สับแหลกผลงาน 5 ปี 'กสทช.' อนาคตส่อแววซ้ำรอยเดิม

กระทู้ข่าว

สับแหลกผลงาน 5 ปี 'กสทช.' อนาคตส่อแววซ้ำรอยเดิม
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

          ปิดฉากไปแล้วสำหรับโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยทิ้งทวนกับเวทีเสวนา "NBTC Policy Watch : 5 ปี กสทช. กับอนาคตการสื่อสารไทย" ระดมนักวิชาการที่เกาะติดการทำงานของ "กสทช." มาชำแหละให้เห็นทุกซอกมุม

          อนาคตตีกรอบด้วยมิติความมั่นคง
          "ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์" ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดประเดิมด้วยการชำแหละ ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับล่าสุดที่กำลังอยู่ในกระบวนการก่อนเตรียมเข้าวาระการพิจารณาของสภานิติบัญญัตแห่งชาติ (สนช.) หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วย

          "ร่าง พ.ร.บ.ใหม่มีความน่ากังวลในหลายประเด็น ทั้งที่มาของกรรมการที่ค่อนข้างปิดกั้น ด้วยการกำหนดคุณสมบัติที่เหมือนจะมีหน้าตาของกรรมการอยู่ในใจอยู่แล้ว อาทิ การกำหนดให้ผู้สมัครต้องมียศพลโท เป็น รศ. หรือระดับอธิบดีขึ้นไป ซึ่งไม่ได้มีสิ่งที่ชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการเป็นองค์กรกำกับดูแลตรงไหน ทั้งยังกำหนดให้ต้องมีอายุ 45-65 ปี ซึ่งกลายเป็นการสกัดกั้นคนรุ่นใหม่ที่มีความกระชับกระเชิงมองโลกอนาคต ทำให้มีแนวโน้มจะได้คนที่มีคุณสมบัติตรงกันข้าม ขณะที่เทคโนโลยีต่าง ๆ ล้วนเปลี่ยนไปเร็วมาก"

          ทั้งกรรมการสรรหาก็กึ่ง ๆ จะกลายเป็น "ตุลาการภิวัตน์" ซึ่งไม่เห็นความเชื่อมโยงทั้งยังขัดกับจารีตของศาลที่ต้องมีความเป็นกลาง แต่กลับถูกดึงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่มีผลประโยชน์มหาศาล

          "แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุดของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ ระบุให้การจัดสรรคลื่นความถี่ ด้วยการนำแนวคิดแบบบิวตี้คอนเทสต์มาแต่งตัวเป็นการประมูล โดยระบุให้มีการจัดสรรคลื่นโดยการคัดเลือกด้วยวิธีการประมูลที่ไม่ได้เน้นแข่งขันที่จำนวนเงิน รวมถึงมีข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจัดสรรคลื่นด้วยการประมูล จึงกลายเป็นการเปิดช่องให้ กสทช. ใช้ดุลยพินิจได้กว้างมาก เป็นการทำลายความพยายามที่จะให้การจัดสรรคลื่นด้วยความโปร่งใส และสังคมเข้าใจแล้วว่า การประมูลราคาสูงไม่ได้มีผลกระทบกับผู้บริโภค แต่กลายเป็นคนยกร่างกฎหมายนี้ก็ยังคงไม่เข้าใจ"

          ทั้งยังมีการระบุให้มอบหน้าที่ให้รัฐวิสาหกิจในการจัดให้มีบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง (USO) ในกฎหมายยังอาจขัดกับข้อตกลงองค์การการค้าโลก ที่ระบุไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติกับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง

          ขณะที่ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลที่ควรเป็นสิ่งแรกที่ต้องปรับปรุง กลับไม่ได้ถูกแก้ไข โดยร่างกฎหมายใหม่ได้ฝากความหวังไว้กับการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เยอะมาก ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้กระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพในการตีแผ่ปัญหาจนทำให้เรื่องได้รับการแก้ไขปรับปรุง คือการตรวจสอบจากจากนักวิชาการและองค์กรภายนอก ดังนั้นไม่ควรพึ่งพาแต่การตรวจสอบ จากหน่วยงานรัฐ แต่ควรกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ทุกคนมีส่วนในการช่วยกันตรวจสอบได้

          กระทบทั้งอุตสาหกรรม
          หากปล่อยให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของ สนช. โดยไม่มีการแก้ไขจะสร้างผลกระทบให้กับทั้งอุตสาหกรรมซึ่งมีมูลค่าสูง รวมถึงกระทบกับสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชนด้วย เนื่องจากเป็นการยกร่างโดยใช้มิติด้านความมั่นคงมาเหนือกว่ามิติในด้านอื่น ๆ มีความเข้าใจผิดว่า ประโยชน์สาธารณะเท่ากับประโยชน์ของราชการ ทั้งยังไม่ได้สนใจปัญหาที่ กสทช. ยังไม่ได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายให้ครบ

          "ถ้าร่างกฎหมายไม่ถูกแก้ มรดกปัญหาเก่า ๆ ทั้งเรื่องการถือครองคลื่นของหน่วยรัฐที่ถือไว้โดยไม่ได้ใช้งาน แต่ถ้าเรียกคืนต้องจ่ายเงินชดเชย การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจะยังคงอยู่ เปิดช่องให้กรรมการใช้ดุลยพินิจมากขึ้น เสรีภาพจะถูกลิดรอน เสียโอกาสที่จะปรับปรุงธรรมาภิบาลของ กสทช.ให้ดี จึงอยากให้ สนช.แก้ปัญหานี้ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายฉบับนี้โดยเพิ่มสัดส่วน จากกลุ่มผู้บริโภค องค์กรเอกชนที่มีขนาดกลางและเล็กให้มากขึ้น รวมถึงให้มีการเปิดรับฟังความเห็นจากสาธารณะอย่างจริงจัง ก่อนที่จะเกิดความเสียหายมากกว่านี้"

          ด้าน "รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์" อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ร่างกฎหมายใหม่ กสทช. มีความน่ากลัวในหลายประเด็น โดยเฉพาะการเปิดช่องให้นำเกณฑ์บิวตี้คอนเทสต์มาใช้ในการจัดสรรคลื่น ซึ่งทำให้ถอยหลังไปสู่ระบบที่ไม่มีธรรมาภิบาล

          "เป็นเรื่องเข้าใจผิดของคนร่างกฎหมาย ต้องเลือกแค่วิธีใดวิธีหนึ่ง ทั้งที่ความจริง สามารถใช้คู่กันได้ คือ ให้คัดบริษัทด้วยเกณฑ์บิวตี้คอนเทสต์ใครผ่านจึงมีสิทธิ์เข้าประมูล ซึ่งหัวใจสำคัญของการประมูลคือ ทำให้ได้รู้ราคาที่แท้จริงของทรัพยากรนั้น คนตั้งราคาจะไม่รู้จนกว่าดีมานด์กับซัพพลายจะมาเจอกัน และที่ผ่านมา กสทช. มีปัญหากับการออกแบบการประมูลเสมอ ชัดเจนในกรณีการทิ้งไลเซนส์ของแจส โมบาย บรอดแบนด์ ที่สุดท้ายเงินค้ำประกัน 644 ล้านบาทที่ยึดไว้อาจไม่ช่วยเยียวยาผลกระทบได้"

          5 ปีแห่งความผิดหวัง
          ขณะเดียวกันการกำกับตลาดให้แข่งขันอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภคก็ ไม่ค่อยได้รับความสำคัญในการทำงานที่ผ่านมาของ กสทช.
          "ผู้บริโภคต้องดูแลตัวเอง ต้องตรวจสอบเอง อย่างกรณีที่คิดค่าบริการผิดก็ต้องร้องเรียนถึงจะได้เงินคืน แต่ก็ไม่มีบทลงโทษ ผู้ให้บริการ ทั้งที่ กสทช. ควรจะมีการตรวจสอบทั้งระบบ เพราะปัจจุบันกระบวนการคิดค่าบริการมีความซับซ้อนเกินกว่าที่ ผู้บริโภคจะดูแลตัวเองได้แล้ว และไม่ควรจะเน้นแก้ปัญหาแบบเฉพาะเป็นรายกรณี แต่ควรจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อแก้ปัญหาที่มีการร้องเรียนบ่อย ๆ แต่พยายามมา 2-3 ปีแล้วก็ไม่สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เกณฑ์ที่ขอให้แก้เป็นเรื่องมาตรฐานที่ทั่วโลกต้องมี กลายเป็นว่า กสทช.ดูแลภาคธุรกิจมากกว่าภาคประชาชน"

          "ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์" ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ TDRI กล่าวเสริมว่า จากประสบการณ์ในการทำงานเป็นคณะอนุกรรมการของ กสทช.พบว่า มีการแก้ปัญหาร้องเรียนของผู้บริโภคทำได้อย่างล่าช้า ทั้งที่ตามเกณฑ์ของ กสทช. จะต้องแก้ไขให้เสร็จภายใน 30 วัน แต่ในปีที่แล้วมีเพียง 40% ที่ทำได้ตามเกณฑ์ ซึ่งก็ดีกว่าปีก่อนหน้าที่แก้ไขได้ราว 10% เท่านั้น

          และยังมีปัญหา 26% ที่แก้ไขได้ในเวลา 30-60 วัน อีก 12% ใช้เวลา 61-90 วัน และยังมีถึง 13% ที่ใช้เวลามาก 90 วัน ทั้งยังมีเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2557 ที่ยังค้างไม่ได้รับการแก้ไขอีกด้วย ซึ่งเหตุที่ช้าเพราะต้องใช้เวลาถามตอบข้อมูลไปยังผู้ให้บริการเป็นเวลานาน เพิ่งจะมีการออกหลักเกณฑ์ว่า ถ้าไม่ชี้แจงภายในเวลาที่กำหนดถือว่ายกประโยชน์ให้ผู้ร้องเรียน ทั้งยังมีความล่าช้าภายในการประสานงานภายใน กสทช.

          "ปัญหาของ กสทช.คือ ออกกฎ ประกาศมาเยอะมาก แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง อย่างเรื่องการห้ามบริการมือถือแบบเติมเงินไม่ให้หมดอายุ ทุกคนก็รู้ว่ามันทำไม่ได้จริง หรือการกำหนดเพดานราคาค่าบริการ ขั้นสูง ที่บังคับเฉพาะผู้มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งล่าสุดปรากฏว่าไม่มีผู้ให้บริการรายใดเข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด เท่ากับไม่มีใครต้องปฏิบัติตาม หรือการกำหนดตลาดให้มีการแข่งขัน เมื่อนำดัชนี HHI มาคำนวณจากราคาค่าบริการก็พบว่า มีการกระจุกตัวสูงในทุกบริการโทรคมนาคม ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข"

          ขณะที่โดยหลักการระบบสัมปทาน จะต้องหมดไป แต่ในทางปฏิบัติยังคงอยู่ เนื่องจาก กสทช. ยังปล่อยให้หน่วยงานรัฐถือครองคลื่นอยู่โดยไม่มีเหตุผลและความจำเป็น แต่นำไปให้เอกชนเช่าใช้แทน ทำให้ระบบการจัดสรรคลื่นด้วยการประมูลรวนไปหมด เพราะยังคงมีเอกชนที่วิ่งหาคลื่นได้โดยไม่ต้องเข้าหลักเกณฑ์

          และในการกำกับกิจการโทรคมนาคมยังปล่อยให้ผู้ประกอบการ ใช้การสร้างกลยุทธ์ดึงลูกค้าจากคู่แข่งด้วยการให้ราคาพิเศษ ที่ต่ำกว่าลูกค้าปัจจุบันของตนเอง ซึ่งเป็นการผิดกฎหมายทางการค้า ที่ระบุให้ผู้ให้บริการต้องกำหนดราคาค่า บริการของทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ให้เท่ากัน

          "กระบวนการสำคัญที่จะทำให้เกิดการตรวจสอบการทำงานของ กสทช.ได้ คือการเปิดเผยข้อมูลเหมือนที่องค์กรกำกับดูแลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น OFCOM ของอังกฤษ หรือ FCC ของสหรัฐอเมริกา พนักงานต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการเบิกจ่ายหรือการรับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งหมดสู่สาธารณะ รวมถึงมีหลักชัดเจนว่า อะไรทำได้ไม่ได้ ถ้าทำแล้วจะมีบทลงโทษอย่างไร แต่ใน ไทยการเปิดเผยข้อมูลช้ามาก และไม่สามารถดูได้เป็นรายบุคคล ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดทำให้การทุจริตทำได้ยาก"


แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 หน้า (32,29)
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่