สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 25
ความเห็นส่วนตัว ในแถบนี้
พม่า - พม่าสามารถจะเจริญไปได้ระดับหนึ่งแต่ไม่มีทางเกินไทยแน่นอน จากสาเหตุเรื่องการปกครอง พม่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเต็มตัวได้ เพราะหากพม่าเปลี่ยนระบบการปกครองเต็มที่ก็นับถอยหลังรอดูพม่าแตกเป็นเสี่ยงๆได้ แต่หากพม่ายังกึ่งเสรีกึ่งเผด็จการทหารอยู่อย่างทุกวันนี้ พม่าก็จะเจริญแบบให้ต่างชาติเข้าไปสูบผลประโยชน์และทรัพยากรโดยพม่าได้ส่วนแบ่งไปจำนวนหนึ่งขายทรัพยากรสมบัติเก่ากิน ซึ่งด้วยความสามารถในการล้างผลาญทรัพยากรมหาศาลในพม่าให้อย่างเก่ง 10 ปีก็ไม่ต่างไปจากไทยวันนี้ดอก พอทรัพยากรเริ่มร่อยหรอเศรษฐกิจเริ่มขาลงพม่าก็จะเกิดปัญหาการเมืองอีก
ลาว - ลาวมีทรัพยากรธรรมชาติมากก็จริงแต่มีปัญหาสำคัญหลายอย่าง เช่นประชากรมีน้อยมาก ประเทศเป็น Land Lock ไม่ติดทะเล ซึ่งหากลาวจะยกระดับตัวเองให้ได้ก็คงต้องเลียนแบบระบบเศรษฐกิจของสวิสที่มีลักษณะประเทศคล้ายกับลาว แต่คงยากเพราะสวิสใช้เวลาในการสร้าง-ปรับระบบเศรษฐกิจของตนมานานมาก
เขมร - จากเหตุการณ์ที่ผ่านๆมาจะเห็นได้ว่าประชากรส่วนใหญ่ของเขมรยังค่อนข้างขาดคุณภาพโดยเฉพาะด้านการศึกษาพร้อมที่จะเฮโลไปตามกระแสที่ถูกปั่น อีกทั้งเขมรมีทรัพยากรเยอะพอดูก็จริงแต่พื้นที่ของเขมรเล็กกว่าไทยมากคือราวๆ 180,000 ตารางกิโลเมตรใหญ่กว่าภาคอีสานของไทยไม่มาก และเขมรยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือการถูกกลืนเชื้อชาติจากเวียดนามที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขมรมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเขมรจะต้องเกิดปัญหาจากคนเชื้อสายเวียดนามแน่นอน
เวียดนาม - หากดูกันเผินๆจะเห็นเวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพุ่งแรง เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ แต่หากดูกันให้ดีๆ มองกันลึกๆจะเห็นว่าเวียดนามมีแต่ปัญหาเต็มไปหมด เพราะเวียดนามเปิดประเทศตามจีนซึ่งจีนใช้เวลาในการศึกษาเตรียมการรับมือระบบทุนนิยมมานานเป็นสิบปี แต่เวียดนามนั้นแทบไม่มีการเตรียมตัวเลย ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามเกือบทั้งหมดเป็นการพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ มีการพึ่งพาตนเองน้อย ปัจจุบีนเงินเฟ้อของเวียดนามเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจมีปัญหามากมายจนต้องยกเลิกรถไฟความเร็วสูงไปแล้ว เศรษฐกิจฟองสบู่กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเวียดนามเองมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้อยู่ นั่นคือขนาดพื้นที่กับประชากร เวียดนามมีพื้นที่พอๆกับมาเลเซียแต่มีประชากรถึง 93 ล้าน ทำให้เวียดนามต้องหาทางขยับขยายประชากรออก และด้วยจำนวนคนมหาศาลทำให้เวียดนามจำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมากในการทำการเกษตรเลี้ยงพลเมือง ยิ่งลักษณะรูปร่างของประเทศเวียดนามเป็นรูปตัว S ยาวหัวท้ายป่องตรงกลางคอด ช่วงภาคกลางยิ่งมีเทือกเขาอีก เป็นผลให้พื้นที่ที่เวียดนามจะใช้ในการอุตสาหกรรมยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ จากการคำนวณของสำนักเศรษฐกิจหลายๆแห่งเวียดนามจะเจริญมาเทียบกับไทยได้ต้องใช้เวลาราวๆ 20 ปี โดยมีข้อแม้ว่าเวียดนามจะต้องไม่ผิดพลาดอะไรเลย และไทยจะต้องหยุดไม่ทำอะไรเลยตลอด 20 ปี
ฟิลิปปินส์ - ประเทศนี้อาการหนักกว่าเวียดนามซะอีกการเติบโตทางเศรษฐกิจสู้เวียดนามไม่ได้เลย ฟิลิปปินส์เองก็ปัญหาคล้ายๆเวียดนาม คือพื้นที่กับประชากร ขนาดพื้นที่และประชากรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเวียดนาม แต่อาการหนักขึ้นไปอีกเพราะผลิตอาหารได้ไม่พอเลี้ยงประชากร
อินโดนีเซีย - อินโดนีเซียก็คล้ายๆกันกับฟิลิปปินส์ ผลิตอาหารได้ไม่พอเลี้ยงประชากร ยังดีที่อินโดนีเซียมีพื้นที่ใหญ่พอดูแต่ด้วยจำนวนคนที่มหาศาลกว่า 250 ล้านคนทำให้เกิดช่องว่างคนรวยกับคนจนเยอะมากโดยเฉพาะคนเชื้อสายจีน ทำให้อินโดนีเซียมักจะเกิดปัญหาเชื้อชาติกันบ่อยๆ ปัจจุบันอาจจะมีคนยกให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจโดยเอาชื่อไปใส่ใน BRIC กลายเป็น BRIIC แต่ศักยภาพต่างๆของอินโดนีเซียยังตามหลัง BRIC อยู่ไกลลิบ ทรัพยากร + พื้นที่อินโดนีเซียอาจจะเห็นว่ายังมีอยู่มากแต่เทียบกับจำนวนประชากรแล้วก็ไม่ได้ต่างจากไทยเท่าไหร่ และยังมีโอกาสที่จะมีการแบ่งแยกประเทศอีกหลายส่วน ตามที่คำนวณ อินโดนีเซียยังต้องใช้เวลาอีกมากพอดูกว่าจะตามไทยทัน นี่ล่าสุดก็ทำท่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจอีกแล้ว
มาเลเซีย - มาเลเซียเติบโตมาได้ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าฝีมือมหาเธร์เกือบจะล้วนๆ ซึ่งหลังๆมหาเธร์ใช้วิธีปล่อยโครงการออกมาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจมาเลเซียผ่อนลง ทำให้มาเลเซียเหมือนอยู่บนหลังเสือต้องเร่งเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ ซึ่งเท่าที่เห็นพอมหาเธร์หมดอำนาจมาเลเซียก็ไม่ค่อยมีการปล่อยโครงการอะไรออกมา คาดว่ามาเลเซียคงจะค่อยๆแผ่วลงไป ถ้าไม่มีตึกแฝดนี่มาเลเซียไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์เลยด้วยซ้ำ อีกทั้งมาเลเซียก็ยังไม่สามารถเลิกนโยบายภูมิบุตรได้ทำให้มีสภาพเหมือนกับต้องคอยอุ้มคนเชื้อสายมลายูไปเรื่อยๆ ถ้าไม่สามารถยกเลิกนโยบายนี้ได้ในอนาคตจะต้องเป็นปัญหาใหญ่ของมาเลเซียแน่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาระหว่างคนจีนกับคนมลายูที่รอวันปะทุ และยังมีปัญหาเกี่ยวกับพวกคลั่งศาสนาอีกต่างหาก
สิงคโปร์ / บรูไน - ยังไม่มีปัญหาอะไรมากมายเนื่องจากยังมีเงินสดในมือสูงมาก แต่กับสิงคโปร์นั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีที่มาจากรัฐบาลที่ค่อนข้างเผด็จการในสภา ในอน่คตหากประชาชนสิงคโปร์ไม่พอใจระบบเผด็จการก็อาจทำให้การเมืองสิงคโปร์เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นผลกระทบอันรุนแรงไปสู่เศรษฐกิจของสิงคโปร์แน่นอนหากสิงคโปร์ไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีอำนาจเผด็จการ ส่วนบรูไนเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดมาจากน้ำมันในประเทศแต่น้ำมันของบรูไนก็ใกล้จะถึงเวลาที่หมดไป ซึ่งสุลต่านฮัสซานาลได้เริ่มมีการวางรากฐานเอาไว้แล้วในกรณีที่น้ำมันร่อยหรอลง แต่ก็ต้องดูกันต่อไป
พม่า - พม่าสามารถจะเจริญไปได้ระดับหนึ่งแต่ไม่มีทางเกินไทยแน่นอน จากสาเหตุเรื่องการปกครอง พม่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเต็มตัวได้ เพราะหากพม่าเปลี่ยนระบบการปกครองเต็มที่ก็นับถอยหลังรอดูพม่าแตกเป็นเสี่ยงๆได้ แต่หากพม่ายังกึ่งเสรีกึ่งเผด็จการทหารอยู่อย่างทุกวันนี้ พม่าก็จะเจริญแบบให้ต่างชาติเข้าไปสูบผลประโยชน์และทรัพยากรโดยพม่าได้ส่วนแบ่งไปจำนวนหนึ่งขายทรัพยากรสมบัติเก่ากิน ซึ่งด้วยความสามารถในการล้างผลาญทรัพยากรมหาศาลในพม่าให้อย่างเก่ง 10 ปีก็ไม่ต่างไปจากไทยวันนี้ดอก พอทรัพยากรเริ่มร่อยหรอเศรษฐกิจเริ่มขาลงพม่าก็จะเกิดปัญหาการเมืองอีก
ลาว - ลาวมีทรัพยากรธรรมชาติมากก็จริงแต่มีปัญหาสำคัญหลายอย่าง เช่นประชากรมีน้อยมาก ประเทศเป็น Land Lock ไม่ติดทะเล ซึ่งหากลาวจะยกระดับตัวเองให้ได้ก็คงต้องเลียนแบบระบบเศรษฐกิจของสวิสที่มีลักษณะประเทศคล้ายกับลาว แต่คงยากเพราะสวิสใช้เวลาในการสร้าง-ปรับระบบเศรษฐกิจของตนมานานมาก
เขมร - จากเหตุการณ์ที่ผ่านๆมาจะเห็นได้ว่าประชากรส่วนใหญ่ของเขมรยังค่อนข้างขาดคุณภาพโดยเฉพาะด้านการศึกษาพร้อมที่จะเฮโลไปตามกระแสที่ถูกปั่น อีกทั้งเขมรมีทรัพยากรเยอะพอดูก็จริงแต่พื้นที่ของเขมรเล็กกว่าไทยมากคือราวๆ 180,000 ตารางกิโลเมตรใหญ่กว่าภาคอีสานของไทยไม่มาก และเขมรยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือการถูกกลืนเชื้อชาติจากเวียดนามที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขมรมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเขมรจะต้องเกิดปัญหาจากคนเชื้อสายเวียดนามแน่นอน
เวียดนาม - หากดูกันเผินๆจะเห็นเวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพุ่งแรง เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ แต่หากดูกันให้ดีๆ มองกันลึกๆจะเห็นว่าเวียดนามมีแต่ปัญหาเต็มไปหมด เพราะเวียดนามเปิดประเทศตามจีนซึ่งจีนใช้เวลาในการศึกษาเตรียมการรับมือระบบทุนนิยมมานานเป็นสิบปี แต่เวียดนามนั้นแทบไม่มีการเตรียมตัวเลย ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามเกือบทั้งหมดเป็นการพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ มีการพึ่งพาตนเองน้อย ปัจจุบีนเงินเฟ้อของเวียดนามเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจมีปัญหามากมายจนต้องยกเลิกรถไฟความเร็วสูงไปแล้ว เศรษฐกิจฟองสบู่กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเวียดนามเองมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้อยู่ นั่นคือขนาดพื้นที่กับประชากร เวียดนามมีพื้นที่พอๆกับมาเลเซียแต่มีประชากรถึง 93 ล้าน ทำให้เวียดนามต้องหาทางขยับขยายประชากรออก และด้วยจำนวนคนมหาศาลทำให้เวียดนามจำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมากในการทำการเกษตรเลี้ยงพลเมือง ยิ่งลักษณะรูปร่างของประเทศเวียดนามเป็นรูปตัว S ยาวหัวท้ายป่องตรงกลางคอด ช่วงภาคกลางยิ่งมีเทือกเขาอีก เป็นผลให้พื้นที่ที่เวียดนามจะใช้ในการอุตสาหกรรมยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ จากการคำนวณของสำนักเศรษฐกิจหลายๆแห่งเวียดนามจะเจริญมาเทียบกับไทยได้ต้องใช้เวลาราวๆ 20 ปี โดยมีข้อแม้ว่าเวียดนามจะต้องไม่ผิดพลาดอะไรเลย และไทยจะต้องหยุดไม่ทำอะไรเลยตลอด 20 ปี
ฟิลิปปินส์ - ประเทศนี้อาการหนักกว่าเวียดนามซะอีกการเติบโตทางเศรษฐกิจสู้เวียดนามไม่ได้เลย ฟิลิปปินส์เองก็ปัญหาคล้ายๆเวียดนาม คือพื้นที่กับประชากร ขนาดพื้นที่และประชากรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเวียดนาม แต่อาการหนักขึ้นไปอีกเพราะผลิตอาหารได้ไม่พอเลี้ยงประชากร
อินโดนีเซีย - อินโดนีเซียก็คล้ายๆกันกับฟิลิปปินส์ ผลิตอาหารได้ไม่พอเลี้ยงประชากร ยังดีที่อินโดนีเซียมีพื้นที่ใหญ่พอดูแต่ด้วยจำนวนคนที่มหาศาลกว่า 250 ล้านคนทำให้เกิดช่องว่างคนรวยกับคนจนเยอะมากโดยเฉพาะคนเชื้อสายจีน ทำให้อินโดนีเซียมักจะเกิดปัญหาเชื้อชาติกันบ่อยๆ ปัจจุบันอาจจะมีคนยกให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจโดยเอาชื่อไปใส่ใน BRIC กลายเป็น BRIIC แต่ศักยภาพต่างๆของอินโดนีเซียยังตามหลัง BRIC อยู่ไกลลิบ ทรัพยากร + พื้นที่อินโดนีเซียอาจจะเห็นว่ายังมีอยู่มากแต่เทียบกับจำนวนประชากรแล้วก็ไม่ได้ต่างจากไทยเท่าไหร่ และยังมีโอกาสที่จะมีการแบ่งแยกประเทศอีกหลายส่วน ตามที่คำนวณ อินโดนีเซียยังต้องใช้เวลาอีกมากพอดูกว่าจะตามไทยทัน นี่ล่าสุดก็ทำท่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจอีกแล้ว
มาเลเซีย - มาเลเซียเติบโตมาได้ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าฝีมือมหาเธร์เกือบจะล้วนๆ ซึ่งหลังๆมหาเธร์ใช้วิธีปล่อยโครงการออกมาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจมาเลเซียผ่อนลง ทำให้มาเลเซียเหมือนอยู่บนหลังเสือต้องเร่งเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ ซึ่งเท่าที่เห็นพอมหาเธร์หมดอำนาจมาเลเซียก็ไม่ค่อยมีการปล่อยโครงการอะไรออกมา คาดว่ามาเลเซียคงจะค่อยๆแผ่วลงไป ถ้าไม่มีตึกแฝดนี่มาเลเซียไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์เลยด้วยซ้ำ อีกทั้งมาเลเซียก็ยังไม่สามารถเลิกนโยบายภูมิบุตรได้ทำให้มีสภาพเหมือนกับต้องคอยอุ้มคนเชื้อสายมลายูไปเรื่อยๆ ถ้าไม่สามารถยกเลิกนโยบายนี้ได้ในอนาคตจะต้องเป็นปัญหาใหญ่ของมาเลเซียแน่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาระหว่างคนจีนกับคนมลายูที่รอวันปะทุ และยังมีปัญหาเกี่ยวกับพวกคลั่งศาสนาอีกต่างหาก
สิงคโปร์ / บรูไน - ยังไม่มีปัญหาอะไรมากมายเนื่องจากยังมีเงินสดในมือสูงมาก แต่กับสิงคโปร์นั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีที่มาจากรัฐบาลที่ค่อนข้างเผด็จการในสภา ในอน่คตหากประชาชนสิงคโปร์ไม่พอใจระบบเผด็จการก็อาจทำให้การเมืองสิงคโปร์เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นผลกระทบอันรุนแรงไปสู่เศรษฐกิจของสิงคโปร์แน่นอนหากสิงคโปร์ไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีอำนาจเผด็จการ ส่วนบรูไนเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดมาจากน้ำมันในประเทศแต่น้ำมันของบรูไนก็ใกล้จะถึงเวลาที่หมดไป ซึ่งสุลต่านฮัสซานาลได้เริ่มมีการวางรากฐานเอาไว้แล้วในกรณีที่น้ำมันร่อยหรอลง แต่ก็ต้องดูกันต่อไป
ความคิดเห็นที่ 19
ประเทศเราแพ้เขาจริงหรือ????
ผมเองได้ยินประโยคนี้จากคนไทยหลายๆคนที่มองว่าหลังจากที่เราประสบปัญหาทางการเมืองมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
เป็นสาเหตุให้ประเทศไทยมีพัฒนาการล่าช้ากว่าประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยมองว่าประเทศไทยไม่ได้มี Mega project ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเจริญเติบโตก้าวหน้าและสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ผมเองมีโอกาสเดินทางไปในประเทศเพื่อนบ้านรอบๆข้างเราทุกเดือนเพราะมีธุรกิจอยู่ในประเทศกลุ่ม CLMV เรียกว่า อัพเดทข้อมูลทางธุรกิจและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มองว่าสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนไทยคือ เราไม่ค่อยอัพเดทข้อมูลหรือรับรู้การพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านเราเท่าไหร่
ข้อมูลต่างๆก็เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเก่าและที่สำคัญ เรามักจะคิดไปเองว่าเพราะเรามีปัญหาการเมือง ทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตต่ำ ก็ต้องยอมรับว่า เป็นปัญหาจริงๆแต่มันก็ไม่ได้ถึงขนาดที่ทำให้เราจะต้องแพ้แน่ๆแต่อย่างใด
เรามาดูพื้นฐานของประเทศไทยโดยเฉพาะในมุมของ Infrastructure กันดีกว่า
ต้องบอกว่า บ้านเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ระบบถนนของเราที่ขยายออกไปทั่วทุกภูมิภาคและลงไปในระดับหมู่บ้าน. ขนาดของถนนทางหลวงแผ่นดินที่มาตรฐานค่อนข้างดี มีขนาดตั้งแต่ 4-8 เลน ระบบทางด่วนในกรุงเทพฯ ที่ขยายออกไปจนกลายเป็น Network เชื่อมโยงการเดินทางจากทุกทิศ รวมถึงระบบทางด่วนระหว่างภูมิภาคกรุงเทพฯ-ชลบุรี กรุงเทพฯ-อยุธยา กรุงเทพฯ-สระบุรี กรุงเทพฯ-พระราม 2 เพื่อลงสู่ภาคใต้
ด้านระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มาถึงวันนี้ก็ใช้มามากกว่า 15 ปีแล้วและรวมระยะทุกระบบก็ร่วม 70 กิโลเมตรและกำลังจะเกือบ 100 กิโลเมตรภายในปีนี้ และภายใน 5 ปีจะกลายเป็น 250 กิโลเมตร ระบบโทรศัพท์พื้นฐาน หรืออินเตอร์เน็ต 3G และ 4G ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆคือระบบการขนส่งระบบรางที่มีการพัฒนาที่ช้ามากหรือเรียกว่าหยุดนิ่งเลยก็ว่าได้ รางรถไฟบ้านเราก็เป็นรางกว้าง 1 เมตรซึ่งเป็นระบบเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นรางเดี่ยวใช้หัวรถจักรดีเซล ส่วนท่าเรือน้ำลึกบ้านเราก็มี 2 แห่ง สามารถเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมทางภาคตะวันออกทั้งที่แหลมฉบังและระยอง
ขณะที่กลับมามองเพื่อนบ้านรอบๆตัว ยกเว้น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ต้องบอกว่า บ้านเราดีกว่าหมดเลยเรียกว่าทิ้งห่างกันหลายช่วงตัว เวียดนามที่มีประชากร 90 ล้านคน เมืองใหญ่อย่างฮานอย โฮจิมินห์ก็เพิ่งเริ่มโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกซึ่งอีก 5 ปีจึงจะเสร็จ ส่วนเมียนมา ลาว และกัมพูชา ไม่มีแน่นอน
สำหรับสนามบินที่ฮานอย เพิ่งทำ Terminal ใหม่เสร็จมาได้ปีกว่าๆพร้อมกับตัดถนนใหม่ไปสนามบิน ส่วนสนามบินที่โฮจิมินห์ก็เป็นสนามบินเก่าแต่ปรับปรุงใหม่ซึ่งกำลังวางแผนว่าจะสร้างสนามบินใหม่อยู่ ที่เวียดนามมีความโดดเด่นที่ผังเมืองครับ คือ เขาจะจัดเป็นโซนต่างๆ อย่างชัดเจนเรียกว่าในอนาคต จะง่ายกับการพัฒนา
เมื่อต้นปีผมเดินทางไปมะนิลาเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ต้องบอกว่า น่าตกใจ เพราะระบบทางด่วนในกรุงมะนิลาอยู่ระหว่างก่อสร้าง สนามบินแห่งชาติก็เก่ามากเรียกว่าดอนเมืองบ้านเราใหญ่และดีกว่าเยอะ ความที่ประเทศเป็นหมู่เกาะ ทำให้ระบบถนนระบบรางแทบจะเป็นไปได้ยากที่จะเชื่อมเกาะเข้าหากันได้ แต่ที่น่าสนใจคือประชากรครับ จำนวน 100 ล้านคนและใช้ภาษาอังกฤษกันได้ทุกคน ผนวกกับความขยันขันแข็ง
เราจะเห็นได้ว่าการที่เรามีระบบสาธารณูปโภคที่เรียกได้ว่าล้ำหน้ากว่าเพื่อนบ้านเราคือความได้เปรียบอย่างมากและเป็นแต้มต่อกว่า
ดังนั้นการจะพัฒนาให้ทันกัน ต้องใช้เวลาและเงินทุนมหาศาลครับ จึงเป็นความได้เปรียบของเราแบบที่คนไทยไม่ค่อยได้รับรู้เท่าไหร่เพราะถ้าจะทำให้ได้เท่ากับเมืองไทยในจุดที่เราเป็นอยู่คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีครับและเงินทุนหลายล้านๆบาทครับซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำกันเพราะทุกประเทศต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปใช้ในเรื่องอื่นๆด้วย. .......แน่นอน เราไม่ประมาท...... แต่ก็ไม่ควรคิดในแง่ร้ายให้เสียกำลังใจตนเองเช่นกัน........
ผมเองได้ยินประโยคนี้จากคนไทยหลายๆคนที่มองว่าหลังจากที่เราประสบปัญหาทางการเมืองมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
เป็นสาเหตุให้ประเทศไทยมีพัฒนาการล่าช้ากว่าประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยมองว่าประเทศไทยไม่ได้มี Mega project ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเจริญเติบโตก้าวหน้าและสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ผมเองมีโอกาสเดินทางไปในประเทศเพื่อนบ้านรอบๆข้างเราทุกเดือนเพราะมีธุรกิจอยู่ในประเทศกลุ่ม CLMV เรียกว่า อัพเดทข้อมูลทางธุรกิจและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มองว่าสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนไทยคือ เราไม่ค่อยอัพเดทข้อมูลหรือรับรู้การพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านเราเท่าไหร่
ข้อมูลต่างๆก็เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเก่าและที่สำคัญ เรามักจะคิดไปเองว่าเพราะเรามีปัญหาการเมือง ทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตต่ำ ก็ต้องยอมรับว่า เป็นปัญหาจริงๆแต่มันก็ไม่ได้ถึงขนาดที่ทำให้เราจะต้องแพ้แน่ๆแต่อย่างใด
เรามาดูพื้นฐานของประเทศไทยโดยเฉพาะในมุมของ Infrastructure กันดีกว่า
ต้องบอกว่า บ้านเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ระบบถนนของเราที่ขยายออกไปทั่วทุกภูมิภาคและลงไปในระดับหมู่บ้าน. ขนาดของถนนทางหลวงแผ่นดินที่มาตรฐานค่อนข้างดี มีขนาดตั้งแต่ 4-8 เลน ระบบทางด่วนในกรุงเทพฯ ที่ขยายออกไปจนกลายเป็น Network เชื่อมโยงการเดินทางจากทุกทิศ รวมถึงระบบทางด่วนระหว่างภูมิภาคกรุงเทพฯ-ชลบุรี กรุงเทพฯ-อยุธยา กรุงเทพฯ-สระบุรี กรุงเทพฯ-พระราม 2 เพื่อลงสู่ภาคใต้
ด้านระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มาถึงวันนี้ก็ใช้มามากกว่า 15 ปีแล้วและรวมระยะทุกระบบก็ร่วม 70 กิโลเมตรและกำลังจะเกือบ 100 กิโลเมตรภายในปีนี้ และภายใน 5 ปีจะกลายเป็น 250 กิโลเมตร ระบบโทรศัพท์พื้นฐาน หรืออินเตอร์เน็ต 3G และ 4G ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆคือระบบการขนส่งระบบรางที่มีการพัฒนาที่ช้ามากหรือเรียกว่าหยุดนิ่งเลยก็ว่าได้ รางรถไฟบ้านเราก็เป็นรางกว้าง 1 เมตรซึ่งเป็นระบบเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นรางเดี่ยวใช้หัวรถจักรดีเซล ส่วนท่าเรือน้ำลึกบ้านเราก็มี 2 แห่ง สามารถเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมทางภาคตะวันออกทั้งที่แหลมฉบังและระยอง
ขณะที่กลับมามองเพื่อนบ้านรอบๆตัว ยกเว้น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ต้องบอกว่า บ้านเราดีกว่าหมดเลยเรียกว่าทิ้งห่างกันหลายช่วงตัว เวียดนามที่มีประชากร 90 ล้านคน เมืองใหญ่อย่างฮานอย โฮจิมินห์ก็เพิ่งเริ่มโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกซึ่งอีก 5 ปีจึงจะเสร็จ ส่วนเมียนมา ลาว และกัมพูชา ไม่มีแน่นอน
สำหรับสนามบินที่ฮานอย เพิ่งทำ Terminal ใหม่เสร็จมาได้ปีกว่าๆพร้อมกับตัดถนนใหม่ไปสนามบิน ส่วนสนามบินที่โฮจิมินห์ก็เป็นสนามบินเก่าแต่ปรับปรุงใหม่ซึ่งกำลังวางแผนว่าจะสร้างสนามบินใหม่อยู่ ที่เวียดนามมีความโดดเด่นที่ผังเมืองครับ คือ เขาจะจัดเป็นโซนต่างๆ อย่างชัดเจนเรียกว่าในอนาคต จะง่ายกับการพัฒนา
เมื่อต้นปีผมเดินทางไปมะนิลาเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ต้องบอกว่า น่าตกใจ เพราะระบบทางด่วนในกรุงมะนิลาอยู่ระหว่างก่อสร้าง สนามบินแห่งชาติก็เก่ามากเรียกว่าดอนเมืองบ้านเราใหญ่และดีกว่าเยอะ ความที่ประเทศเป็นหมู่เกาะ ทำให้ระบบถนนระบบรางแทบจะเป็นไปได้ยากที่จะเชื่อมเกาะเข้าหากันได้ แต่ที่น่าสนใจคือประชากรครับ จำนวน 100 ล้านคนและใช้ภาษาอังกฤษกันได้ทุกคน ผนวกกับความขยันขันแข็ง
เราจะเห็นได้ว่าการที่เรามีระบบสาธารณูปโภคที่เรียกได้ว่าล้ำหน้ากว่าเพื่อนบ้านเราคือความได้เปรียบอย่างมากและเป็นแต้มต่อกว่า
ดังนั้นการจะพัฒนาให้ทันกัน ต้องใช้เวลาและเงินทุนมหาศาลครับ จึงเป็นความได้เปรียบของเราแบบที่คนไทยไม่ค่อยได้รับรู้เท่าไหร่เพราะถ้าจะทำให้ได้เท่ากับเมืองไทยในจุดที่เราเป็นอยู่คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีครับและเงินทุนหลายล้านๆบาทครับซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำกันเพราะทุกประเทศต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปใช้ในเรื่องอื่นๆด้วย. .......แน่นอน เราไม่ประมาท...... แต่ก็ไม่ควรคิดในแง่ร้ายให้เสียกำลังใจตนเองเช่นกัน........
แสดงความคิดเห็น
คิดเห็นอย่างไรกับประโยคที่ว่า "อีกหน่อยคนไทยคงต้องไปขายแรงที่พม่า ลาวหรือกัมพูชาแล้ว"
วันนี้เลยอยากถามเพื่อนๆในนี้ครับว่า คิดเห็นอย่างไรกับประโยคที่ว่า "อีกหน่อยคนไทยคงต้องไปขายแรงที่พม่า ลาวหรือกัมพูชาแล้ว"
สืบเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบันที่ยังไม่นิ่ง ทำให้เศรษฐกิจหรืออะไรต่างๆยังไม่ค่อยมั่นคงนัก สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจกับการเมืองเริ่มมั่นคงหลังติดหล่มความขัดแย้งมานาน กรณีของลาวและกัมพูชานั้นการเมืองค่อนข้างนิ่งเนื่องจากรัฐบาลเดียวค่อนข้างผูกขาดอำนาจ (พรรคคอมมิวนิสต์ในกรณีของลาว และพรรค CPP ของฮุนเซนในกัมพูชา) ในกรณีของพม่านั้นกองทัพที่ผูกขาดอำนาจมานานได้ดำเนินการปฏิรูปเพื่อเข้าสู่ประชาธิปไตย เริ่มมีการปล่อยนักโทษการเมือง และเจรจากับชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ
สถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นบวกในสามประเทศนี้ ทำให้เศรษฐกิจของสามประเทศนี้มีกาารเติบโตที่ค่อนข้างเป็นบวก และเนื่องจากค่าแรงยังต่ำอยู่ ทำให้โรงงานหรือการลงทุนอะไรที่เคยอยู่ในไทย เริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเหล่านี้แล้ว
ทำให้คนไทยหลายคนกลัวว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป "อีกหน่อยคนไทยคงต้องไปขายแรงที่พม่า ลาวหรือกัมพูชาแล้ว" ใน scenario ที่พวกเขาอาจมองว่า คนไทยในอนาคตต้องไปขายแรงงานที่สามประเทศเหล่านี้ แบบเดียวกับที่แรงงานจากประเทศเหล่านี้มาอยู่ในไทยในขณะนี้
จขกท.จึงอยากแสดงความคิดเห็นดังนี้
1.แม้ว่าภาคการเมืองของไทยจะมีปัญหาที่เรื่องรังมานาน แต่ว่าภาคเอกชนไทยนั้น ยังคอยประคับประคองอยู่ได้ ในระยะสั้นนี้อาจจะไม่ส่งผลร้ายแรงอะไรนัก
2.กรณีของพม่า การปฏิรูปช่วงต้นที่พม่าเริ่มเปิดประเทศนั้นเป็นเพียงก้าวแรกๆ ยังไม่มั่นคงและถาวรนัก สถานการณ์ใดๆอาจเปลี่ยนแปลงได้ ตราบใดที่การแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้มีอำนาจนั้นยังไม่ลงตัว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ระหว่างชนกลุ่มน้อย อีกทั้งสาธารณูปโภค การพัฒนาต่างๆก็ต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการพัฒนา
3.กรณีของกัมพูชาและลาว โดยเฉพาะของกัมพูชานั้นแม้ดูเหมือนว่าการเมืองจะมั่นคง แต่ก็มีคลื่นใต้น้ำที่เคลื่อนไหวอยู่หลายกลุ่ม บางปัญหาเหมือนภูเขาไฟที่รอการระเบิด และเหมือนกับพม่าในเรื่องที่สาธารณูปโภคยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก
4.คำทำนายทางเศรษฐศาสตร์หลายประการนั้นอาจผิดพลาดได้ และสิ่งที่เคยมองว่าสวยงาม อาจลงท้ายแบบไม่ดีนัก เช่นไทยช่วงที่เศรษฐกิจบูมมากๆ ใครจะคิดว่าไทยจะเกิดเหตุการณ์อย่างปี 2540 ขึ้นมา
5.ตอนนี้ก็มีคนไทยไปทำงานในประเทศเหล่านี้บ้างแล้ว
6.ทุกอย่างหมุนเวียนเป็นวัฏจักร มีขึ้น มีลง ที่หนึ่งขึ้นที่อื่นลงเป็นธรรมดา
นอกจากนี้ จขกท.ยังอยากถามคำถามเพิ่มเติม
1.ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แล้วจะเป็นอะไร เสียหายตรงไหน ทุกชีวิตมีหนทางของมัน เมื่อชีวิต จะมัวมาคิดว่าเราเคยใหญ่กว่าเขาแล้วจะไปทำงานที่ประเทศเขาไม่ได้ เหมือนเป็นการปิดกั้นตัวเองและเป็นการเหยียดประเทศเขากลายๆด้วย คนอเมริกันหลายคนก็ข้ามมาทำงานในเม็กซิโก คนโปรตุเกสหลายคนก็มาทำงานในบราซิลหรือติมอร์ตะวันออก ชาวบราซิลหลายคนก็มาค้าแข้งในติมอร์ ถ้าหากว่ามัวยึดติดว่าชาติเราสมัยก่อนเคยยิ่งใหญ่กว่า ก็ไม่ได้ทำอะไรกันพอดี
(กรณีของไทยอาจเป็นในเรื่องของอคติทางประวัติศาสตร์ด้วย อย่างที่เคยมีกระทู้หนึ่งบอกว่ารับได้ไหมที่พม่าจะเป็นชนชั้นนำในสังคมไทยแล้ว)
2.คนไทยส่วนหนึ่งจะทำอะไรไม่ได้นอกจากขายแรงเลยเหรอ คนไทยจะไปทำงานในประเทศเขาอย่างผู้บริหารไม่ได้เลยเหรอ
ในตอนนี้มีคนระดับผู้บริหารไปทำงานที่พม่านานแล้ว คิดเหรอว่าในอนาคตไทยจะตกต่ำจนไทยไม่มีคนระดับผู้จัดการหรืองานที่ใช้ฝีมือไปทำงานที่สามประเทศนี้หรือประเทศอื่นๆเลยเหรอ
3.ถ้ากลัวจะเป็นแบบนั้น แล้วทำไมหลายๆคนถึงไม่พัฒนาฝีมือตัวเอง ทักษะในการทำงาน (อันนี้ขอชื่นชมหลายคนที่พัฒนาฝีมือตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วยครับ)
พูดถึงคนไทย ก็เหมือนคนทุกชนชาติในโลก ที่มีทั้งคนขี้เกียจและขยันปะปนกันไป หากจะประสบความสำเร็จก็ต้องขยัน ซึ่งก็ต้องขอพูดถึงคน 2 ระดับ ดังนี้
1.คนไทยที่โอกาสดีอยู่แล้ว - เมื่อเห็นดังนี้ก็อย่าไปตีโพยตีพาย หรืออิจฉาตาร้อน หาโอกาสพัฒนาตัวเอง ขยันหมั่นเพียรให้มากขึ้นดีกว่า อย่างในกรณีสิงคโปร์ สมัยที่การคุมกำเนิดได้ผล คนสิงคโปร์เริ่มไม่มีบุตรมากขึ้น รัฐชดเชยด้วยการนำเข้าพลเมืองจากหลายที่ โดยเฉพาะจีน ที่ขยันและมีความสามารถ ให้มาทำงาน อาศัย จนได้สัญชาติ ลี กวนยู เคยบอกว่า "หากคนสิงคโปร์แท้ๆ แพ้คนพวกนี้ เพราะไม่เก่งหรือขยันเท่า ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้" ในไทยก็น่าจะเช่นเดียวกัน
2.คนด้อยโอกาส - คนที่มีโอกาสอยู่แล้วต้องช่วยเหลือเมื่อทำได้ อย่างน้อยที่สุด คือให้โอกาสกับเขา ให้มีโอกาสที่จะขยัน และทำอะไรเพื่อพัฒนาตนเองได้ ก็พอแล้ว
ไม่ว่าคนชาติใด ถ้าเก่ง ขยัน ตั้งใจจริงก็สำเร็จได้เหมือนกันหมด
แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะให้นิ่งนอนใจหรือปล่อยเลยตามเลยว่าอย่างไรไทยจะเป็นอย่างนี้ต่อไปแต่อย่างใดนะครับ เราก็ต้องหมั่นฝึกปรือ พัฒนาตัวเอง และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยกัน เพื่อให้ไทยพ้นจากหล่มที่ติดอยู่ไปได้เร็วๆ และเข้ามาพัฒนาสิ่งที่ถูกหยุดไปเพราะเรื่องการเมืองกันต่อ (ในรอบ 20 ปีนี้ อาจเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นไปอย่างที่ จขกท.จั่วหัวไว้ แต่ถ้าเกินกว่านั้น ไม่แน่)
ยังไม่ต้องพูดถึงการเมือง เริ่มจากง่ายๆที่ตัวเรา พัฒนาตัวเองในด้านฝีมือแรงงาน ทักษะการทำงาน ทักษะภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ เตรียมความพร้อมไว้ทุกสถานการณ์ไ่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตอน จขกท. สอบเข้ามหาวิทยาลัย อาจารย์ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า ไม่ว่ารูปแบบการสอบจะเป็นอย่างไร ก็มีจุดประสงค์เดิม คือ คัดเลือกคนที่เก่งที่สุดเข้าไป เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ไม่ว่าใครจะขึ้นหรือลง สถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ก็เหมือนเดิม คนที่เก่งและมีความรู้พร้อมที่สุดก็จะสามารถเอาตัวรอดได้
ส่วนกรณีที่แรงงานของประเทศเหล่านี้และมีลูกหลานอยู่ ถ้าเขาเก่ง มีความสามารถ และภักดีต่อแผ่นดินไทย ตามความเห็นของ จขกท. มองว่าการให้เขาได้อยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือโอนสัญชาติให้เขา ก็เป็นเรื่องที่รับได้
กระทู้นี้จะไม่ขอลากเข้าการเมือง ขอความกรุณาอย่าลากเข้าการเมืองนะครับ อยากให้เป็นเวทีถกเถียงกันมากกว่า
(เนื่องจาก จขกท. อาศัยข้อมูลจากการอ่านและการฟังหลายๆที่มา ยังไม่เคยมีประสบการณ์จริงในพื้นที่ ข้อมูลผิดพลาดบ้างขออภัย และรบกวนช่วยชี้แนะข้อมูลที่ถูกต้องด้วย)
คิดเห็นอย่างไรลองมาแสดงกันครับ