เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยพาพี่สาวไปร่วมกิจกรรมบุญ ตักบาตรพระหมื่นรูป ซึ่งก็นับเป็นครั้งแรกของผมและพี่สาวที่ยังเคยทราบแต่ทางสื่อและภาพที่แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวดูแล้วน่าตื่นตา...งดงาม และน่าศรัทธา
เค้าประกาศเชิญชวนให้ใส่บาตรอาหารแห้ง และให้ทุกท่านใส่ชุดขาวมาร่วม ... ผมกับพี่สาวก็ว่าตามนั้น
ไปถึงงาน มีคนนุ่งชุดขาวนั่งกันยาวเป็นแถวสุดลูกหูลูกตา ปลายสุดเห็นพระพุทธรูปปางที่ไม่คุ้นตา เพราะพระพักตร์ท่านกระเดียดออกไปทางอิสสตรี มีการลงสีสันราวกับแต่งหน้าทาคิ้วและผัดแป้งชมพูนวล
พอเห็นทีว่าง พี่สาวก็บอกว่าขอนั่งตรงนี้ละกัน เวลาเลิกจะได้เดินไม่ไกลนัก.... แต่
ยังไม่ทันจะหย่อนก้น ก็มีสาวใหญ่สวมชุดขาวกลัดเครื่องหมายเดินเข้ามา แล้วบอกกับพี่สาวว่า
"ป้า ๆ ที่ตรงนี้สำหรับผู้ทำบุญ 1 พันค่ะ คุณป้าจองบุญไว้รึยังคะ?"
พี่สาวผมหันรีหันขวางอยู่พักก่อนจะตอบกลับไปว่า
"ป้าจะทำบุญสัก 300 จะได้มั้ย" ...เสียงตอบกลับมาเริ่มแข็ง ๆ ว่า
"ได้ค่ะ..แต่รบกวนคุณป้าไปนั่งตรงโน้นนะคะ" ..พร้อมกับชี้มือไปที่เกือบจะปลายสุดแถว
พี่สาวผมหัวเข่าก็ไม่ค่อยดีนัก ..ผมเลยถามว่า จะเดินไปนั่งตรงโน้นมั้ย หรือจะทำบุญค่าเสื่อ 1 พันแล้วนั่งตรงนี้
พี่สาวผมส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนตอบชัด ๆ และดังว่า "กลับบ้าน!"
ผมพาพี่สาวกลับไปส่งบ้านและขับรถย้อนกลับมาที่งานอีกครั้ง เพราะอยากรู้ว่า เอาเข้าจริงกิจกรรมเหลานี้จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
พระในละแวกท้องถิ่น ถูกนิมนต์มาในงาน ..รูปแบบพิธีดูตระการตา และที่ผมทึ่งก็คือ เริ่มมีการเปิดเสียงบรรยายธรรมของพระเดชพระคุณ ซึ่งผมก็คุ้นอยู่เพราะเคยฟังทางวิทยุ
สักพักก็มีการกล่าวคำถวายทาน (เงิน) จากคณะต่างๆสารพัด ตั้งแต่เป็นเงินหลักหมื่นยันแสนหลายราย และที่ผมอื้งก็คือ มีการกล่าวคำถวายรถยนต์เป็นภาษาบาลี!
จากนั้นก็เริ่มการใส่บาตร เป็นทิวแถวสวยงาม มีเหล่านักเรียนในชุดรักษาดินแดนมาเป็นลูกศิษย์คอยเก็บอาหารต่างๆ
ส่วนผม..ไม่ได้ใส่บาตร ยืนดูเค้าใส่กันพร้อมกับเอาขนมที่พี่สาวเตรียมมาใส่บาตร(แต่เปลี่ยนใจ) เคี้ยวใส่ปากตุ่ยๆ เพราะเริ่มเข้าใจแล้วว่า บุญนั้นสำเร็จได้ด้วยเจตนา...ไม่ได้ด้วย
"ราคา"
ดังนั้นถ้าเจตนาพังแล้ว ใส่บาตรก็ได้แค่ทาน ...แถมพระท่านรับไปก็ไม่ได้ฉัน เพราะต้องไปเทรวมกันให้วัดนี้เอาไปรวบรวมเพื่อจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ตามประกาศ!?
เลิกงานแล้ว ... ผมเห็นภิกษุเดินออกมายืนเป็นกลุ่ม ๆ รอรถมารับกลับวัด หลายรูปควักบุหรี่มาจุดพ่นอย่างกระหาย เพราะนับแต่เข้าในงานและกว่าจะเลิก มันก็หลายชั่วโมง ..ก็เลยต้องซื้ดให้ถึงปอด!
ผมถามว่าเค้านิมนต์มาถวายซองละเท่าไหรรึท่าน? รูปหนึ่งชูกระเป๋าหนีบที่เป็นของกำนัลอย่างภูมิใจ ก่อนอีกรูปบอก
"สามร้อย!?"
วันนั้น ผมกลับบ้านด้วยจิตใจเบิกบาน.... พอ ๆ กับ หลายคนที่ได้ไปร่วมงานนั้น แต่ที่มันต่างคือ
การเบิกบาน ของผม คือ เบิกบานในการเข้าใจเรื่อง
"ศาสนา" ในฐานะ
"เปลือก" ได้ด้วยตัวเอง
ผมเคยติด "เปลือกศาสนา" เพราะไปยึดติดแต่เรื่อง
"บุญ" และ "พิธีกรรม" และเข้าใจว่า นั่นละ คือก้าวแรกที่จะเป็นการสั่งสม
"บุญ" เพื่อเก็บพกห่อไปไว้ในภพใหม่ชาติหน้า
ผมเคยเชื่อตามเสียงหล่อ ๆ ราวกับสะกดจิตคนในวิทยุ ..เพื่อให้เชื่อว่า นิพพาน คือ
"ดินแดน" และที่สำคัญ การ
"ทำบุญ" นั้นไม่ต่างอะไรกันกับ การฝากเงินในธนาคาร ดังนั้น การทำบุญที่ดีที่สุดในความหมายของนักสะกดจิตคือ การฝึกให้ตนเองมีจาคะคือเสียสละ .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งสละทรัพย์ คือ
"เงิน"
แม่ค้าขายขนมจีนข้างบ้านผม(ซึ่งก็เป็นตัวตั้งตัวตีชวนพี่สาวไปใส่บาตร) นั่นที่บ้านปัญหามากมาย ลูกเกเร ..ผัวมีเมียน้อย ตัวเองก็เลยกลัดกลุ้มมุ่งแต่ทำบุญ..และเธอยอมถึงขนาด
"ปิดบัญชีโลก" เปิด
"บัญชีบุญ" มาแล้ว
แต่แล้วสิ่งที่ผมค้นพบก็คือ ศาสนาพุทธในอุ้งมือผีบุญ นั้นคือกำแพงเหล็กที่พยายามปิดกั้นไม่ให้เราเข้าใกล้พุทธองค์ ทั้งที่คำสอนของพุทธองค์นั้น อยู่ใกล้และใกล้เพียงแค่เราหยิบมาอ่าน..ศึกษาและพยายามทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
ผมพบว่า ... เป้าสำคัญที่สุดที่พุทธองค์ทรงให้เรามุ่งตรงคือ
"นิพพาน" ไม่ใช่
"อายตนิพพาน"
นิยาม
"นิพพาน" นั้น ไม่ต้องให้ใครมาตีความ เพราะไม่ใช่แบบที่มโนกันเองว่า เป็นดินแดนมีถิ่นฐานบ้านช่อง ก่อนจะไปถึงก็เป็นสวรรค์ชั้นโน่นนี่มีเทวดนางฟ้า เทพบุตร แต่กลายแบบนั่นนี่...สวมใส่อาภรณ์พิศดารและที่สำคัญต้องมี แก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดาประดับโน่นนี่ ฯลฯ
เหลือเชื่อ! เพราะแค่การบรรยายบรรยากาศสวรรค์ทั้งคนบรรยายทั้งศิษย์ต่างก็ล้วนยังติดกับ
"กิเลส" เอาความอยากมีอยากได้ของกิเลสไปผูกนิยายให้เข้าใจว่า เทวดานางฟ้า สวมเพชรนิลจินดา ฯลฯ
ถ้าลองเอาปัญญาพินิจ เอาสติมาตั้ง ก็จะเข้าใจง่าย ๆ ว่า บรรดาเพชรนิลจินดาเครื่องทอง แท้จริงมันก็คือ กรวดหินดินทรายที่มนุษย์อุปโลกน์กันเองว่ามันมีค่า และที่สำคัญ ทองคำ..เพชรนิลจินดา มันคือแร่ธาตุในโลก แล้วเทวดานางฟ้า จะสั่งตรงจากไหนไปสวมใส่กัน ..หรือสั่งจากห้างทองแถวเยาวราชส่งไปสวรรค์ให้ท่านสวมกัน!?
ผมยิ่งฟังคำสอน...ยิ่งปลงสังเวช และน้ำตาจะไหล สงสารพุทธองค์ ที่ท่านทรงสละทุกอย่างเพื่อการค้นพบหลักอันยิ่งใหญ่ให้มนุษย์ โดยเฉพาะสาระสำคัญที่สุดคือ
"การพ้นทุกข์"
เงิน ทอง ฯลฯ เหล่านี้ท่านย้ำนักหนาว่ามันคือ
"อสรพิษ" ที่จะทำให้เราทั้งหลายไปไหนไม่ได้...... แต่ไม่น่าเชื่อว่า ภิกษุที่บอกตนว่าเป็น
"ศากยบุตริยะ" สวมใส่ผ้ากาสาฯ แต่กลับทำตัวเนรคุณอย่างไม่น่าเชื่อ
หันไปซ้าย... นั่งพ่นน้ำหมาก..เสกสารพัน...เป่ากระหม่อม....ปลุกเสก..ลงเลขยันต์ ฯลฯ พิธีกรรมที่เป็นเดรัชฉานวิชชา อันพุทธองค์ทรงรังเกียจ ก็เต็มบ้านเอง
หันไปขวา..... คำก็
"รวย" สองคำก็
"รวยๆ" เงินทองกองเป็นภูเขาเลากา... แต่ศิษยานุศิษย์ก็ยังหาทางคลำไป
"นิพพาน" จริงๆ ไม่เจอ
เพราะ
"นิพพาน" ไม่มีสำหรับคนที่ยังติดกับดัก
"โลภ" ไม่เว้นแม้นแต่พวก "โลภบุญ"
ใครจะไปรู้ว่า.... เอาเข้าจริง ขอทานไส้กิ่วหิวจนจะขาดใจ ก่อนจิตดับ รวบรวมสติได้ ....กำหนดลมหายใจเข้าออกรู้ จนสิ้นลม นั่นอาจเป็นทางลัดและเคล็ดลับสำคัญจริง ๆ ที่ขอทานท่านนี้ ...อาจเฉียดใกล้นิยาม
"พระนิพพาน" จริงๆ เชื่อผมมั้ย!?
นิพพานของนักค้าบุญ!?
เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยพาพี่สาวไปร่วมกิจกรรมบุญ ตักบาตรพระหมื่นรูป ซึ่งก็นับเป็นครั้งแรกของผมและพี่สาวที่ยังเคยทราบแต่ทางสื่อและภาพที่แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวดูแล้วน่าตื่นตา...งดงาม และน่าศรัทธา
เค้าประกาศเชิญชวนให้ใส่บาตรอาหารแห้ง และให้ทุกท่านใส่ชุดขาวมาร่วม ... ผมกับพี่สาวก็ว่าตามนั้น
ไปถึงงาน มีคนนุ่งชุดขาวนั่งกันยาวเป็นแถวสุดลูกหูลูกตา ปลายสุดเห็นพระพุทธรูปปางที่ไม่คุ้นตา เพราะพระพักตร์ท่านกระเดียดออกไปทางอิสสตรี มีการลงสีสันราวกับแต่งหน้าทาคิ้วและผัดแป้งชมพูนวล
พอเห็นทีว่าง พี่สาวก็บอกว่าขอนั่งตรงนี้ละกัน เวลาเลิกจะได้เดินไม่ไกลนัก.... แต่
ยังไม่ทันจะหย่อนก้น ก็มีสาวใหญ่สวมชุดขาวกลัดเครื่องหมายเดินเข้ามา แล้วบอกกับพี่สาวว่า "ป้า ๆ ที่ตรงนี้สำหรับผู้ทำบุญ 1 พันค่ะ คุณป้าจองบุญไว้รึยังคะ?"
พี่สาวผมหันรีหันขวางอยู่พักก่อนจะตอบกลับไปว่า "ป้าจะทำบุญสัก 300 จะได้มั้ย" ...เสียงตอบกลับมาเริ่มแข็ง ๆ ว่า
"ได้ค่ะ..แต่รบกวนคุณป้าไปนั่งตรงโน้นนะคะ" ..พร้อมกับชี้มือไปที่เกือบจะปลายสุดแถว
พี่สาวผมหัวเข่าก็ไม่ค่อยดีนัก ..ผมเลยถามว่า จะเดินไปนั่งตรงโน้นมั้ย หรือจะทำบุญค่าเสื่อ 1 พันแล้วนั่งตรงนี้
พี่สาวผมส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนตอบชัด ๆ และดังว่า "กลับบ้าน!"
ผมพาพี่สาวกลับไปส่งบ้านและขับรถย้อนกลับมาที่งานอีกครั้ง เพราะอยากรู้ว่า เอาเข้าจริงกิจกรรมเหลานี้จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
พระในละแวกท้องถิ่น ถูกนิมนต์มาในงาน ..รูปแบบพิธีดูตระการตา และที่ผมทึ่งก็คือ เริ่มมีการเปิดเสียงบรรยายธรรมของพระเดชพระคุณ ซึ่งผมก็คุ้นอยู่เพราะเคยฟังทางวิทยุ
สักพักก็มีการกล่าวคำถวายทาน (เงิน) จากคณะต่างๆสารพัด ตั้งแต่เป็นเงินหลักหมื่นยันแสนหลายราย และที่ผมอื้งก็คือ มีการกล่าวคำถวายรถยนต์เป็นภาษาบาลี!
จากนั้นก็เริ่มการใส่บาตร เป็นทิวแถวสวยงาม มีเหล่านักเรียนในชุดรักษาดินแดนมาเป็นลูกศิษย์คอยเก็บอาหารต่างๆ
ส่วนผม..ไม่ได้ใส่บาตร ยืนดูเค้าใส่กันพร้อมกับเอาขนมที่พี่สาวเตรียมมาใส่บาตร(แต่เปลี่ยนใจ) เคี้ยวใส่ปากตุ่ยๆ เพราะเริ่มเข้าใจแล้วว่า บุญนั้นสำเร็จได้ด้วยเจตนา...ไม่ได้ด้วย "ราคา"
ดังนั้นถ้าเจตนาพังแล้ว ใส่บาตรก็ได้แค่ทาน ...แถมพระท่านรับไปก็ไม่ได้ฉัน เพราะต้องไปเทรวมกันให้วัดนี้เอาไปรวบรวมเพื่อจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ตามประกาศ!?
เลิกงานแล้ว ... ผมเห็นภิกษุเดินออกมายืนเป็นกลุ่ม ๆ รอรถมารับกลับวัด หลายรูปควักบุหรี่มาจุดพ่นอย่างกระหาย เพราะนับแต่เข้าในงานและกว่าจะเลิก มันก็หลายชั่วโมง ..ก็เลยต้องซื้ดให้ถึงปอด!
ผมถามว่าเค้านิมนต์มาถวายซองละเท่าไหรรึท่าน? รูปหนึ่งชูกระเป๋าหนีบที่เป็นของกำนัลอย่างภูมิใจ ก่อนอีกรูปบอก "สามร้อย!?"
วันนั้น ผมกลับบ้านด้วยจิตใจเบิกบาน.... พอ ๆ กับ หลายคนที่ได้ไปร่วมงานนั้น แต่ที่มันต่างคือ
การเบิกบาน ของผม คือ เบิกบานในการเข้าใจเรื่อง "ศาสนา" ในฐานะ "เปลือก" ได้ด้วยตัวเอง
ผมเคยติด "เปลือกศาสนา" เพราะไปยึดติดแต่เรื่อง "บุญ" และ "พิธีกรรม" และเข้าใจว่า นั่นละ คือก้าวแรกที่จะเป็นการสั่งสม "บุญ" เพื่อเก็บพกห่อไปไว้ในภพใหม่ชาติหน้า
ผมเคยเชื่อตามเสียงหล่อ ๆ ราวกับสะกดจิตคนในวิทยุ ..เพื่อให้เชื่อว่า นิพพาน คือ "ดินแดน" และที่สำคัญ การ "ทำบุญ" นั้นไม่ต่างอะไรกันกับ การฝากเงินในธนาคาร ดังนั้น การทำบุญที่ดีที่สุดในความหมายของนักสะกดจิตคือ การฝึกให้ตนเองมีจาคะคือเสียสละ .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งสละทรัพย์ คือ "เงิน"
แม่ค้าขายขนมจีนข้างบ้านผม(ซึ่งก็เป็นตัวตั้งตัวตีชวนพี่สาวไปใส่บาตร) นั่นที่บ้านปัญหามากมาย ลูกเกเร ..ผัวมีเมียน้อย ตัวเองก็เลยกลัดกลุ้มมุ่งแต่ทำบุญ..และเธอยอมถึงขนาด "ปิดบัญชีโลก" เปิด "บัญชีบุญ" มาแล้ว
แต่แล้วสิ่งที่ผมค้นพบก็คือ ศาสนาพุทธในอุ้งมือผีบุญ นั้นคือกำแพงเหล็กที่พยายามปิดกั้นไม่ให้เราเข้าใกล้พุทธองค์ ทั้งที่คำสอนของพุทธองค์นั้น อยู่ใกล้และใกล้เพียงแค่เราหยิบมาอ่าน..ศึกษาและพยายามทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
ผมพบว่า ... เป้าสำคัญที่สุดที่พุทธองค์ทรงให้เรามุ่งตรงคือ "นิพพาน" ไม่ใช่ "อายตนิพพาน"
นิยาม "นิพพาน" นั้น ไม่ต้องให้ใครมาตีความ เพราะไม่ใช่แบบที่มโนกันเองว่า เป็นดินแดนมีถิ่นฐานบ้านช่อง ก่อนจะไปถึงก็เป็นสวรรค์ชั้นโน่นนี่มีเทวดนางฟ้า เทพบุตร แต่กลายแบบนั่นนี่...สวมใส่อาภรณ์พิศดารและที่สำคัญต้องมี แก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดาประดับโน่นนี่ ฯลฯ
เหลือเชื่อ! เพราะแค่การบรรยายบรรยากาศสวรรค์ทั้งคนบรรยายทั้งศิษย์ต่างก็ล้วนยังติดกับ "กิเลส" เอาความอยากมีอยากได้ของกิเลสไปผูกนิยายให้เข้าใจว่า เทวดานางฟ้า สวมเพชรนิลจินดา ฯลฯ
ถ้าลองเอาปัญญาพินิจ เอาสติมาตั้ง ก็จะเข้าใจง่าย ๆ ว่า บรรดาเพชรนิลจินดาเครื่องทอง แท้จริงมันก็คือ กรวดหินดินทรายที่มนุษย์อุปโลกน์กันเองว่ามันมีค่า และที่สำคัญ ทองคำ..เพชรนิลจินดา มันคือแร่ธาตุในโลก แล้วเทวดานางฟ้า จะสั่งตรงจากไหนไปสวมใส่กัน ..หรือสั่งจากห้างทองแถวเยาวราชส่งไปสวรรค์ให้ท่านสวมกัน!?
ผมยิ่งฟังคำสอน...ยิ่งปลงสังเวช และน้ำตาจะไหล สงสารพุทธองค์ ที่ท่านทรงสละทุกอย่างเพื่อการค้นพบหลักอันยิ่งใหญ่ให้มนุษย์ โดยเฉพาะสาระสำคัญที่สุดคือ "การพ้นทุกข์"
เงิน ทอง ฯลฯ เหล่านี้ท่านย้ำนักหนาว่ามันคือ "อสรพิษ" ที่จะทำให้เราทั้งหลายไปไหนไม่ได้...... แต่ไม่น่าเชื่อว่า ภิกษุที่บอกตนว่าเป็น "ศากยบุตริยะ" สวมใส่ผ้ากาสาฯ แต่กลับทำตัวเนรคุณอย่างไม่น่าเชื่อ
หันไปซ้าย... นั่งพ่นน้ำหมาก..เสกสารพัน...เป่ากระหม่อม....ปลุกเสก..ลงเลขยันต์ ฯลฯ พิธีกรรมที่เป็นเดรัชฉานวิชชา อันพุทธองค์ทรงรังเกียจ ก็เต็มบ้านเอง
หันไปขวา..... คำก็ "รวย" สองคำก็ "รวยๆ" เงินทองกองเป็นภูเขาเลากา... แต่ศิษยานุศิษย์ก็ยังหาทางคลำไป "นิพพาน" จริงๆ ไม่เจอ
เพราะ "นิพพาน" ไม่มีสำหรับคนที่ยังติดกับดัก "โลภ" ไม่เว้นแม้นแต่พวก "โลภบุญ"
ใครจะไปรู้ว่า.... เอาเข้าจริง ขอทานไส้กิ่วหิวจนจะขาดใจ ก่อนจิตดับ รวบรวมสติได้ ....กำหนดลมหายใจเข้าออกรู้ จนสิ้นลม นั่นอาจเป็นทางลัดและเคล็ดลับสำคัญจริง ๆ ที่ขอทานท่านนี้ ...อาจเฉียดใกล้นิยาม "พระนิพพาน" จริงๆ เชื่อผมมั้ย!?