'เมื่อฉันเคยมีแฟนติดเชื้อ HIV'

กระทู้สนทนา
สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่น จขกท. ขออนุญาติปกปิดเรื่องราวส่วนตัวของจขกท.และแฟนโดยใช้นามแฝงนะคะ
จะขอแทนแฟนว่า 'แฟน' และแทนตัวเองว่า 'เรา' ค่ะ

เรากับแฟน คบกันมาได้เกือบปีค่ะ
เราเจอกับแฟนผ่านโปรแกรมแชทโปรแกรมนึงที่เป็นกลุ่มรวม
และแยกออกมาคุยส่วนตัวกันสามเดือน ก่อนที่จะคบกันและเจอกันค่ะ ยิ้ม
แฟนของเราเป็นคนมีการศึกษา ครอบครัวพื้นฐานค่อนข้างดีค่ะ

เค้าบอกเราว่าเค้ามีเชื้อHIV เมื่อเราเริ่มคุยโทรศัพท์กันได้วันที่2
ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่เคยเจอกันหรอกค่ะ
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเค้าถึงตัดสินใจบอกออกมา
เค้าบอกเราว่า เค้าเป็นโรคร้ายโรคนึง
ตอนนั้นเราก้ไม่คิดหรอกค่ะ ว่าเค้าจะเป็นโรคนี้ ก็ได้แต่ทายมะเร็ง บลาๆไปเรื่อย จนมาจบที่โรคนี้
เค้าก็อึกอักและยอมรับกับเราว่าเค้าเป็น
แปลกนะคะ ที่พอเราได้ยิน เรากลับไม่มีคำว่าไม่อยากคุย อยู่ในหัวเลย
คืนนั้นเราคุยกันถึงเกือบเช้าเลยค่ะ เค้าเล่าความทุกข์ในใจเค้าให้เราฟัง
ความทุกข์ที่เค้าไม่สามารถบอกพ่อแม่ได้ และเค้าต้องเก็บมันเอาไว้คนเดียว
ไม่รู้ยังไง ฟังไปฟังมาเราดันร้องไห้แทนเค้าซะงั้น
เพราะเราคิดว่าเค้าคงผ่านความเจ็บปวดมาเยอะมาก ถ้าเป็นเราเราคงทนไม่ไหวเหมือนกัน

ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าทำไม
แต่เราก็คุยกับเค้ามาตลอด ช่วงแรกๆที่คุย
เค้าจะพยายามถามเราซ้ำๆเสมอว่าเราจะไม่รังเกียจเค้าใช่ไหม เรารับเค้าได้ใช่ไหม
ซึ่งเราก็คิดและพยายามบอกเค้าตลอดว่าเราไม่มีทางรังเกียจเค้าเด็ดขาด

แล้วเรากับเค้าก็คบกัน ;)
บอกตรงๆว่าก่อนที่จะมาเจอเค้า เราก็เป็นเหมือนคนทั่วไป ที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้สักเท่าไร
มีบ้างที่อ่านไดอารี่ของคุณแก้วในพันทิป แล้วพอเข้าใจบ้าง
แต่พอคบกับเค้า เราก็รู้เรื่องพวกนี้มากขึ้นค่ะ
รู้ว่าคนที่ติดเชื้อเอชไอวี ก็เหมือนเป็นโรคติดต่อทั่วไป ซึ่งเค้าสามารถกดเชื้อได้ด้วยตัวยาที่เค้าต้องกินทุกวัน เวลาเดิม หรือที่เราเรียกว่ายาต้าน

ช่วงแรกๆก็ต้องปรับตัวส่วนนึงค่ะ
เรื่องกรรไกรตัดเล็บที่ต้องแยกใช้บ้าง
เวลากินน้ำก็แยกขวด ทานอะไรก็ไม่ยอมใช้ช้อนด้วย
แรกๆเราก็เคยถามนะคะ ว่าเชื้อพวกนี้มันไม่ติดทางน้ำลายอยู่แล้ว ทำไมยังจะต้องแยกแบบนี้อยู่
แฟนเราก็บอกว่า จริงๆแล้ว ผู้ป่วยเอชไอวี ไม่ใช่จะระวังแค่โรคเดียว
โรคอื่นที่ควรระวังก็มีอีกมาก เช่นวัณโรค ตับอักเสบ และโรคอื่นๆที่เค้าเรียกกันว่าโรคฉวยโอกาส

แฟนเราต้องทานยาทุกๆ4ทุ่มค่ะ วันละครั้ง
สูตรยาแรกที่เค้าได้รับจะต้องกินวันละสองครั้ง จนตอนนี้เปลี่ยนมากินวันละครั้ง
เราจะเป็นคนตั้งปลุกไว้ตอน 21.57 เพื่อเตือนเค้าให้ทานยา
ถ้าอยู่ด้วยกันก็จะเป็นคนเตรียมยาให้ทาน
แฟนเราต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ3ลิตร (คุณหมอบอกว่าจะดีต่อร่างกาย)
เวลาไปไหน แฟนเราก็จะคอยใส่มาส์คเสมอๆ ป้องกันเชื้อโรคภายนอกเข้ามา

ถ้าถามเรื่อง sex
เรากับแฟนยังไม่มีอะไรกันค่ะ
แต่ถ้าจะมี คงต้องป้องกัน และคงต้องทานยาต้านล่วงหน้า (PREP) ไว้เหมือนกัน ยิ้ม
(เราทั้งคู่จบปริญญาตรีแล้วค่ะ)


จริงๆแล้ว ที่มาตั้งกระทู้ ไม่ได้อยากอวดเรื่องราวอะไรหรอกนะคะ
แต่เรารู้สึกว่าบางคนสมัยนี้ยังมีความเข้าใจผิดเรื่องแบบนี้อยู่มาก
บางคนคิดว่า โรคนี้คือเอดส์เท่านั้น
บางคนเอาไปล้อกันสนุกปาก ว่ายิ้มมากระวังเป็นเอดส์
บางคนดูถูกคนประเภทนี้จำพวกนี้ ไม่อยากรับเข้าทำงาน ไม่อยากอยู่ร่วมสังคม
ซึ่งแฟนเราจะรู้สึกแย่ทุกครั้งที่ได้ยินหรือโดนอะไรแบบนี้
เราอยากให้ทุกคนเข้าใจแค่ว่า เอชไอวี ถึงแม้จะเป็นโรคติดต่อก็จริง
แต่ไม่ได้ติดต่อทางสัมผัส ทางน้ำลาย
เค้าก็คือคน ที่ใช้ชีวิตปกติ แบบเราๆ สามารถทำงานได้ มีความรู้ความสามารถ มีจิตใจมีความรู้สึก
เพียงแค่เรารู้จักการปรับตัวซึ่งไม่ได้ทำยากอะไรเลย เป็นแค่เรื่องง่ายๆด้วยซ้ำ

ความรักเป็นสิ่งสวยงามค่ะ
เราไม่เสียใจเลยที่คบกับเค้า
ถ้าให้เราเลือกได้เราก็ยังจะเลือกเค้าอยู่ดี
เราสามารถมองข้ามทุกสิ่งที่เค้าเป็น และรักเค้าได้ในแบบของเค้า

เราดีใจนะคะ หากใครที่มาอ่านแล้วเข้าใจมากขึ้น ยิ้ม
ขออย่าดราม่าและค้นหาตัวจริงนะคะ

ตอนนี้เรากะเค้าเลิกกันแล้วค่ะ
เลิกกันด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เรื่องนี้ค่ะ
แล้วเราจะส่งกระทู้นี้ให้เค้าอ่าน เค้าเคยอยากให้เราตั้งกระทู้ อยากอ่านคอมเม้น ความคิดของทุกคนในนี้

เราอยากบอกเค้าว่าเรายังรักและรอเค้าเหมือนเดิม
อยากให้เค้ากลับมา อยากดูแลเค้าเหมือนเดิม
ยิ้ม)

ขอบคุณค่ะ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่