[CR] #4 ปี กับชีวิตนักศึกษาในอินเดีย สนุก เศร้า เหงา และอดทน (ตอนที่ 1)

แนะนำตัวก่อนว่าผมชื่อ เจ นะคับ ตอนนี้เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เลยคับ  เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ตั้งแต่มาเรียนที่นี้เริ่มแรกได้ยังไง และชีวิตในรั้วมหาลัยที่นี้เป็นยังไงบ้าง เผื่อจะเป็นความรู้ให้กับคนที่สนใจจะมาเรียนต่อที่อินเดียนะคับ


เมื่อพูดถึงอินเดียแล้ว หลายคนคงรู้สึกขมคอขึ้นมาเลยละคับ ไม่ว่าจะเป็นกองขยะข้างถนนบ้าง คนยื่นฉี่ หรือนั่งปลดทุกข์ข้างทางบ้าง น้ำเน่าเหม็นในลำคลองบ้าง หรือแม้กระทั่งคนขอทานที่มีให้เห็นตลอดทาง แต่ถ้าเราบอกข้ามสิ่งพวกนี้ไปได้ เราก็จะเห็นว่าอินเดียก็มีสิ่งที่น่าสนใจซ้อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมาในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน อารยธรรม ความแตกต่างทางภาษาและศาสนาที่สามารถอยู่ร่วมกันได้


ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าก่อนเรียนจบม.6 ที่ไทย ผมก็ตั้งใจที่จะเรียนต่อปริญญาตรีที่ต่างประเทศ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าต้องพูดอังกฤษให้ได้คล่องๆ เพราะมีความฝั่งใจบ้างอย่างเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ผมก็ทำการบ้านอยู่นานคับว่าจะเรียนที่ไหนดี และที่นั้นต้องให้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการเรียนการสอน หรือแม้กระทั่งในชีวิตประจำวัน อีกอย่างคือต้องไม่แพง เพราะไม่อยากรบกวนเงินแม่มาก เพราะแม่ทำงานหาเงินคนเดียวส่งทั้งผมและน้องเรียน ผมเลยมุ่งไปที่ทุนเรียนต่อต่างประเทศซะส่วนใหญ่และก็ไปสอบทั้งหมด 3 ทุนคับ คือ ทุนรัฐบาลสิงคโปร์ ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น และทุนของ Asian University ทุนของสิงค์โปร์กับญี่ปุ่นนี้ตายตั้งแต่เห็นข้อสอบเลยคับมันยากมากกกก ณ ตอนนั้นด้วยความที่ภาษาอังกฤษก็ไม่แข็งแรงด้วยจึงแปลไม่ค่อยออกเรยคับ ส่วนทุนของ Asian University ได้แค่ 25% ก็เรยไม่ได้ตอบตกลงคับ หลังจากสอบ 3 ทุนนี้ผมเหมือนเสียศูนย์เลยคับจะจบ ม.6 แล้วแต่ยังไม่มีที่เรียน มหาลัยในไทยผมก็ยื่นรับตรงของม.บูรพาไปคับคณะศิลปศาสตร์หลักสูตรนานาชาติ ตอนนั้นคิดว่าถ้าไม่ได้ที่ไหนเลยก็คงต้องเรียนที่นี้คับ แต่แล้วผมก็เจอทางออกเมื่อเจอกระทู้นึงที่พูดเกี่ยวกับทุน ICCR (Indian Council of Cultural Relations) ที่รัฐบาลอินเดียให้กับนักเรียนไทย 10 ทุนต่อปี เป็นทุนเต็มจำนวนให้เปล่าและสามารถเลือกเรียนได้ทุกสาขา (ยกเว้น แพทย์ ทันตะ และสาขาอื่นที่เกี่ยวกับแพทย์) แต่ตอนนั้นที่ดูคือมันหมดเขตรับสมัครไปแล้วคับ สมัครได้อีกทีคือปีถัดไป ผมจึงเริ่มวางแผนชีวิตใหม่และเห็นว่าเหตุผลที่สอบไม่ติดรอบสัมภาษณ์เลยเป็นเพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ดังนั้นเราต้องทำให้ภาษาอังกฤษแข็งแรงก่อนถึงจะสอบทุนนี้ได้ ผมเลยตัดสินใจพูดกับแม่ตรงๆ ว่าขอไปเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดียก่อนปีนี้ยังไม่เข้ามหาลัยไว้กลับมาสอบทุนแล้วเข้าปีหน้า ตอนแรกแม่ก็ไม่เห็นด้วยเค้าก็ถามย้อนกลับว่าแล้วถ้ากลับมาแล้วสอบไม่ได้ละ จะทำไง ? ผมก็อึ้ง คิดในใจ "เออว่ะ ถ้าสอบไม่ได้จะทำไงว่ะ ?" แต่ก็ยืนยันกับแม่ไปว่าจะทำให้ได้ และจะทำให้ดีที่สุด เค้าก็ไม่ยอมอยู่ดีเพราะผมกับน้องอยู่กับแม่ตลอดไม่เคยไปไหนไกลๆ เลย ไม่แปลกที่เค้าจะเป็นห่วงและไม่อยากให้ไป ผมก็อธิบายกับแม่ฟังว่ามันคือการลงทุน เพื่อผลกำไรที่ยั่งยืน อีกใจก็คิดว่าเราเห็นแก่ตัวเกินไปมั้ยที่กำลังจะทิ้งแม่กับน้องไป ก็คุยกันอยู่นานกับเรื่องนี้ ในที่สุดแม่ก็ยอมให้ไปแบบไม่เต็มใจมากนัก อาจจะเป็นเพราะเค้าเป็นห่วงและอีกอย่างผมต้องใช้เงินก้อนนึงเพื่อลงทุนในครั้งนี้ เท่ากับว่าถ้าผมไปเรียนแม่ก็ต้องเสียเงินก้อนนี้แทนที่จะเอาไว้ใช้จ่ายอย่างอื่น หลังจากนั้นผมก็เริ่มติดต่อกับอเจนซี่ ดูสถาบันหลายๆที่และเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย (เอาให้ถูกที่สุด !!) เลือกเมืองที่จะไปเรียน จัดการเรื่อง formalities ต่างๆ ตั๋วเครื่องบิน และชำระเงินกับอเจนซี่สำหรับคอร์สเรียนภาษา 6 เดือน พูดง่ายๆคือตอนนั้นวุ่นวายมาก ทำการบ้านเยอะมากคับผมจัดการเองคนเดียวทุกอย่าง สุดท้ายก็เลือกเรียนที่บังกลอร์ (Bangalore) เพราะดูจากหลายๆ reaction ของคนไทยที่เคยไปเที่ยว หรือไปเรียนภาษามาคับ และคิดว่าเราน่าจะอยู่ได้ ตามแพลนคือเดินทางเดือนมิถุนายนคับ และคอร์สจะจบต้นเดือนธันวาคม (จำวันที่แน่นอนไม่ได้คับ)




flight จากไทยไปบังกลอร์ส่วนใหญ่จะเป็นตอนกลางคืนคับ ผมถึงบังกลอร์เวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่า ตอนนั้นกลัวมากเพราะเราเดินทางคนเดียวและเป็นการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกด้วย หลังจากที่เครื่อง land แล้วก็ผ่าน immigration & customs พอเรียบร้อยแล้วก็จะมีตัวแทนของอเจนซี่มารอรับที่สนามบินคับ ความรู้สึกแรกคือ "มันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นนะ แบบนี้เราก็อยู่ได้นะ ไม่ได้ลำบากเลย" คืนนี้ผมเลยต้องนอนที่บ้านพี่ตัวแทนก่อนคับเพราะดึกแล้ว พอตอนเช้าพี่เค้าก็มาส่งที่หอพักใกล้ๆ กับสถาบันที่ผมจะเรียนคับ หอพักมีลักษณะเป็นบ้านของคนอินเดียนี้ละคับ มี 3 ชั้นและชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้า ชั้นล่างสุดเป็นครอบครัวของเจ้าของบ้านอยู่ ชั้นบนอีกสองชั้นจะเปิดให้นักเรียนเช่า แต่ละชั้นมี 2 ห้อง และแต่ละห้องอยู่ 2 คนคับ แชร์กัน อ่อ ! ลืมบอกไปว่าเป็นหอชายนะคับ นักเรียนส่วนใหญ่ที่อยู่จะมาจากตะวันออกกลาง เช่น เยเมน ซาอุ อิร่าน ตอนเข้ามาอยู่มีมองโกเลียอยู่ก่อนหน้าแล้วคับ 2 คน ผมเป็นคนไทยคนเดียว นอกนั้นอาหรับหมดคับ ผมได้อยู่คนเดียวไปก่อนเพราะยังไม่มีรูมเมท


เสร็จจากเรื่องที่พักผมก็ไปที่สถาบันต่อคับ ก่อนเข้าเรียนทางสถาบันจะมีการสอบก่อนเพื่อวัดความรู้ด้านภาษาของเรา หลังจากสอบทางจะสถาบันก็จะจัดวันและเวลาเรียนให้พร้อมกับหนังสือเรียนคับ ตาราเรียนของผมคือ วันจันทร์-วันศุกร์ เรียนวันละ 6 ชม. ส่วนวันเสาร์ก็จะเป็นกิจกรรม presentation คับและเป็นแบบนี้ถึง 6 เดือน แรกๆ พูดเรยว่าไม่ชินกับสำเนียงอินเดียเรยคับ ฟังไม่ออกเลย เจออาจารย์สอนเร็วก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ได้แต่พูดกับตัวเองว่า "กุจะรอดไปถึง 6 เดือนมั้ยเนี้ย กลัวจะร้องไห้กลับบ้านก่อนอ่ะดิ แต่ไหนๆ ก็มาละลองดูสักตั้งละกัน"

ผมใช้เวลาปรับอยู่เป็นเดือนเรยคับกว่าจะฟังอาจารย์เข้าใจ และทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ผมเรียนได้อย่างสบายใจเรย โชคดีที่มีพี่ๆ คนไทยเรียนอยู่ด้วยผมก็ได้พี่ๆ คนไทยนี้ละคับคอยแนะนำ คอยบอก คอยสอน ถ้าไม่ได้พี่ๆเค้าผมก็คงไม่รอดเหมือนกันคับ ช่วงแรกนี้เหงามากเรยคับ อยากกลับบ้านมากๆ ผมอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อนด้วย มันเหงาแบบหดหู่มากเรยละคับแต่ก็กลับบ้านไม่ได้ด้วย เพราะยังแบกรับความฝันของตัวเองไว้อยู่ และในที่สุดผมก็มีรูมเมทสักทีเค้าเป็นคนซาอุคับ แรกๆ ไม่ค่อยสนิทหรอก พออยู่ด้วยกันไปนานๆก็สนิทกันเองคับเพราะสายเที่ยวเหมือนกัน จากนั้นมาผมก็มีเพื่อนมากขึ้น แก้งค์ผมมีทั้งหมด 5 คน มีผม รูมเมทผม เพื่อนอาหรับอีก 2 คน และก็พี่ผู้หญิงคนไทยอีกคนคับ สนิทกันมาก ไปไหนก็ไปด้วยกันตลอดเลย แต่ผมจะสนิทกับรูทเมทผมสุดเพราะอยู่ด้วยกันตลอด

ทุกๆ วันดำเนินไปด้วยความสนุกสนานจนไปถึงวันที่ผมเรียนจบคอร์สและก็ต้องกลับไทยละคับ พอต้นเดือนธันวาผมก็เดินทางกลับไทยหลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้เจอเพื่อนอีกเรย มีคุยกันในเฟสบ้างแต่มันก็ไม่รู้สึกดีเท่ากับเจอกันแต่ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงอยู่คับ เวลาว่างๆ ผมก็ชอบแวะไปเยี่ยมคุณครูและสถาบันอยู่บ่อยๆ ไปทีไรก็คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ทุกที (พูดแล้วน้ำตาจิไหล T T)

ส่วนชีวิตในรั้วมหาลัยจะเป็นยังไงนั้นไปตามอ่านต่อในตอนที่ 2 นะคับ
ตอนที่ 2 ตามลิงค์นี้เรยคับ  http://pantip.com/topic/35302027

ชื่อสินค้า:   0
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่