คลังจ่อรีดคนใช้เงินสดจ่ายแวต 10% หวังต้อนเข้าระบบอีเพย์เมนต์-ดันยอดเก็บภาษีเพิ่ม

คลังจ่อรีดคนใช้เงินสดจ่ายแวต 10% หวังต้อนเข้าระบบอีเพย์เมนต์-ดันยอดเก็บภาษีเพิ่ม

ดึงประชาชนใช้อีเพย์เมนต์อย่างโหด ปลัดคลังเล็งเก็บ VAT 10% สำหรับคนใช้เงินสดชำระค่าสินค้าบริการ ส่วนคนใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เสียแค่ 7% แจงหลังจากนี้เลิกออกมาตรการระยะสั้น เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจยกระดับประเทศ รองรับสังคมสูงวัย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีแนวคิดปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเรื่องแรกที่ทำในเวลานี้คือ การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment) ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมประเทศไทย ในการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด โดยหากระบบสมบูรณ์จะลดต้นทุนได้ถึง 75,000 ล้านบาทต่อปี และลดการใช้เอกสาร รวมทั้งจะทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้เพิ่มปีละ 100,000 ล้านบาท

"ต่อไปบัตรประชาชนใบเดียวนำไปใช้ได้ทุกที่ หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือก็โอนเงินได้ ดังนั้น เมื่อระบบพร้อมแล้ว การจูงใจให้คนไทยใช้อีเพย์เมนต์ คือ ถ้าใครชำระเป็นเงินสด จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% แต่ถ้าจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะเสียแวตแค่ 7%" นายสมชัยกล่าว

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ระบบ e-Payment จะทำให้คนจนได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางด้านการเงิน รวมถึงการรับสวัสดิการภาครัฐจะถึงมือประชาชนผู้มีสิทธิ์โดยตรง เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา ที่ปัจจุบันจ่ายผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบางแห่งก็ไม่โปร่งใส หรือพบการจ่ายให้กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นต้น ดังนั้นถ้าทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จ เงินสวัสดิการจะจ่ายได้ถูกคน ตรงเวลา และการทำระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่

พร้อมกับย้ำว่า ต่อไปนี้กระทรวงการคลังจะทำแต่เรื่องใหญ่ ๆ และจะเป็นมาตรการระยะปานกลางและระยะยาวเป็นหลัก โดยจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นอีก ยกเว้นเกิดเหตุเกินคาดหมาย เช่น วิกฤตโลกรุนแรง ภัยแล้งไม่จบ เกิดโรคระบาด หรือเกิดแผ่นดินไหวที่ทำลายเศรษฐกิจไทย

"ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ก็ไม่จำเป็นแล้วที่จะออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้น และเราจะทำแต่มาตรการระยะกลาง ระยะยาว จะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ให้ประเทศไทย จะแตะเรื่องที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับจีดีพีของเราให้สูงขึ้น เพื่อให้หลุดจากกับดักรายได้ ซึ่งในปี 2575 คนไทยต้องมีรายได้ 40,000 บาทต่อคนต่อเดือน และลดความเหลื่อมล้ำ โดยทำให้ 10% ของผู้มีรายได้น้อยสุด สามารถมีรายได้ 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน และเพิ่มอันดับการแข่งขันให้ดีขึ้น" นายสมชัยกล่าว

ขณะเดียวกัน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เสนอจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ภาคบังคับ เพื่อดูแลสังคมสูงอายุ ให้ประชาชนที่ทำงานในระบบมีการออมมากขึ้น เนื่องจากหากไม่มีกองทุนมาดูแลจะเป็นภาระงบประมาณตกปีละ 600,000-700,000 ล้านบาท ดังนั้น ในอนาคตจะมีมาตรการทางภาษีเพื่อให้เอกชนจ้างคนแก่ไปทำงาน เป็นครู แทนที่จะอยู่บ้านเฉย ๆ หรือจ้างทำความสะอาดเหมือนผู้สูงวัยที่ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ คนชราที่มีบ้าน แต่ไม่มีคนดูแล ก็สามารถนำบ้านมาเข้าโครงการ Reverse Mortgage (สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน) กับธนาคาร เพื่อนำเงินไปใช้ได้จนกว่าจะเสียชีวิต ซึ่งหลังจากนั้นหากมีทายาทประสงค์จะได้บ้านคืน ก็นำเงินมาชำระเท่ากับที่แบงก์จ่ายให้กับคนชราไป แต่หากไม่มีคนมาชำระคืน แบงก์ก็นำบ้านไปขายทอดตลาด อีกทั้งกระทรวงการคลังยังมีแนวคิดจะสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุบนที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ซึ่งกรมธนารักษ์ต้องหาพื้นที่ทั่วประเทศมารองรับนโยบายนี้ด้วย


ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1465375787

ปล.ถ้าลงซ้ำหรือ tag ผิดห้องต้องขออภัยด้วยนะครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่