นิพพานของนักค้าบุญ!?



เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยพาพี่สาวไปร่วมกิจกรรมบุญ ตักบาตรพระหมื่นรูป  ซึ่งก็นับเป็นครั้งแรกของผมและพี่สาวที่ยังเคยทราบแต่ทางสื่อและภาพที่แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวดูแล้วน่าตื่นตา...งดงาม และน่าศรัทธา

เค้าประกาศเชิญชวนให้ใส่บาตรอาหารแห้ง และให้ทุกท่านใส่ชุดขาวมาร่วม ... ผมกับพี่สาวก็ว่าตามนั้น

ไปถึงงาน มีคนนุ่งชุดขาวนั่งกันยาวเป็นแถวสุดลูกหูลูกตา ปลายสุดเห็นพระพุทธรูปปางที่ไม่คุ้นตา เพราะพระพักตร์ท่านกระเดียดออกไปทางอิสสตรี มีการลงสีสันราวกับแต่งหน้าทาคิ้วและผัดแป้งชมพูนวล

พอเห็นทีว่าง พี่สาวก็บอกว่าขอนั่งตรงนี้ละกัน เวลาเลิกจะได้เดินไม่ไกลนัก.... แต่
ยังไม่ทันจะหย่อนก้น ก็มีสาวใหญ่สวมชุดขาวกลัดเครื่องหมายเดินเข้ามา แล้วบอกกับพี่สาวว่า "ป้า ๆ ที่ตรงนี้สำหรับผู้ทำบุญ 1 พันค่ะ คุณป้าจองบุญไว้รึยังคะ?"  

พี่สาวผมหันรีหันขวางอยู่พักก่อนจะตอบกลับไปว่า "ป้าจะทำบุญสัก 300 จะได้มั้ย" ...เสียงตอบกลับมาเริ่มแข็ง ๆ ว่า  

"ได้ค่ะ..แต่รบกวนคุณป้าไปนั่งตรงโน้นนะคะ" ..พร้อมกับชี้มือไปที่เกือบจะปลายสุดแถว

พี่สาวผมหัวเข่าก็ไม่ค่อยดีนัก ..ผมเลยถามว่า จะเดินไปนั่งตรงโน้นมั้ย หรือจะทำบุญค่าเสื่อ 1 พันแล้วนั่งตรงนี้

พี่สาวผมส่ายหน้าช้า ๆ  ก่อนตอบชัด ๆ และดังว่า "กลับบ้าน!"

ผมพาพี่สาวกลับไปส่งบ้านและขับรถย้อนกลับมาที่งานอีกครั้ง เพราะอยากรู้ว่า เอาเข้าจริงกิจกรรมเหลานี้จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

พระในละแวกท้องถิ่น ถูกนิมนต์มาในงาน ..รูปแบบพิธีดูตระการตา  และที่ผมทึ่งก็คือ เริ่มมีการเปิดเสียงบรรยายธรรมของพระเดชพระคุณ ซึ่งผมก็คุ้นอยู่เพราะเคยฟังทางวิทยุ

สักพักก็มีการกล่าวคำถวายทาน (เงิน) จากคณะต่างๆสารพัด  ตั้งแต่เป็นเงินหลักหมื่นยันแสนหลายราย และที่ผมอื้งก็คือ มีการกล่าวคำถวายรถยนต์เป็นภาษาบาลี!

จากนั้นก็เริ่มการใส่บาตร เป็นทิวแถวสวยงาม มีเหล่านักเรียนในชุดรักษาดินแดนมาเป็นลูกศิษย์คอยเก็บอาหารต่างๆ  

ส่วนผม..ไม่ได้ใส่บาตร ยืนดูเค้าใส่กันพร้อมกับเอาขนมที่พี่สาวเตรียมมาใส่บาตร(แต่เปลี่ยนใจ) เคี้ยวใส่ปากตุ่ยๆ  เพราะเริ่มเข้าใจแล้วว่า บุญนั้นสำเร็จได้ด้วยเจตนา...ไม่ได้ด้วย "ราคา"  

ดังนั้นถ้าเจตนาพังแล้ว ใส่บาตรก็ได้แค่ทาน  ...แถมพระท่านรับไปก็ไม่ได้ฉัน เพราะต้องไปเทรวมกันให้วัดนี้เอาไปรวบรวมเพื่อจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ตามประกาศ!?

เลิกงานแล้ว  ... ผมเห็นภิกษุเดินออกมายืนเป็นกลุ่ม ๆ รอรถมารับกลับวัด   หลายรูปควักบุหรี่มาจุดพ่นอย่างกระหาย เพราะนับแต่เข้าในงานและกว่าจะเลิก มันก็หลายชั่วโมง ..ก็เลยต้องซื้ดให้ถึงปอด!

ผมถามว่าเค้านิมนต์มาถวายซองละเท่าไหรรึท่าน?   รูปหนึ่งชูกระเป๋าหนีบที่เป็นของกำนัลอย่างภูมิใจ ก่อนอีกรูปบอก  "สามร้อย!?"

วันนั้น ผมกลับบ้านด้วยจิตใจเบิกบาน.... พอ ๆ กับ หลายคนที่ได้ไปร่วมงานนั้น   แต่ที่มันต่างคือ  

การเบิกบาน ของผม คือ เบิกบานในการเข้าใจเรื่อง "ศาสนา" ในฐานะ "เปลือก" ได้ด้วยตัวเอง

ผมเคยติด "เปลือกศาสนา"  เพราะไปยึดติดแต่เรื่อง  "บุญ"  และ "พิธีกรรม"  และเข้าใจว่า นั่นละ คือก้าวแรกที่จะเป็นการสั่งสม "บุญ" เพื่อเก็บพกห่อไปไว้ในภพใหม่ชาติหน้า    

ผมเคยเชื่อตามเสียงหล่อ ๆ ราวกับสะกดจิตคนในวิทยุ  ..เพื่อให้เชื่อว่า  นิพพาน คือ "ดินแดน"  และที่สำคัญ การ "ทำบุญ" นั้นไม่ต่างอะไรกันกับ การฝากเงินในธนาคาร  ดังนั้น การทำบุญที่ดีที่สุดในความหมายของนักสะกดจิตคือ  การฝึกให้ตนเองมีจาคะคือเสียสละ  .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งสละทรัพย์ คือ "เงิน"

แม่ค้าขายขนมจีนข้างบ้านผม(ซึ่งก็เป็นตัวตั้งตัวตีชวนพี่สาวไปใส่บาตร) นั่นที่บ้านปัญหามากมาย ลูกเกเร ..ผัวมีเมียน้อย ตัวเองก็เลยกลัดกลุ้มมุ่งแต่ทำบุญ..และเธอยอมถึงขนาด "ปิดบัญชีโลก" เปิด "บัญชีบุญ" มาแล้ว

แต่แล้วสิ่งที่ผมค้นพบก็คือ  ศาสนาพุทธในอุ้งมือผีบุญ นั้นคือกำแพงเหล็กที่พยายามปิดกั้นไม่ให้เราเข้าใกล้พุทธองค์ ทั้งที่คำสอนของพุทธองค์นั้น อยู่ใกล้และใกล้เพียงแค่เราหยิบมาอ่าน..ศึกษาและพยายามทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง

ผมพบว่า ... เป้าสำคัญที่สุดที่พุทธองค์ทรงให้เรามุ่งตรงคือ   "นิพพาน"   ไม่ใช่ "อายตนิพพาน"

นิยาม "นิพพาน" นั้น  ไม่ต้องให้ใครมาตีความ เพราะไม่ใช่แบบที่มโนกันเองว่า เป็นดินแดนมีถิ่นฐานบ้านช่อง  ก่อนจะไปถึงก็เป็นสวรรค์ชั้นโน่นนี่มีเทวดนางฟ้า เทพบุตร แต่กลายแบบนั่นนี่...สวมใส่อาภรณ์พิศดารและที่สำคัญต้องมี แก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดาประดับโน่นนี่ ฯลฯ

เหลือเชื่อ!   เพราะแค่การบรรยายบรรยากาศสวรรค์ทั้งคนบรรยายทั้งศิษย์ต่างก็ล้วนยังติดกับ "กิเลส"   เอาความอยากมีอยากได้ของกิเลสไปผูกนิยายให้เข้าใจว่า เทวดานางฟ้า สวมเพชรนิลจินดา ฯลฯ

ถ้าลองเอาปัญญาพินิจ เอาสติมาตั้ง  ก็จะเข้าใจง่าย ๆ ว่า บรรดาเพชรนิลจินดาเครื่องทอง  แท้จริงมันก็คือ กรวดหินดินทรายที่มนุษย์อุปโลกน์กันเองว่ามันมีค่า และที่สำคัญ ทองคำ..เพชรนิลจินดา มันคือแร่ธาตุในโลก แล้วเทวดานางฟ้า จะสั่งตรงจากไหนไปสวมใส่กัน  ..หรือสั่งจากห้างทองแถวเยาวราชส่งไปสวรรค์ให้ท่านสวมกัน!?

ผมยิ่งฟังคำสอน...ยิ่งปลงสังเวช   และน้ำตาจะไหล สงสารพุทธองค์ ที่ท่านทรงสละทุกอย่างเพื่อการค้นพบหลักอันยิ่งใหญ่ให้มนุษย์ โดยเฉพาะสาระสำคัญที่สุดคือ "การพ้นทุกข์"

เงิน ทอง ฯลฯ เหล่านี้ท่านย้ำนักหนาว่ามันคือ "อสรพิษ" ที่จะทำให้เราทั้งหลายไปไหนไม่ได้......  แต่ไม่น่าเชื่อว่า ภิกษุที่บอกตนว่าเป็น "ศากยบุตริยะ" สวมใส่ผ้ากาสาฯ  แต่กลับทำตัวเนรคุณอย่างไม่น่าเชื่อ

หันไปซ้าย... นั่งพ่นน้ำหมาก..เสกสารพัน...เป่ากระหม่อม....ปลุกเสก..ลงเลขยันต์  ฯลฯ     พิธีกรรมที่เป็นเดรัชฉานวิชชา อันพุทธองค์ทรงรังเกียจ ก็เต็มบ้านเอง

หันไปขวา..... คำก็ "รวย" สองคำก็ "รวยๆ"   เงินทองกองเป็นภูเขาเลากา... แต่ศิษยานุศิษย์ก็ยังหาทางคลำไป "นิพพาน" จริงๆ ไม่เจอ

เพราะ "นิพพาน"  ไม่มีสำหรับคนที่ยังติดกับดัก  "โลภ"   ไม่เว้นแม้นแต่พวก "โลภบุญ"

ใครจะไปรู้ว่า.... เอาเข้าจริง     ขอทานไส้กิ่วหิวจนจะขาดใจ  ก่อนจิตดับ รวบรวมสติได้ ....กำหนดลมหายใจเข้าออกรู้ จนสิ้นลม  นั่นอาจเป็นทางลัดและเคล็ดลับสำคัญจริง ๆ  ที่ขอทานท่านนี้ ...อาจเฉียดใกล้นิยาม "พระนิพพาน" จริงๆ  เชื่อผมมั้ย!?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่