ฟุตบอลไทย : ตอน ตามหาพี่ติ๊กตอกไปเจอตัก

ในอดีตอันใกล้ที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงฟุตบอลไทย คนไทยเองจะรู้สึกกันว่า "ไม่ต้องดูหรอก มันรู้ผลตั้งแต่ยังไม่แข่งแล้ว" พูดง่ายๆก็คือ "เชียร์ไงก็แพ้" นั่นเอง ความสำเร็จแทบจะหามิได้ ผลงานมีทั้งตกรอบแรกซีเกมส์ ตกรอบแรกซูซุกิคัพ เสมอทีมเพื่อนบ้านที่เราดูถูกเขามาตลอด การเล่นบอลตอนนั้นของทีมชาติไทยก็ลุ่มๆดอนๆ ต่อบอลไม่เป็น โยนบอล เปิดบอลกันอย่างเดียว จนแฟนบอลด่าว่า ตัวก็เตี้ย ไปโยนบอลโหม่งแข่งกับพวกสูงๆ ทำไมไม่เล่นบอลกับพื้นเหมือนบาซ่า เหมือนทีมชาติสเปนที่ได้แชมป์โลกสมัยนั้น จนทำให้แฟนบอลสนามหายไป นักเตะเล่นในสนามเหมือนสนามร้าง...

แล้วมาวันหนึ่งเหมือนสวรรค์มาโปรด มีชายคนหนึ่งที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของใครหลายคนในวัยเด็ก และเป็นเหมือนเป้าหมายของเด็กหลายคนในสมัยนั้น เขาคนนั้นได้เข้ามาทำให้ทีมชาติไทยดูมีความหวัง โดยการเริ่มจากการคุมทีมซีเกมส์ ซึ่งประกอบด้วยนักเตะชุดที่คนไทยรู้สึกมีความหวังลึกๆว่า ความสามารถของเด็กเหล่านี้สามารถก้าวไปในระดับสากลได้(ไม่ใช่แค่ระดับเอเชียนะ... สากล) ฮีโร่ผู้นั้นคือ "ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง" เขาได้มีแผนการเตรียมทีมที่ดีพอสมควร แม้จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เขาได้นำสไตล์การเล่นที่เขาให้ชื่อว่า ติ๊กตอก ซึ่งเป็นสไตล์การเล่นที่เหมาะกับสรีระคนไทย ที่เล็กกว่าชาติพันธ์ุอื่น ซึ่งสไตล์นี้เอง ทำให้ฟุตบอลทีมชาติไทยจากคำที่คนไทยส่วนใหญ่บอกว่า "ไม่ต้องดูหรอก ยังไงก็แพ้" มาสู่ "คนไทยใจจดใจจ่อรอดู รอเชียร์ทีมฟุตบอลชุดนี้" กองเชียร์​เข้ามาเชียร์เต็มสนาม บัตรที่เปิดขายหมดในเวลาเพียงกระพริบตา

ด้วยสไตล์ "ติ๊กตอก"ร้องไห้Tik-Tok) นี้เอง ที่ทำให้ทีมชาติไทยกลับมาคว้าแชมป์รายการในอดีตที่เราพลาดไปหลายสมัย พร้อมทั้งสร้างความศรัทธาในวิธีการเล่นที่ตื่นตาตื่นใจ เร้าใจ สวยงาม แม้จะแพ้ก็รู้สึกว่าแค่น่าเสียดาย แต่!! ไม่น่าผิดหวัง

จนในที่สุด ทีมชาติไทยของเราก็ได้เดินทางไปสู่จุดพิสูจน์อีกจุดหนึ่งที่เรียกว่า ฟุตบอลระดับเอเชียที่จะก้าวไปสู่ระดับโลก... เราคนไทยทุกคนคาดหวังที่จะเห็นการเล่นเกมรุกที่หลากหลายในสไตล์ เล่นบอลกับพื้นต่อบอล วิ่งสู้ฟัด ทำทางหาช่อง โดยหวังว่าจะนำสิ่งเหล่านี้ไปต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ในเอเชีย แต่แล้ว แฟนบอลไทยก็ต้องเชียร์อย่างหนักใจเพราะคนที่เป็นฮีโร่ของเราทุกคนได้บอกว่า เราจะเล่นเกมรุกแบบเดิมไม่ได้แล้ว เราต้องเล่นเกมรับเป็นหลัก เราจะได้การเล่นเกมรับและโต้กลับ บลาๆๆๆๆ แล้วที่สำคัญ "เราต้องดูบอลอย่างเข้าใจ" ซึ่งสิ่งที่แฟนบอลได้เห็นคือ เราเล่นบอลตัก บอลโด่ง บอลโยนในเกมรุกมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ เล่นบอลวันทัช ทูวทัชที่เป็นที่ชื่อชมของแฟนบอล อัตราการเล่นเกมรุกก็น้อยลง การครองบอลก็น้อยลง บวกกับเกมรับที่ยังมีข้อจำกัดหลายจุดที่เป็นปัญหาซึ่งการเป็นรองแฟนบอลเข้าใจและรับได้ แต่การลืมรากเหง้า สไตล์ของตัวเองเป็นสิ่งที่แฟนบอลบางกลุ่มยังตั้งคำถาม...

จากการตามหา "ติ๊กตอก" มากว่าทศวรรษของทีมชาติไทย แต่พอขึ้นชั้นฟุตบอลระดับกลางๆ(ฟุตบอลเอเชีย) เรากลับต้องมาอยู่จุดเดิมที่เรียกว่าบอลตัก บอลโด่ง บอลโยน ทั้งๆที่ สรีระของเราเล็ก เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆในรอบสุดท้ายโซนเอเชียนี้ แต่แล้วอย่างไรแฟนบอลอย่างเราก็คงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากก้มหน้าก้มตาเชียร์ และห้ามแนะนำ ตำหนิ บ่น ฯลฯ เพราะวิจารณ์แบบมีเหตุผล ก็ถูกหาว่าเป็นโค้ชคีย์บอร์ดบ้างล่ะ ถูกประชดว่าให้ไปเล่นเองบ้างล่ะ(บางครั้งแฟนบอลก็อยากลงไปเล่นเองนะ แต่เขาไม่ได้เงินเดือนแบบนักเตะ + โค้ชไม่เรียก) แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะทีมชาติไทยเป็นของแฟนบอลชาวไทย ชาวไทยตอนนี้ก็ได้แค่หวังว่าจะได้ดูบอลสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ สไตล์ "ติ๊กตอก" ที่เราตามหาอีกครั้ง แม้ว่าจุดยืนโค้ชและนักเตะจะชัดเจนในแนวทางตักก็ตาม(อาจจะไม่ได้ต้องการแบบนั้นก็ได้ แต่เราสู้ไม่ได้จริงๆ)...

#แพ้แบบน่าเสียดาย #ยังดีกว่าชนะแบบซังกะตาย #สู้แบบรู้ว่าสู้ไม่ได้ #ดีกว่าหนีเพื่อหลอกตัวเองว่าได้ #ฟุตบอลไทยสู่สากล #แฟนบอลไทยสู่พลวัตร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่