.
เขียนซะยืดยาว อ้าวทู้หายไปไหนไหงโดนลบไปแล้ว..เขียนใหม่ก็คงไม่เหมือนเดิมแล้ว
เอาเป็นว่าไม่อยากฟื้นความก็แล้วกัน เห็นว่า จขกท.ร้อนใจในฐานะพี่สาวที่เป็นห่วงน้องชายว่าจะไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลอาญาฯ ( ศาลชั้นต้น ) หรือถ้าสารภาพซะเลยจะได้ลดโทษหรือไม่..
แต่ผมขอแนะนำว่า ถ้าผิด ก็สารภาพไป ว่าผิด โดยทั่วไปศาลจะเมตตา ลดโทษให้
แต่ถ้าไม่ผิด ก็ขอให้เชื่อมั่นในตนเองแล้วมาพิสูจน์กัน เพราะเรามี ๓ ศาล ..
ส่วนที่ว่าถ้าจะประกันตัวในชั้นศาล มีเงื่อนไข มีรายละเอียดอย่างไรก็ขอให้อ่านด้วยความตั้งใจดังนี้ครับ
การประกันตัวในชั้นศาลมี 2 ช่วง
ช่วงแรกเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการนำตัวผู้ต้องหามาขอฝากขังต่อศาลและศาลอนุญาตให้ขังซึ่งถือว่าผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจควบคุมของศาลแล้ว
ช่วงที่ 2 คือช่วงที่ศาลประทับฟ้องของโจทก์แล้ว ผู้ต้องหามีสถานะเป็นจำเลยแล้วซึ่งอาจต้องมีการถูกควบคุมตัวอยู่ในอำนาจของศาล ดังนี้ หากผู้ประกันประสงค์จะขอ ให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยก็จะต้องยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาแล้วแต่กรณีต่อศาล
กำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ประกันมีดังนี้ (ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว)
ชั้นสอบสวนมีกำหนดเวลาเท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ฝากขังจนถึงมีการฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี
ชั้นพิจารณาของศาล สัญญาประกันใช้ได้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
เมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวโดยศาล ผู้ประกันสามารถยื่น คำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หลักประกันได้ดังนี้
1. การใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน ได้แก่
1.1 เงินสด
1.2 ที่ดินมีโฉนด หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 หรือน.ส. 3 ก.)ซึ่งมีหนังสือรับรองราคาประเมิน
ของสำนักงานที่ดินและไม่มีภาระผูกพันอันอาจกระทบต่อการบังคับคดี (จำนอง)
1.3 ห้องชุดมีโฉนดที่ดินและมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด และต้องไม่มีภาระผูกพันอันอาจกระทบต่อการบังคับคดี
1.4 หลักทรัพย์อย่างอื่นที่กำหนดราคามูลค่าที่แน่นอนได้ เช่น
- พันธบัตรรัฐบาล
- สลากออมสิน
- สลากออมทรัพย์ทวีสินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
- ใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร
- กรมธรรม์ประกันภัย
2. การใช้บุคคลเป็นประกัน (ตำแหน่ง)
- เป็นผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่การงานหรือมีรายได้แน่นอน เช่น ข้าราชการ ข้าราชการบำนาญ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานของรัฐประเภทอื่น ๆ รวมถึงลูกจ้างของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัทเอกชน
- เป็นผู้มีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหาหรือจำเลย เช่น บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี ภริยา ญาติ พี่น้อง ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือบุคคลอื่นที่ศาลเห็นว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเสมือนเป็นญาติในทางอื่นที่ศาลเห็นสมควรให้ประกันได้
- อัตราหลักประกัน ให้ทำสัญญาประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 10 เท่า ของอัตราเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน หากวงเงินประกันมียอดสูงกว่าวงเงินที่ผู้นั้นมีสิทธิประกันได้ ศาลอาจกำหนดให้ผู้ขอประกันวางเงินหรือหลักทรัพย์อื่นเพิ่มเติมให้เพียงพอ กับวงเงินประกันหรืออาจให้มีผู้ขอประกันหลายคนร่วมกัน ทำสัญญาประกันโดยใช้วงเงินของแต่ละคนรวมกันได้
หลักฐานที่ต้องนำมาแสดงในการขอประกันตัวต่อศาล
- บัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการ หรือบัตรแสดงตำแหน่งหน้าที่การงาน ทะเบียนบ้านของจำเลยและผู้ขอประกันพร้อมสำเนา
- หลักทรัพย์ที่ใช้ประกัน เช่น เงินสดโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สมุดเงินฝากประจำพร้อมสำเนา
- หนังสือรับรองจากต้นสังกัดหรือนายจ้าง (กรณีขอประกันตัวด้วยตำแหน่งหน้าที่)
- หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดิน (กรณีใช้โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นประกัน)พร้อมสำเนา
- หนังสือรับรองจากธนาคาร (กรณีใช้สมุดเงินฝากประจำเป็นประกัน)
- หนังสือยินยอมของคู่สมรส (กรณีผู้ขอประกันมีคู่สมรส)
หลักเกณฑ์ในการสั่งคำร้องขอประกัน
เมื่อยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลแล้ว ศาลจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้ประกอบในการพิจารณาสั่งคำร้อง คือ
1. ความหนักเบาแห่งข้อหา
2. พยานหลักฐานที่นำสืบแล้วมีเพียงใด
3. พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร
4. เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด
5. ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่
6. ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจาการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใด
7. คำคัดค้านของพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวน
ขั้นตอนการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย
1. ขอแบบพิมพ์คำร้องขอประกันตัวจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของศาล
2. เขียนคำร้องขอประกันตัวด้วยตนเองโดยขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หรือให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนให้
3. ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่ใช้ในการขอประกันแก่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
4. เมื่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ได้ตรวจคำร้องและหลักฐานที่ใช้ในการขอประกันเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ต้องหรือจำเลย/นายประกัน ลงชื่อในคำร้องเพื่อเสนอคำร้องดังกล่าวต่อผู้พิพากษาพิจารณาสั่ง
5. เมื่อผู้พิพากษามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันแล้ว ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศาลและยังไม่มีการออกหมายขังไว้ก็สามารถนำ
ตัว ผู้ต้องหา/จำเลยออกจากห้องควบคุมของศาลได้ ถ้าผู้ต้องหา/จำเลยถูกคุมขังตามหมายศาลไว้ เจ้าหน้าที่จะนำหมายปล่อยไปปล่อย ณ สถานที่ที่ถูกคุมขังในวันเดียวกัน
6. หากศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ผู้ขอประกันสามารถขอรับหลักทรัพย์ที่ยื่นไว้คืนต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
การขอรับหลักทรัพย์หรือเงินสดคืนจากศาล (การขอถอนหลักประกัน)
เมื่อคดีถึงที่สุด หรือศาลอนุญาตให้ถอนประกัน หรือสัญญาประกันสิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่น (กรณีนายประกันไม่ผิดสัญญาประกัน) ความรับผิดตามสัญญาประกันสิ้นสุดลง นายประกันสามารถขอหลักประกันคืนได้ทันทีโดยยื่นคำร้องขอถอนหลักประกันคืนต่อศาลและแนบหลักฐาน คือ ใบรับหลักฐานและใบรับเงินที่ศาลออกให้เมื่อครั้งยื่นขอปล่อยชั่วคราว หากใบรับหลักฐานหรือ ใบรับเงินสูญหายต้องแจ้งความ ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำใบรับแจ้งความมาแสดงต่อศาล
ขั้นตอนในการพิจารณาคดีอาญาของศาล
1. ศาลที่รับฟ้อง
การจะยื่นฟ้องที่ศาลใดให้พิจารณาว่าความผิดเกิดขึ้นใน เขตศาลใด หรือจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับในเขตศาลใดหรือพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในเขตศาลใด ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาคดีในกรุงเทพมหานคร
ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้แก่ ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลแขวงในเขตกรุงเทพมหานคร ในต่างจังหวัด ได้แก่ ศาลจังหวัด และศาลแขวง
การแบ่งแยกอำนาจศาลระหว่างศาลทั่วไปกับศาลแขวงพิจารณาจากอัตราโทษ กล่าวคือ คดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจของศาลแขวง (ในจังหวัดที่ยังไม่มีศาลแขวงเปิดทำการ ศาลจังหวัดจะนำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการผัดฟ้อง การฟ้องและการพิพากษาคดีด้วยวาจา)
2. ข้อควรปฏิบัติเมื่อศาลสั่งประทับฟ้อง
เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว หากจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีควรปฏิบัติ ดังนี้
2 .1 หากศาลมีคำสั่งขังจำเลย จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวใน ชั้นสอบสวนหรือชั้นฝากขังหรือไม่ก็ตาม
2 .2 หาทนายความเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินคดีต่อไป (โดยติดต่อหาทนายความด้วยตนเองหรือขอให้ศาลตั้งทนายความให้)
2 .3 ตรวจดูสำนวนคดี และสิ่งที่โจทก์ยื่นเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาคดี
3. การพิจารณาและสืบพยานในศาล
จะกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยโดยศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังและศาลจะสอบถามจำเลยว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ และจดคำให้การของจำเลยไว้
3.1 กรณีจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาคดีโดย ไม่ต้องสืบพยานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลย
3.2 กรณีจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป โดยศาลจะสั่งนัดสืบพยานโจทก์ก่อน เสร็จแล้วจึงนัดสืบพยานจำเลย หลังจากสืบพยานของทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วศาลจะนัดฟังคำพิพากษาโจทก์มีหน้าที่ต้องมาศาลทุกนัด (นัดสืบพยานโจทก์) หากไม่มา ศาลต้องยกฟ้องเว้นแต่ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่มาศาลโดยมีเหตุสมควร ศาลจะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้ หากจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยไม่ได้รับอนุญาต จากศาล ศาลจะออกหมายจับจำเลยและปรับนายประกัน
(ในกรณีจำเลยได้รับการประกันตัว) และหากศาลไม่แน่ใจว่าจะจับจำเลยได้เมื่อใดก็จะจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาพิจารณาคดีต่อไป การสืบพยาน คดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนจำเลย
และเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว จำเลยจึงนำพยานเข้าสืบต่อไป ก่อนสืบพยานโจทก์และจำเลยมีสิทธิแถลงเปิดคดี และหลังจากสืบพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วโจทก์และจำเลยมีสิทธิแถลงปิดคดี
Credit : SAHANETILAW.COM
คุณ และน้องชาย เป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าจะต้องทำอย่างไร..
ไม่มีใครสามารถบอกหรือฟันธงได้ว่าคดีนี้จะได้ประกันตัวในชั้นศาล หรือจะได้ลดโทษหรือไม่
ทุกอย่างขึ้นแต่พฤติการณ์แห่งคดี..กรรมใดใครก่อ คนนั้นต้องรับครับ..
เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
The Hollies - He Ain't Heavy, He's My Brother
https://www.google.co.th/?ion=1&espv=2#q=he%20ain%27t%20heavy%20he%27s%20my%20brother
.
เมื่อตะกี้ มึทู้ถามว่า น้องชายโดนคดีฯจะขอประกันตัวในฃั้นศาลฯต้องทำอย่างไร ถ้าสารภาพศาลฯจะลดโทษให็หรือไม่..?
เขียนซะยืดยาว อ้าวทู้หายไปไหนไหงโดนลบไปแล้ว..เขียนใหม่ก็คงไม่เหมือนเดิมแล้ว
เอาเป็นว่าไม่อยากฟื้นความก็แล้วกัน เห็นว่า จขกท.ร้อนใจในฐานะพี่สาวที่เป็นห่วงน้องชายว่าจะไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลอาญาฯ ( ศาลชั้นต้น ) หรือถ้าสารภาพซะเลยจะได้ลดโทษหรือไม่..
แต่ผมขอแนะนำว่า ถ้าผิด ก็สารภาพไป ว่าผิด โดยทั่วไปศาลจะเมตตา ลดโทษให้
แต่ถ้าไม่ผิด ก็ขอให้เชื่อมั่นในตนเองแล้วมาพิสูจน์กัน เพราะเรามี ๓ ศาล ..
ส่วนที่ว่าถ้าจะประกันตัวในชั้นศาล มีเงื่อนไข มีรายละเอียดอย่างไรก็ขอให้อ่านด้วยความตั้งใจดังนี้ครับ
การประกันตัวในชั้นศาลมี 2 ช่วง
ช่วงแรกเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการนำตัวผู้ต้องหามาขอฝากขังต่อศาลและศาลอนุญาตให้ขังซึ่งถือว่าผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจควบคุมของศาลแล้ว
ช่วงที่ 2 คือช่วงที่ศาลประทับฟ้องของโจทก์แล้ว ผู้ต้องหามีสถานะเป็นจำเลยแล้วซึ่งอาจต้องมีการถูกควบคุมตัวอยู่ในอำนาจของศาล ดังนี้ หากผู้ประกันประสงค์จะขอ ให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยก็จะต้องยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาแล้วแต่กรณีต่อศาล
กำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ประกันมีดังนี้ (ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว)
ชั้นสอบสวนมีกำหนดเวลาเท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ฝากขังจนถึงมีการฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี
ชั้นพิจารณาของศาล สัญญาประกันใช้ได้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
เมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวโดยศาล ผู้ประกันสามารถยื่น คำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หลักประกันได้ดังนี้
1. การใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน ได้แก่
1.1 เงินสด
1.2 ที่ดินมีโฉนด หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 หรือน.ส. 3 ก.)ซึ่งมีหนังสือรับรองราคาประเมิน
ของสำนักงานที่ดินและไม่มีภาระผูกพันอันอาจกระทบต่อการบังคับคดี (จำนอง)
1.3 ห้องชุดมีโฉนดที่ดินและมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด และต้องไม่มีภาระผูกพันอันอาจกระทบต่อการบังคับคดี
1.4 หลักทรัพย์อย่างอื่นที่กำหนดราคามูลค่าที่แน่นอนได้ เช่น
- พันธบัตรรัฐบาล
- สลากออมสิน
- สลากออมทรัพย์ทวีสินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
- ใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร
- กรมธรรม์ประกันภัย
2. การใช้บุคคลเป็นประกัน (ตำแหน่ง)
- เป็นผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่การงานหรือมีรายได้แน่นอน เช่น ข้าราชการ ข้าราชการบำนาญ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานของรัฐประเภทอื่น ๆ รวมถึงลูกจ้างของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัทเอกชน
- เป็นผู้มีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหาหรือจำเลย เช่น บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี ภริยา ญาติ พี่น้อง ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือบุคคลอื่นที่ศาลเห็นว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเสมือนเป็นญาติในทางอื่นที่ศาลเห็นสมควรให้ประกันได้
- อัตราหลักประกัน ให้ทำสัญญาประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 10 เท่า ของอัตราเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน หากวงเงินประกันมียอดสูงกว่าวงเงินที่ผู้นั้นมีสิทธิประกันได้ ศาลอาจกำหนดให้ผู้ขอประกันวางเงินหรือหลักทรัพย์อื่นเพิ่มเติมให้เพียงพอ กับวงเงินประกันหรืออาจให้มีผู้ขอประกันหลายคนร่วมกัน ทำสัญญาประกันโดยใช้วงเงินของแต่ละคนรวมกันได้
หลักฐานที่ต้องนำมาแสดงในการขอประกันตัวต่อศาล
- บัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการ หรือบัตรแสดงตำแหน่งหน้าที่การงาน ทะเบียนบ้านของจำเลยและผู้ขอประกันพร้อมสำเนา
- หลักทรัพย์ที่ใช้ประกัน เช่น เงินสดโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สมุดเงินฝากประจำพร้อมสำเนา
- หนังสือรับรองจากต้นสังกัดหรือนายจ้าง (กรณีขอประกันตัวด้วยตำแหน่งหน้าที่)
- หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดิน (กรณีใช้โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นประกัน)พร้อมสำเนา
- หนังสือรับรองจากธนาคาร (กรณีใช้สมุดเงินฝากประจำเป็นประกัน)
- หนังสือยินยอมของคู่สมรส (กรณีผู้ขอประกันมีคู่สมรส)
หลักเกณฑ์ในการสั่งคำร้องขอประกัน
เมื่อยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลแล้ว ศาลจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้ประกอบในการพิจารณาสั่งคำร้อง คือ
1. ความหนักเบาแห่งข้อหา
2. พยานหลักฐานที่นำสืบแล้วมีเพียงใด
3. พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร
4. เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด
5. ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่
6. ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจาการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใด
7. คำคัดค้านของพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวน
ขั้นตอนการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย
1. ขอแบบพิมพ์คำร้องขอประกันตัวจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของศาล
2. เขียนคำร้องขอประกันตัวด้วยตนเองโดยขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หรือให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนให้
3. ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่ใช้ในการขอประกันแก่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
4. เมื่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ได้ตรวจคำร้องและหลักฐานที่ใช้ในการขอประกันเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ต้องหรือจำเลย/นายประกัน ลงชื่อในคำร้องเพื่อเสนอคำร้องดังกล่าวต่อผู้พิพากษาพิจารณาสั่ง
5. เมื่อผู้พิพากษามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันแล้ว ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศาลและยังไม่มีการออกหมายขังไว้ก็สามารถนำ
ตัว ผู้ต้องหา/จำเลยออกจากห้องควบคุมของศาลได้ ถ้าผู้ต้องหา/จำเลยถูกคุมขังตามหมายศาลไว้ เจ้าหน้าที่จะนำหมายปล่อยไปปล่อย ณ สถานที่ที่ถูกคุมขังในวันเดียวกัน
6. หากศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ผู้ขอประกันสามารถขอรับหลักทรัพย์ที่ยื่นไว้คืนต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
การขอรับหลักทรัพย์หรือเงินสดคืนจากศาล (การขอถอนหลักประกัน)
เมื่อคดีถึงที่สุด หรือศาลอนุญาตให้ถอนประกัน หรือสัญญาประกันสิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่น (กรณีนายประกันไม่ผิดสัญญาประกัน) ความรับผิดตามสัญญาประกันสิ้นสุดลง นายประกันสามารถขอหลักประกันคืนได้ทันทีโดยยื่นคำร้องขอถอนหลักประกันคืนต่อศาลและแนบหลักฐาน คือ ใบรับหลักฐานและใบรับเงินที่ศาลออกให้เมื่อครั้งยื่นขอปล่อยชั่วคราว หากใบรับหลักฐานหรือ ใบรับเงินสูญหายต้องแจ้งความ ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำใบรับแจ้งความมาแสดงต่อศาล
ขั้นตอนในการพิจารณาคดีอาญาของศาล
1. ศาลที่รับฟ้อง
การจะยื่นฟ้องที่ศาลใดให้พิจารณาว่าความผิดเกิดขึ้นใน เขตศาลใด หรือจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับในเขตศาลใดหรือพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในเขตศาลใด ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาคดีในกรุงเทพมหานคร
ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้แก่ ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลแขวงในเขตกรุงเทพมหานคร ในต่างจังหวัด ได้แก่ ศาลจังหวัด และศาลแขวง
การแบ่งแยกอำนาจศาลระหว่างศาลทั่วไปกับศาลแขวงพิจารณาจากอัตราโทษ กล่าวคือ คดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจของศาลแขวง (ในจังหวัดที่ยังไม่มีศาลแขวงเปิดทำการ ศาลจังหวัดจะนำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการผัดฟ้อง การฟ้องและการพิพากษาคดีด้วยวาจา)
2. ข้อควรปฏิบัติเมื่อศาลสั่งประทับฟ้อง
เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว หากจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีควรปฏิบัติ ดังนี้
2 .1 หากศาลมีคำสั่งขังจำเลย จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวใน ชั้นสอบสวนหรือชั้นฝากขังหรือไม่ก็ตาม
2 .2 หาทนายความเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินคดีต่อไป (โดยติดต่อหาทนายความด้วยตนเองหรือขอให้ศาลตั้งทนายความให้)
2 .3 ตรวจดูสำนวนคดี และสิ่งที่โจทก์ยื่นเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาคดี
3. การพิจารณาและสืบพยานในศาล
จะกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยโดยศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังและศาลจะสอบถามจำเลยว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ และจดคำให้การของจำเลยไว้
3.1 กรณีจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาคดีโดย ไม่ต้องสืบพยานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลย
3.2 กรณีจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป โดยศาลจะสั่งนัดสืบพยานโจทก์ก่อน เสร็จแล้วจึงนัดสืบพยานจำเลย หลังจากสืบพยานของทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วศาลจะนัดฟังคำพิพากษาโจทก์มีหน้าที่ต้องมาศาลทุกนัด (นัดสืบพยานโจทก์) หากไม่มา ศาลต้องยกฟ้องเว้นแต่ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่มาศาลโดยมีเหตุสมควร ศาลจะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้ หากจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยไม่ได้รับอนุญาต จากศาล ศาลจะออกหมายจับจำเลยและปรับนายประกัน
(ในกรณีจำเลยได้รับการประกันตัว) และหากศาลไม่แน่ใจว่าจะจับจำเลยได้เมื่อใดก็จะจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาพิจารณาคดีต่อไป การสืบพยาน คดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนจำเลย
และเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว จำเลยจึงนำพยานเข้าสืบต่อไป ก่อนสืบพยานโจทก์และจำเลยมีสิทธิแถลงเปิดคดี และหลังจากสืบพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วโจทก์และจำเลยมีสิทธิแถลงปิดคดี
Credit : SAHANETILAW.COM
คุณ และน้องชาย เป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าจะต้องทำอย่างไร..
ไม่มีใครสามารถบอกหรือฟันธงได้ว่าคดีนี้จะได้ประกันตัวในชั้นศาล หรือจะได้ลดโทษหรือไม่
ทุกอย่างขึ้นแต่พฤติการณ์แห่งคดี..กรรมใดใครก่อ คนนั้นต้องรับครับ..
เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
The Hollies - He Ain't Heavy, He's My Brother
https://www.google.co.th/?ion=1&espv=2#q=he%20ain%27t%20heavy%20he%27s%20my%20brother
.