหลาน" "ก้งฉา" และ "โคโค่" โดยเฉพาะร้านก้งฉา ที่ผมว่าน่ากินที่สุด
คืนนี้ผมเปลี่ยนมานอนที่ล็อปสเตอร์โฮสเทล ถึงแม้จะประทับใจสตาร์โฮสเทลมาก แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าไม่มีสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้รอเราอยู่ เราควรกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ แต่คืนนี้ผมก็รู้สึกยังไม่อยากรีบนอนเช่นเคย ผมจึงใช้เวลานั่งดูภาพในนิตยสารบนโซฟาในล็อบบี้ รอว่าจะมีสักคนที่คิดเหมือนผม เราคงได้รู้จักกันในคืนนี้
แต่ที่ผมเห็นตอนนี้ มีเพียงคู่รักคู่หนึ่งที่นั่งคุยหยอกล้อกันห่างออกไปไม่กี่เมตร คืนนี้ช่างโหดร้าย ในที่สุดผมก็ทนความง่วงไม่ไหว เผลอหลับไปบนโซฟาตัวนั้นเอง