การปฏิรูปประเทศไทยในอนาคต ดูจากกลไกของรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าไม่มีการพัฒนารูปแบบและวิธีพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมแล้ว การปฏิรูปประเทศไทย คงจะคว้าน้ำเหลวเหมือนเดิม
กระบวนการปฏิรูปจะต้องประกอบไปด้วย กฎหมาย นโยบายและวิธีการปฏิบัติ ที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะมาตรฐานของการนำกฎหมายไปปฏิบัติจะต้องเท่าเทียมกัน
การบังคับใช้กฎหมายต้องอยู่ที่ดุลพินิจตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ใช่อยู่ที่ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติ เพราะถ้าผู้ปฏิบัติมีอคติโน้มเอียง ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกหรือจำเป็นก็จะทำให้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติไขว้เขวได้
กระบวนการยุติธรรม จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดอง อย่างแท้จริง เพื่อให้อุปสรรคในการขัดขวางต่อการเข้าสู่วิถีของความปรองดองคลี่คลายด้วยการตกลงร่วมกัน ไม่ให้ก้าวเข้าสู่ห้วงของวิกฤติการเมืองเช่นในอดีต
ที่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อและสูญเสียประชาธิปไตย
การนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษ ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการตามกฎหมายที่จะทำให้เกิดความปรองดอง และสร้างความศรัทธาในระบบยุติธรรมกลับคืนมา แต่ไม่ใช่การสร้างความปรองดองทั้งระบบ
การสร้างความปรองดองทั้งระบบคือ การสร้างแรงจูงใจให้ทั้งคู่กรณีความขัดแย้งและคนกลาง ยอมรับและเห็นด้วยในวิธีเดียวกันที่จะก้าวเข้าสู่ความปรองดอง
สงครามจะยุติได้ด้วยการเจรจาในที่สุด ไม่มีสงครามที่ยุติด้วยความรุนแรง แต่ถ้าไม่มีสงครามก็ไม่มีการเจรจาสงบศึก การยับยั้งสงครามได้คือการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
ยุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด
ถ้าวันนี้วิกฤติบ้านเมืองก้าวข้ามความเป็นธรรมไปแล้วจะย้อนกลับมาสู่ความปรองดองเห็นจะยาก เพราะถ้าฝ่ายหนึ่งเห็นว่าจะต้อง ติดคุกติดตะราง ไม่มีโอกาสที่จะต่อสู้ ถูกกระบวนการยุติธรรมจับมัดมือชก แต่อีกฝ่ายหนึ่งรอดพ้นจากการลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรมไปแบบน้ำขุ่นๆ
ประเทศจะหาความสงบไม่ได้
ระบบยุติธรรมก็เกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ ย่อมแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงได้ และระบบยุติธรรมก็ย่อมถูกตรวจสอบได้เช่นกัน
ถ้าระบบยุติธรรมทั้งระบบถูกท้าทาย โค่นล้ม สิ้นศรัทธา บ้านเมืองก็จะเข้าสู่กลียุคทันที ประชาชนลุกขึ้นมาไล่ฝ่ายบริหารเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวิถีประชาธิปไตย แต่ถ้าระบบยุติธรรมล่ม ประเทศจะเป็นสุญญากาศทันที.
http://www.thairath.co.th/content/635928
มันก็เป็นเช่นนั้นแล
ยุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด
กระบวนการปฏิรูปจะต้องประกอบไปด้วย กฎหมาย นโยบายและวิธีการปฏิบัติ ที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะมาตรฐานของการนำกฎหมายไปปฏิบัติจะต้องเท่าเทียมกัน
การบังคับใช้กฎหมายต้องอยู่ที่ดุลพินิจตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ใช่อยู่ที่ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติ เพราะถ้าผู้ปฏิบัติมีอคติโน้มเอียง ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกหรือจำเป็นก็จะทำให้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติไขว้เขวได้
กระบวนการยุติธรรม จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดอง อย่างแท้จริง เพื่อให้อุปสรรคในการขัดขวางต่อการเข้าสู่วิถีของความปรองดองคลี่คลายด้วยการตกลงร่วมกัน ไม่ให้ก้าวเข้าสู่ห้วงของวิกฤติการเมืองเช่นในอดีต
ที่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อและสูญเสียประชาธิปไตย
การนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษ ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการตามกฎหมายที่จะทำให้เกิดความปรองดอง และสร้างความศรัทธาในระบบยุติธรรมกลับคืนมา แต่ไม่ใช่การสร้างความปรองดองทั้งระบบ
การสร้างความปรองดองทั้งระบบคือ การสร้างแรงจูงใจให้ทั้งคู่กรณีความขัดแย้งและคนกลาง ยอมรับและเห็นด้วยในวิธีเดียวกันที่จะก้าวเข้าสู่ความปรองดอง
สงครามจะยุติได้ด้วยการเจรจาในที่สุด ไม่มีสงครามที่ยุติด้วยความรุนแรง แต่ถ้าไม่มีสงครามก็ไม่มีการเจรจาสงบศึก การยับยั้งสงครามได้คือการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
ยุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด
ถ้าวันนี้วิกฤติบ้านเมืองก้าวข้ามความเป็นธรรมไปแล้วจะย้อนกลับมาสู่ความปรองดองเห็นจะยาก เพราะถ้าฝ่ายหนึ่งเห็นว่าจะต้อง ติดคุกติดตะราง ไม่มีโอกาสที่จะต่อสู้ ถูกกระบวนการยุติธรรมจับมัดมือชก แต่อีกฝ่ายหนึ่งรอดพ้นจากการลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรมไปแบบน้ำขุ่นๆ
ประเทศจะหาความสงบไม่ได้
ระบบยุติธรรมก็เกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ ย่อมแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงได้ และระบบยุติธรรมก็ย่อมถูกตรวจสอบได้เช่นกัน
ถ้าระบบยุติธรรมทั้งระบบถูกท้าทาย โค่นล้ม สิ้นศรัทธา บ้านเมืองก็จะเข้าสู่กลียุคทันที ประชาชนลุกขึ้นมาไล่ฝ่ายบริหารเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวิถีประชาธิปไตย แต่ถ้าระบบยุติธรรมล่ม ประเทศจะเป็นสุญญากาศทันที.
http://www.thairath.co.th/content/635928
มันก็เป็นเช่นนั้นแล