คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
ใส่บาตรครั่งหนึ่ง คุณใส่ทีละ 1,000 -3,000 เลยหรือ
หรืออย่างมากไม่เกิน 200
แต่ถ้าใจบริสุทธิ์จริง ขณะให้ เงินได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ของบริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์
ผลอานิสงส์ มีเป็น Case study
อานิสงค์ของการใส่บาตรให้ทาน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ในชาติก่อนนั้นในเมืองที่ท่านอยู่ เกิดข้าวยากหมากแพงฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล เดือดร้อนกันไปทั่ว ท่านเป็นเศรษฐีนั้นมีโอกาสได้รู้ ล่วงหน้าจากพราหมณ์ที่เป็นปุโรหิตว่า จะเกิดเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพงจึงเตรียมพร้อม ให้บ่าวไพร่ทำนาและ ซื้อข้าวใส่จนเต็ม เตรียมไว้กิน
แต่ในที่สุดข้าวทั้งหลายเหล่านั้นมันก็หมดลง เพราะฝนยังไม่ตกเลย เกิดความลำบากมากไม่เว้นแม้แต่ท่านเศรษฐี ต่อมาวันหนึ่ง ข้าวสารที่บ้านมันเหลือทะนานเดียว และคนที่บ้านเหลืออยู่ 5 เพราะท่านเศรษฐี ได้ปล่อยให้ทาส คนรับใช้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เมื่อเกิดความเดือดร้อน
เรียกว่า ใจท่านเป็นบุญใหญ่ และบอกกับทาสทั้งหลายว่า เมื่อเหตุการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติแล้ว ข้าวดีอาหารดีจะกลับมาก็ได้ ไม่กลับมาก็ได้ แล้วแต่ใจของทาส
อย่างที่เล่ามาแล้วว่า วันหนึ่งทั้งบ้านเหลือข้าวเพียงทะนานเดียว และท่านเศรษฐี หิวจัดมาก ท่านถามเมียของท่านว่า บ้านเรายังพอจะมีข้าวกินไหม เมียท่านก็ตอบว่า
"ยังพอมีอยู่ แต่ มีอยู่แค่ทะนานเดียว"
ท่านเศรษฐี ก็เลยบอกว่า
"นี่แน่ะ เมียรัก ถ้าเราเอาข้าวหุงเป็นข้าวต้ม เราทั้ง 5 คน คงกินได้ 2 วัน ถ้าหุงกินเป็นข้าวสวย เราคงกินได้วันเดียว" แต่สุดท้ายข้าวทะนานเดียวนั้นก็ถูกหุงเป็นข้าวสวยจนได้
เมื่อข้าวที่หุงนั้นกำลังจะสุก ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ก็บังเอิญพอดีมีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ
(คำว่า นิโรธสมาบัติ คือ การเข้าฌานเสวยความสุขอันประเสริฐ ระงับความทุกขเวทนาทางกายเป็นความสุขเหนือโลก จุดประสงค์นอกจากความสุขอันประเสริฐ และระงับทุกขเวทนาทางกายแล้ว ก็เพื่อให้โลกคลายความเดือดร้อนวุ่นวายจากภัยอันตรายของธรรมชาติ ด้วยการแผ่เมตตาให้สัตว์ คน ไม่ขัดสนทุกข์ยากทรมานจากกฎของกรรม ผู้ใดได้ทำบุญกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติ จะได้รับผลบุญมาก)
และพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น ท่านก็ทราบด้วยทิพจักขุญาณว่า เป็นบุญของบ้านของท่านเมณฑกเศรษฐีและพวก ท่านจึงได้เหาะไปจากภูเขาคัมธมนาทน์ไปยืนอยู่เพื่อรับบิณฑบาต
เมื่อท่านเมณฑกเศรษฐีเห็นเข้า ก็คิดว่าชาติก่อนเราทำทานไว้น้อยจึงต้องมาอดอยากอย่างนี้ เราจะกินข้าวทะนานเดียวจะมีประโยชน์แก่เราวันเดียวเท่านั้น ถ้าเราใส่บาตรจะได้บุญใหญ่ ต้องการบุญเพื่อชาติหน้าดีกว่าชาตินี้ยอมอดตาย จึงเอาข้าวไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า
พอใส่ไปได้ครึ่งหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเอาฝาบาตรปิดบาตร บอกว่า "พอแล้วโยม"
ท่านเมณฑกเศรษฐี ก็เลยก้มลงกราบบอกว่า
"อย่าเพิ่งพอเลยครับ ในชาติก่อนผมคงให้ทานไว้น้อย ชาตินี้จึงพบกับความลำบาก ขอพระคุณเจ้า ได้โปรดรับข้าวให้หมดไปเพื่อประโยชน์ของผมในชาติหน้า"
พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงรับ แล้วคนทั้งหมดก็ต่างคนต่างอธิษฐาน ต้องการความร่ำรวย ต้องการความเป็นสุขทั้ง 5 คน เมียของท่านอธิษฐานว่า
"ขออำนาจบุญบารมีในส่วนที่ใส่บาตรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เหมือนกับเหวี่ยงชีวิตลงไปในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะว่าข้าวมีเท่านั้นไม่ได้กินก็ตายกันแน่
ขอผลบุญบารมีอันนี้ในกาลต่อไป นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าข้าวปลาอาหารที่จะแจกแก่บุคคลผู้ใด หุงเต็มหม้อแล้วตักไปแล้ว ให้มันแหว่งแค่ทัพพีเดียว จะตักเท่าไรก็ตามที ข้าวก็จะเต็มหม้ออยู่เสมอ แหว่งแค่ทัพพีต้น"
พระปัจเจพุทธเจ้า ท่านก็ให้พรว่า "เอวัง โหตุ" แปลว่า ปรารถนาสิ่งใด จงมีความปรารถนาสมหวังทุกประการ แล้วท่านก็ไป ท่านก็อธิษฐานจิตว่า เราควรจะทำความดีนี้ให้ปรากฏแก่เศรษฐีและบุคคลทุกคน ท่านเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ ท่านบันดาลด้วยกำลังฤทธิ์ของท่าน ให้คนทั้ง 5 นั้นเห็นท่านไปตลอดเวลา
พอไปถึงภูเขาคันธมาทน์แล้วก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้านับเป็นพัน มารับบาตรจากท่าน ท่านก็ใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์จนหมด ข้าวในบาตรของท่านก็ไม่หมด ท่านก็ต่างคนต่างฉันทุกคนเห็นแบบนั้นก็ปลื้มใจว่า อำนาจของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นมากมายนัก
ต่อมาคนทั้งหมดที่ร่วมใส่บาตรนั้นก็กลับเข้ามาในบ้าน ท่านเมณฑกเศรษฐีหิว จึงถามเมียรักว่า ยังพอจะมีเศษข้าวก้นหม้อเหลือให้ท่านกินบ้างไหม เมียของท่านก็ตอบว่า อาจจะพอมีเหลือ" ท่านก็เลยบอก ให้ไปเอามาให้ท่านกิน
เมียของท่านก็เลยเดินเข้าไปในครัว พลางนึกในใจว่า ข้าวนั้นคงหมดหม้อแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นเมียที่ดี ผัวว่าอย่างไรก็ไม่เคยขัดและทำตาม จึงมาเปิดดูหม้อข้าว หวังใจเพียงว่า จะขูดเศษข้าวที่ติดหม้อไปให้ท่าน ก็ไปเปิดหม้อข้าว ที่ไหนได้ แทนที่จะมีแต่เศษข้าว กลับกลายเป็นว่า ข้าวสุกเต็มหม้อปรี่ ด้วยอำนาจของพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทุกคนดีใจมาก ที่ข้าวนั้นเต็มพูนหม้อทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วแทบไม่เหลือเลย ท่านเศรษฐีก็เรียกลูกชาย ลูกสะใภ้ ทาส คือ นายบุญที่เป็นทาสเหลืออยู่คนเดียวที่ไม่ยอมไปไหน มากินด้วยกันหมดพร้อมกันทั้ง 5 คน
กินหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าวในหม้อนั้นก็ยังไม่ยอมยุบ หม้อทั้งหม้อมันเต็ม จึงได้ออกไปแจกชาวบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียง เรียกว่าใครมาก็แจก ทุกคนที่รู้เรื่องได้กินกันจนอิ่มแล้วก็อิ่มอีก ในที่สุดคนทั้งบ้านเมืองต่างก็มาขอข้าวสุกจากท่าน ท่านจึงแจกทั้งวันทั้งคืน ข้าวไม่ยอมหมด แหว่งไปแค่ทัพพีเดียว
อานิสงส์ของการใส่บาตรและการให้ทานโดยไม่เลือกแบบนี้ ส่งผลทำให้เมณฑกเศรษฐีหนึ่ง ภรรยาของท่านหนึ่ง ลูกชายของท่านหนึ่ง ลูกสะใภ้หนึ่ง และนายบุญทาสีซึ่งเป็นทาสหนึ่ง รวมกันเป็น 5 คน ก็กลับมาเกิดร่วมกัน ที่สำคัญเพราะบุญที่ทำร่วมกันทำให้มาเกิดอยู่ในบ้านเดียวกันอีก แต่สลับตำแหน่งตามกรรมลิขิต
หรืออย่างมากไม่เกิน 200
แต่ถ้าใจบริสุทธิ์จริง ขณะให้ เงินได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ของบริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์
ผลอานิสงส์ มีเป็น Case study
อานิสงค์ของการใส่บาตรให้ทาน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ในชาติก่อนนั้นในเมืองที่ท่านอยู่ เกิดข้าวยากหมากแพงฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล เดือดร้อนกันไปทั่ว ท่านเป็นเศรษฐีนั้นมีโอกาสได้รู้ ล่วงหน้าจากพราหมณ์ที่เป็นปุโรหิตว่า จะเกิดเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพงจึงเตรียมพร้อม ให้บ่าวไพร่ทำนาและ ซื้อข้าวใส่จนเต็ม เตรียมไว้กิน
แต่ในที่สุดข้าวทั้งหลายเหล่านั้นมันก็หมดลง เพราะฝนยังไม่ตกเลย เกิดความลำบากมากไม่เว้นแม้แต่ท่านเศรษฐี ต่อมาวันหนึ่ง ข้าวสารที่บ้านมันเหลือทะนานเดียว และคนที่บ้านเหลืออยู่ 5 เพราะท่านเศรษฐี ได้ปล่อยให้ทาส คนรับใช้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เมื่อเกิดความเดือดร้อน
เรียกว่า ใจท่านเป็นบุญใหญ่ และบอกกับทาสทั้งหลายว่า เมื่อเหตุการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติแล้ว ข้าวดีอาหารดีจะกลับมาก็ได้ ไม่กลับมาก็ได้ แล้วแต่ใจของทาส
อย่างที่เล่ามาแล้วว่า วันหนึ่งทั้งบ้านเหลือข้าวเพียงทะนานเดียว และท่านเศรษฐี หิวจัดมาก ท่านถามเมียของท่านว่า บ้านเรายังพอจะมีข้าวกินไหม เมียท่านก็ตอบว่า
"ยังพอมีอยู่ แต่ มีอยู่แค่ทะนานเดียว"
ท่านเศรษฐี ก็เลยบอกว่า
"นี่แน่ะ เมียรัก ถ้าเราเอาข้าวหุงเป็นข้าวต้ม เราทั้ง 5 คน คงกินได้ 2 วัน ถ้าหุงกินเป็นข้าวสวย เราคงกินได้วันเดียว" แต่สุดท้ายข้าวทะนานเดียวนั้นก็ถูกหุงเป็นข้าวสวยจนได้
เมื่อข้าวที่หุงนั้นกำลังจะสุก ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ก็บังเอิญพอดีมีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ
(คำว่า นิโรธสมาบัติ คือ การเข้าฌานเสวยความสุขอันประเสริฐ ระงับความทุกขเวทนาทางกายเป็นความสุขเหนือโลก จุดประสงค์นอกจากความสุขอันประเสริฐ และระงับทุกขเวทนาทางกายแล้ว ก็เพื่อให้โลกคลายความเดือดร้อนวุ่นวายจากภัยอันตรายของธรรมชาติ ด้วยการแผ่เมตตาให้สัตว์ คน ไม่ขัดสนทุกข์ยากทรมานจากกฎของกรรม ผู้ใดได้ทำบุญกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติ จะได้รับผลบุญมาก)
และพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น ท่านก็ทราบด้วยทิพจักขุญาณว่า เป็นบุญของบ้านของท่านเมณฑกเศรษฐีและพวก ท่านจึงได้เหาะไปจากภูเขาคัมธมนาทน์ไปยืนอยู่เพื่อรับบิณฑบาต
เมื่อท่านเมณฑกเศรษฐีเห็นเข้า ก็คิดว่าชาติก่อนเราทำทานไว้น้อยจึงต้องมาอดอยากอย่างนี้ เราจะกินข้าวทะนานเดียวจะมีประโยชน์แก่เราวันเดียวเท่านั้น ถ้าเราใส่บาตรจะได้บุญใหญ่ ต้องการบุญเพื่อชาติหน้าดีกว่าชาตินี้ยอมอดตาย จึงเอาข้าวไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า
พอใส่ไปได้ครึ่งหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเอาฝาบาตรปิดบาตร บอกว่า "พอแล้วโยม"
ท่านเมณฑกเศรษฐี ก็เลยก้มลงกราบบอกว่า
"อย่าเพิ่งพอเลยครับ ในชาติก่อนผมคงให้ทานไว้น้อย ชาตินี้จึงพบกับความลำบาก ขอพระคุณเจ้า ได้โปรดรับข้าวให้หมดไปเพื่อประโยชน์ของผมในชาติหน้า"
พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงรับ แล้วคนทั้งหมดก็ต่างคนต่างอธิษฐาน ต้องการความร่ำรวย ต้องการความเป็นสุขทั้ง 5 คน เมียของท่านอธิษฐานว่า
"ขออำนาจบุญบารมีในส่วนที่ใส่บาตรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เหมือนกับเหวี่ยงชีวิตลงไปในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะว่าข้าวมีเท่านั้นไม่ได้กินก็ตายกันแน่
ขอผลบุญบารมีอันนี้ในกาลต่อไป นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าข้าวปลาอาหารที่จะแจกแก่บุคคลผู้ใด หุงเต็มหม้อแล้วตักไปแล้ว ให้มันแหว่งแค่ทัพพีเดียว จะตักเท่าไรก็ตามที ข้าวก็จะเต็มหม้ออยู่เสมอ แหว่งแค่ทัพพีต้น"
พระปัจเจพุทธเจ้า ท่านก็ให้พรว่า "เอวัง โหตุ" แปลว่า ปรารถนาสิ่งใด จงมีความปรารถนาสมหวังทุกประการ แล้วท่านก็ไป ท่านก็อธิษฐานจิตว่า เราควรจะทำความดีนี้ให้ปรากฏแก่เศรษฐีและบุคคลทุกคน ท่านเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ ท่านบันดาลด้วยกำลังฤทธิ์ของท่าน ให้คนทั้ง 5 นั้นเห็นท่านไปตลอดเวลา
พอไปถึงภูเขาคันธมาทน์แล้วก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้านับเป็นพัน มารับบาตรจากท่าน ท่านก็ใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์จนหมด ข้าวในบาตรของท่านก็ไม่หมด ท่านก็ต่างคนต่างฉันทุกคนเห็นแบบนั้นก็ปลื้มใจว่า อำนาจของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นมากมายนัก
ต่อมาคนทั้งหมดที่ร่วมใส่บาตรนั้นก็กลับเข้ามาในบ้าน ท่านเมณฑกเศรษฐีหิว จึงถามเมียรักว่า ยังพอจะมีเศษข้าวก้นหม้อเหลือให้ท่านกินบ้างไหม เมียของท่านก็ตอบว่า อาจจะพอมีเหลือ" ท่านก็เลยบอก ให้ไปเอามาให้ท่านกิน
เมียของท่านก็เลยเดินเข้าไปในครัว พลางนึกในใจว่า ข้าวนั้นคงหมดหม้อแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นเมียที่ดี ผัวว่าอย่างไรก็ไม่เคยขัดและทำตาม จึงมาเปิดดูหม้อข้าว หวังใจเพียงว่า จะขูดเศษข้าวที่ติดหม้อไปให้ท่าน ก็ไปเปิดหม้อข้าว ที่ไหนได้ แทนที่จะมีแต่เศษข้าว กลับกลายเป็นว่า ข้าวสุกเต็มหม้อปรี่ ด้วยอำนาจของพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทุกคนดีใจมาก ที่ข้าวนั้นเต็มพูนหม้อทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วแทบไม่เหลือเลย ท่านเศรษฐีก็เรียกลูกชาย ลูกสะใภ้ ทาส คือ นายบุญที่เป็นทาสเหลืออยู่คนเดียวที่ไม่ยอมไปไหน มากินด้วยกันหมดพร้อมกันทั้ง 5 คน
กินหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าวในหม้อนั้นก็ยังไม่ยอมยุบ หม้อทั้งหม้อมันเต็ม จึงได้ออกไปแจกชาวบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียง เรียกว่าใครมาก็แจก ทุกคนที่รู้เรื่องได้กินกันจนอิ่มแล้วก็อิ่มอีก ในที่สุดคนทั้งบ้านเมืองต่างก็มาขอข้าวสุกจากท่าน ท่านจึงแจกทั้งวันทั้งคืน ข้าวไม่ยอมหมด แหว่งไปแค่ทัพพีเดียว
อานิสงส์ของการใส่บาตรและการให้ทานโดยไม่เลือกแบบนี้ ส่งผลทำให้เมณฑกเศรษฐีหนึ่ง ภรรยาของท่านหนึ่ง ลูกชายของท่านหนึ่ง ลูกสะใภ้หนึ่ง และนายบุญทาสีซึ่งเป็นทาสหนึ่ง รวมกันเป็น 5 คน ก็กลับมาเกิดร่วมกัน ที่สำคัญเพราะบุญที่ทำร่วมกันทำให้มาเกิดอยู่ในบ้านเดียวกันอีก แต่สลับตำแหน่งตามกรรมลิขิต
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
คิดยังไงกับคำว่าหาอะไรใส่ท้องก่อนหาอะไรใส่บาตร