รีวิวแมทช์ยูโร 2016 รอบ 16 ทีมสุดท้ายระหว่าง เยอรมันกับสโลวะเกีย : คุณภาพทางการเล่นมากมายอันเต็มไปด้วยสิ่งที่น่ากังวล

รีวิวแมทช์ยูโร 2016 16 ทีมสุดท้าย ระหว่าง เยอรมันกับสโลวะเกีย : คุณภาพทางการเล่นมากมายแต่ยังเต็มไปด้วยสิ่งที่น่ากังวล

มาถึงรอบน็อคเอาท์ หลายฝ่ายคงคาดการณ์กันไว้ว่ารูปเกมของทั้งสองฝ่ายคงออกมารัดกุม เน้นการตั้งเกมรับ คำนึงถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก และสกอร์คงออกมาแบบเฉือนกันหืดจับหรือไม่ก็คงต้องไปดวลจุดโทษชี้ขาดหลังจบ 120 นาที แต่เปล่าเลย ทุกอย่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เยอรมันชนะขาดลอย 3-0 รูปเกมเปิดตลอดเวลา ทั้งสองฝ่ายเดินเกมเข้าหากันอย่างสนุก ถือเป็นนัดที่เอยรมันเล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นยูโร 2016 เลยทีเดียว

เยอรมันจัดตัวผู้เล่นโดยเปลี่ยนตำแหน่งจากนัดที่แล้วเพียงคนเดียว โดยส่งยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์กลับมาลงสนามอีกครั้งในตำแหน่งมิดฟิลด์ริมเส้นฝั่งซ้ายแทนที่มาริโอ เกิทเซ่อที่เล่นไม่ออกในนัดก่อน นอกเหนือจากนั้น โยอาคิม เลิฟยังคงไว้วางใจในตัวผู้เล่นชุดเดิม โดยให้มาริโอ โกเมซเป็นกองหน้าตัวเป้า ขณะที่เยโรม บัวเต็งสามารถสลัดอาการบาดเจ็บกลับมาลงสนามในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟได้เหมือนเดิม

รูปเกมในครึ่งแรกเป็นฝ่ายเยอรมันที่ครองเกมบุกเหนือกว่าสโลวะเกียอย่างมาก ใช้การต่อบอลที่มีความหลากหลายทั้งจากกลางสนามและริมเส้น ซึ่งทางฝั่งสโลวะเกียจะเน้นการขึ้นเกมจากริมเส้นเป็นหลัก ทำให้แดนกลางเกิดพื้นที่ว่าง มิดฟิลด์ตัวกลางของเยอรมันจึงเล่นได้อย่างสบายไม่ต้องรับภาระหนักในการทำเกมมากนัก การสอดประสานระหว่างผู้เล่นทุกตำแหน่งมีความเข้าใจกันพอสมควร แล้วก็ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากลูกยิงไกลจากแถวสองของเยโรม บัวเต็ง ซึ่งเกิดจากการเคลียร์บอลไม่เด็ดขาดของกองหลังสโลวะเกีย จากนั้นเยอรมันมีโอกาสได้ประตูออกนำห่างแต่กลับพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ โดยมาร์ติน สเคอร์เทลดึงมาริโอ โกเมซล้มในกรอบเขตโทษ แต่เมซุท โอซิลกลับยิงติดเซฟผู้รักษาประตู ทำให้สกอร์เท่าเดิม หลังจากนั้น สโลวะเกียเริ่มทำเกมสู้กับเยอรมันได้มากขึ้น โดยนาทีที่ 41 ปีเตอร์ เปคาริคโยนจากฝั่งขวาให้ยูราย คุชก้าโขกแต่มานูเอล นอยเออร์เซฟไว้ได้ แต่อีก 2 นาทีต่อมาเยอรมันนำห่างเป็น 2-0 จากการสับขาหลอกและกระชากทะลุแดนหลังของยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์แล้วจ่ายหักเข้าในให้โกเมซชาร์จเข้าประตูไป จบครึ่งแรกนำสองลูก


ครึ่งหลัง เยอรมันผ่อนเกมลงไป ในขณะที่สโลวะเกียแก้เกมมาอย่างดี จึงมีโอกาสเปิดเกมบุกใส่เยอรมันได้มากขึ้น โดยเน้นโจมตีทางฝั่งซ้ายของเยอรมันตลอดเวลาจนเกือบได้ประตูตีคืนแต่ยังไม่สำเร็จ แสดงถึงจุดอ่อนทางแบ๊กซ้ายของเยอรมันที่ยังเล่นโฉ่งฉ่างเข้าพรวดซึ่งสโลวะเกียเล็งเห็นในจุดนี้ แถมคู่เซนเตอร์ยังเจอกับความยากลำบากในการรับมือกับแนวรุกของสโลวะเกียพอสมควร แต่ไม่สามารถใช้โอกาสดังกล่าวให้เกิดประตูตีคืนได้ จนมาถึงนาทีที่ 61 เยอรมันก็ได้ประตูตอกฝาโลงโดยโทนี่ โครสโยนลูกเตะมุมให้มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์แต่กองหลังสโลวะเกียโหม่งสกัดไม่ขาด ดรักซ์เลอร์จึงวอลเลย์ตามน้ำสำเร็จโทษเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม หลังจากนั้นในนาทีที่ 70 เป็นต้นมา เยอรมันจึงค่อย ๆ เปลี่ยนตัวผู้เล่นสำรองลงมาแทนตัวจริงที่เริ่มล้าและติดใบเหลืองออกไปพัก จากนั้นก็ครองบอลปิดเกม จึงเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-0 รักษาสถิติคลีนชีทต่อไปอีกเป็นนัดที่ 5 (รวมอุ่นเครื่องกับฮังการีซึ่งเป็นนัดสุดท้ายก่อนทัวร์นาเมนท์)   

นัดนี้ถือว่าทีมเล่นกันได้ดีและเล่นกันอย่างสบาย ๆ ไม่มีอุปสรรคเท่าไหร่นัก เหมือนบอลอุ่นเครื่องนัดหนึ่งเลยทีเดียว ผู้เล่นอย่างดรักซ์เลอร์ก็เล่นได้ดีเกินคาด ยิง 1 จ่าย 1 กองหน้าอย่างโกเมซที่ยิงได้เป็นนัดที่สองติดต่อกัน คู่เซนเตอร์อย่างบัวเต็งและฮุมเมิ่ลส์ที่วางบอลเปิดเกมรุกได้อย่างแม่นยำ ทำให้มิดฟิลด์ตัวกลางอย่างโครสและเคดิร่าเล่นสบาย รวมถึงแผงรับของเยอรมันก็ไม่มีงานหนักมากมาย แต่ก็ต้องเข้าใจอีกมุมหนึ่งด้วยว่า สโลวะเกียขาดผู้เล่นตัวจริงจากนัดก่อนถึง 5 คนเนื่องจากอาการบาดเจ็บ อีกทั้งรูปเกมสโลวะเกียค่อนข้างหลวม ไม่ได้เหนียวแน่นอะไร  จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเยอรมันถึงเล่นสบาย จึงวัดอะไรไม่ได้มากนักถึงศักยภาพเชิงลึกที่แท้จริงของเยอรมันว่ามีแค่ไหน และทีมก็มีปัญหาที่น่ากังวลและต้องแก้ไขอีกด้วย ซึ่งมีดังนี้

จุดแรก แบ๊กซ้ายอย่างโยนาส เฮคเตอร์ยังเล่นโฉ่งฉ่าง สกัดบอลไม่ขาด อีกทั้งการประสานเกมในยามถูกบีบพื้นที่ยังขาดสมาธิ เป็นปัญหามาตั้งแต่นัดก่อน ๆ แต่นัดนี้เห็นชัดขึ้นกว่าเดิม อาจเป็นเพราะทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์เริ่มจะเล่นด้วยยากขึ้น ผู้เล่นอย่างเฮคเตอร์จึงเริ่มมีปัญหาการรับมือกับผู้เล่นริมเส้นฝ่ายตรงข้ามบ่อย ๆ ทั้งที่รูปเกมโดยรวมนั้นเยอรมันเล่นได้ดีกว่า เป็นจุดที่เลิฟต้องติวเข้มโดยด่วนที่สุด

จุดที่สอง ทุกนัดที่เยอรมันเปิดเกมรุกใส่ฝ่ายตรงข้ามมักจะทิ้งช่องว่างระหว่างแดนกลางกับแดนหลังเสมอ นัดนี้ก็เช่นกัน โครสกับเคดิร่าเล่นเกมรุกสบาย แต่ในการตัดบอลเพื่อตอบโต้เกมสวนกลับของสโลวะเกีย กลับลงไม่ค่อยทัน ทำให้แผงหลังรับมือค่อนข้างยากลำบากเพราะขาดตัวตัดเกมมาเบรกจังหวะ

จุดที่สาม ความนิ่งและเลือดเย็นในการยิงจุดโทษอันเคยเป็นเอกลักษณ์ของเยอรมันมาตั้งแต่อดีต หายไปไหน ? นัดนี้โอซิลแสดงให้เห็นว่าเป็นมือสังหารจุดโทษที่ไว้ใจไม่ได้เลย การยิงที่เบาเหมือนจะเน้นเล่นทางมากกว่าความแรงและแม่นยำทำให้ผู้รักษาประตูสโลวะเกียเซฟได้และพลาดโอกาสทองในการขึ้นนำ 2-0 อย่างรวดเร็ว อีกทั้งช่วงหลังมานี้ นักเตะทีมชาติเยอรมันทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติมักยิงจุดโทษพลาดบ่อยกว่ายิงเข้า ไม่ว่าจะเป็นโธมัส มึลเลอร์พลาดในเกมที่บาเยิร์น มิวนิคพบกับแอตเลติโก มาดริด นักเตะบาเยิร์น มิวนิคยิงจุดโทษพลาดในนัดชิงชนะเลิศกับเชลซีเมื่อ 4 ปีก่อน ไปจนถึงลูคัส โพดอลสกี้ที่ยิงพลาดนัดแพ้เซอร์เบีย 0-1 สะท้อนว่านักเตะเยอรมันรุ่นใหม่ ๆ สูญเสียคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของนักเตะเยอรมันยุคก่อน ซึ่งเมื่อได้จุดโทษย่อมยิงเข้าแทบทุกคน อีกการยิงจะเน้นความแรง แม่นยำ เสียบมุมและยิงอย่างเลือดเย็นเสมอ ขณะที่ยุคหลังยิงเบา ไม่แม่น บางคนยิงยัดเข้ากลางประตู อีกทั้งขาดความมั่นใจ  ซึ่งผิดคอนเซพท์ที่เคยมีมาจนทำให้เสียสถิติ นัดหลังจากนี้ เยอรมันมีโอกาสดวลจุดโทษหลังเล่นครบ 120 นาทีสูงมาก หากยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการยิงจุดโทษ อาจตกรอบได้ง่ายและเสียเครดิตไปอีกมากมาย

นัดหน้า เยอรมันต้องไปเจอของแข็งและแสลงโรค ต้องไปพบกับผู้ชนะระหว่างอิตาลีและสเปน ( ระหว่างที่ผมเขียนอยู่ตอนนี้ ทั้งสองทีมยังไม่เริ่มแข่งขัน) ซึ่งทั้งคู่มีสถิติที่ดีกับเยอรมันในการพบกันในทัวร์นาเมนท์ใหญ่ (ไม่รวมอุ่นเครื่อง) โดยในช่วง 10 ปีหลังสุดนับจากฟุตบอลโลกปี 2006 เป็นต้นมา เยอรมันเจออิตาลีและสเปนทีมละ 2 ครั้งและแพ้ทั้ง 2 ครั้ง เป็นสถิติที่ไม่ดีเลย แสดงให้เห็นว่าทั้งคู่มีทางบอลที่ได้เปรียบเยอรมันแม้ว่าจะเล่นต่างสไตล์กันก็ตาม

สเปนเป็นทีมที่เล่นบอลสวยงาม เทคนิคเยี่ยม มิติเกมรุกหลากหลาย ใช้การต่อบอลสั้นตามช่องอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อให้เกิดช่องว่างในการเข้าทำเกมรุกและจบสกอร์ สามารถเดินเกมกดดันฝ่ายตรงข้ามได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเล่นจังหวะเกมช้าหรือเร็ว จึงรับมือลำบากพอควร  แม้ว่ากองหลังสเปนจะหลวมก็ตาม แต่การเอาบอลคืนจากนักเตะสเปนเพื่อพลิกเกมรวมถึงการรับมือกับการเพรสซิ่งกดดันของนักเตะสเปนเป็นเรื่องยากลำบากพอสมควร  ยิ่งกว่านั้นโครงสร้างทีมสามารถใช้กองหน้าพันธุ์แท้อย่างอัลบาโร่ โมราต้าลงเล่นหรืออัดแผงกลางอย่างเดียวก็ได้ทั้งนั้น และนักเตะรุ่นใหม่สามารถทดแทนการขาดหายไปของนักเตะรุ่นเก่าได้พอสมควร  ถือเป็นทีมที่ประมาทไม่ได้เลย

ส่วนอิตาลี มีเกมรับและแดนกลางที่เหนียวแน่น ยืนซ้อนกันดี เล่นรัดกุมเสมอ ใช้แท็กติกตัดเกมในจังหวะสำคัญและเน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก อีกทั้งชุดนี้ที่มีอันโตนิโอ คอนเต้ อดีตมิดฟิลด์ทีมยูเวนตุสและทีมชาติอิตาลียุค 90 ใช้เกมสวนกลับและการฉวยจังหวะเมื่อฝ่ายตรงข้ามเปิดพื้นที่ว่างได้อย่างน่ากลัว ถือเป็นทีมที่เล่นบอลฉลาดมาก แม้ว่าศักยภาพเชิงลึกจะสู้เยอรมันไม่ได้ แต่ระบบทีมและแท็กติกแพรวพราวอาจสร้างความลำบากในการเล่นของเยอรมันเป็นอย่างยิ่ง

คืนนี้มาดูกันว่าจะได้ประมือกับใคร ระหว่างทีมแดง (La Roja) สุดยอดลีลาเกมรุก หรือทีมน้ำเงิน (Le Azzurri) สุดยอดแท็กติกเกมรับ แต่ถ้าเลือกได้ อยากเจอสเปนมากกว่าเพราะสไตล์การเล่นที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งเยอรมันยุคหลังจากแพ้สเปนเมื่อ 6 ปีก่อนเริ่มมีพัฒนาการและประสบการณ์ที่มากขึ้น การรับมือกับสเปนอาจไม่ลำบากชนิดหาบอลไม่เจอเหมือนสมัยก่อน อีกทั้งแนวรับสเปนค่อนข้างหลวม จึงมีความเป็นไปได้มากกว่าการรับมือกับอิตาลีที่ไม่ว่ายุคไหนก็ไม่ง่ายในการรับมือเนื่องจากแพ้ทางกัน แต่ทั้งนี้ เยอรมันต้องจบชัยชนะให้ได้ภายใน 120 นาทีโดยไม่ไปลุ้นดวลจุดโทษตัดสิน เนื่องจากประสิทธิภาพการยิงลูกโทษของเยอรมันไม่น่าไว้วางใจเหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นเรื่องยากที่ผ่านคู่แข่งจากการวัดดวงได้อีก ดังนั้นเลิฟต้องติวเข้มลูกทีมในทุกตำแหน่งอย่างที่สุดนับตั้งแต่ตอนนี้เพื่อการันตีหนทางการคว้าแชมป์ยูโรเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ให้ได้ มาลุ้นกันครับ

คะแนนความสามารถ (0 = สุดยอด, 6 = สุดแย่)

มานูเอล นอยเออร์ (2) – ซูเปอร์เซฟหลายลูกทั้งในครึ่งแรกและครึ่งหลัง อีกทั้งออกมาตัดบอลได้ดี ยืนถูกตำแหน่งตลอดเวลา

โยชัว คิมมิช (2) – เล่นเด่นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเกมรุกและเกมรับ มีวินัยมากขึ้น รักษาตำแหน่งได้ดี อีกทั้งไม่ค่อยถูกทดสอบอะไรเท่าไหร่

โยนาส เฮคเตอร์ (4) – การเติมเกมรุกมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดบอลเริ่มหวังผลได้ แต่เกมรับกลับแย่ลง ขาดความนิ่งและแน่นอน เล่นโฉ่งฉ่าง เป็นบ่อให้สโลวะเกียเจาะ

มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ (2) – ผ่านบอลแม่นยามเปิดเกมรุก สอดขึ้นมาทำประตูได้หลายหนและมีส่วนกับประตูที่สาม ส่วนเกมรับยังนิ่งและไว้ใจได้ อ่านเกมขาด

เยโรม บัวเต็ง (2.5) – ยิงไกลแถวสองเบิกสกอร์แรกให้เยอรมันนำ 1-0 วางบอลยาวได้แม่นยำในการเปิดเกมรุก ยืนตำแหน่งได้ดีในเกมรับ แต่การสกัดบอลยังทำได้ไม่ดีนัก ค่อนข้างลำบากในการรับมือกับนักเตะสโลวัก

ซามี่ เคดิร่า (2.5) – ขึ้นเกมได้ดี ครองบอลเหนียวแน่น และต่อเนื่อง แต่เกมรับไม่ค่อยไล่บอลเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะขึ้นเกมบ่อยเกินไป

โทนี่ โครส (2.5) – หัวใจในแดนกลาง คุมจังหวะได้อย่างไหลลื่น ผ่านบอลแม่น แต่การเล่นเกมรับยังขาดความแน่นอน

ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ (1.5) – โดดเด่นผิดกับนัดก่อน มิติการเล่นหลากหลาย วิ่งสลับตำแหน่งไปมาตลอดเวลา เล่นง่ายและแน่นอนกว่าเดิม คล่องและเทคนิคอันตราย เปิดป้อนให้โกเมซยิงเบิกร่องและวอลเลย์ลูกสุดท้ายย้ำชัยชนะ

โธมัส มึลเลอร์ (3.5) – ทุ่มเทในการเล่น เชื่อมเกมตลอดเวลา แต่เสียดายที่ยิงไม่ได้ ยังต้องรอประตูแรกในฟุตบอลยูโรต่อไป

เมซุท โอซิล (4) – มีโอกาสยิงจากแถวสองหลายครั้งแต่พลาดไปหมด ไม่ค่อยมีบทบาทในเกมรุกเท่าไหร่ อีกทั้งยิงลูกโทษพลาด ขาดความมั่นใจในการเล่น

มาริโอ โกเมซ (3) – ชาร์จเข้ายิงลูกเปิดของดรักซ์เลอร์เป็นประตูนำ สร้างโอกาสการได้ลูกโทษแม้โอซิลจะยิงไม่เข้า วิ่งหาพื้นที่ตลอดเวลา ดึงนักเตะฝ่ายตรงข้ามเพื่อเปิดพื้นที่ได้ดี  แต่ครึ่งหลังหายไปไหน

สำรอง
ลูคัส โพดอลสกี้ (5) – ได้โอกาสเคาะสนิม มีโอกาสยิงหลายหนแต่พลาด เปิดบอลเข้าหลางสร้างอันตรายในเกมรับของสโลวะเกียได้ดี

เบเนดิคท์ เฮอเวเดส (5) – ลงแทนบัวเต็ง ไม่ค่อยมีงานหนักให้ทำเท่าไหร่ เล่นสบายๆ ไม่กดดัน

บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ (5.5) – เชื่อมเกมได้มีประสิทธิภาพ ครองบอลเหนียวแน่น แม้จะไม่มีบทบาทสร้างอันตรายมากนัก

*หมายเหตุ: ระหว่างดูคู่นี้ เน็ทหลุดบ่อยทำให้ดูได้ไม่ต่อเนื่อง การวิเคราะห์เกมอาจจะคลาดเคลื่อนไปพอสมควร ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
โอ ท่านดยุคกลับมาแล้ว สวัสดีครับ

เห็นด้วยครับว่า เฮคเตอร์ ยังคงเป็นจุดอ่อนในเกมรับที่สำคัญของอินทรีเหล็ก ยิ่งถ้าเจอคู่แข่งเขี้ยวลากดิน

อย่างกระทิงดุหรืออัซซูรี่ อาจจะถูกเจาะทางด้านซ้ายเป็นระรอกๆได้ ส่วนคิมมิช นัดต่อไปนี่คงได้พิสูจน์ตัวเองว่าอยู่ในระดับไหนในเวทียุโรป


เรื่องยิงจุดโทษ ถึงแม้โอซิลจะถูกวางเป็นมือสังหารก็ตาม พอเริ่มพลาดพลั้งในการยิงจุดโทษ ทำให้นึกขึ้นได้ว่า การที่เลิฟเลือกตัวเก๋ามาส่วนหนึ่ง

อย่าง โพลดี้ บาสตี้ โกเมซ รวมกับ มุลเล่อร์ โครส เกิตเซ่  ก็ทำให้คิดว่า ทีมเพชรฆาตยิงจุดโทษยังพอใช้ได้อยู่ครับ (ในกรณีที่ไม่เลือกโอซิล)

ที่สำคัญมีนอยเออร์อยู่ รู้สึกเหมือนได้ซื้อประกันชีวิตเอาไว้ โดนยิงทีไรอุ่นใจทู๊กที  อิอิ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่