“แม้จะหนัก เหนื่อย เหงื่อท่วมกายแค่ไหน แต่นี่ก็คือวิถีที่ดีที่สุดของการพักผ่อน หลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองสำหรับผู้ที่หลงใหลการเดินป่า...”
สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผมในทุกครั้งของการแบกเป้เข้าป่า คือ มิตรภาพที่ไม่จำเป็นต้องซื้อหา หรือแลกมาด้วยราคาค่างวดอะไร เพียงใจถึงใจของเหล่าผู้ร่วมเดินทางที่มีให้แก่กัน แค่นี้ก็มากเกินพอที่จะเป็นรางวัลตอบแทนให้กับการละทิ้งความสะดวกสบายไปชั่วขณะ และสำหรับการเดินเข้าสู่ผืนป่าห้วยขาแข้ง
ทริปนี้ รางวัลที่ได้รับก็เช่นเดียวกับทุก ๆ ครั้งที่ผมได้ก้าวเท้าออกจากป่า…
ทริปนี้ผมมุ่งหน้าสู่น้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไรนัก “น้ำตกโจน” คือ ภาระกิจที่ทีมของเราจะพิชิตในครั้งนี้ ด้วยระยะทางการเดินเท้า 8 กิโลเมตร
“น้ำตกโจน” เป็นสายน้ำหนึ่งของลำห้วยทับเสลาที่ไหลผ่านช่องเขาแคบกลางป่าลึก หล่อรวมเป็นลำธารเล็ก ๆ สิ้นสุดลงที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยาน ฯ ศร. 9 (ไกรเกรียง) จังหวัดกาญจนบุรี
สาเหตุที่ทำให้น้ำตกโจนไม่เป็นที่รู้จักกันเท่านั้น เนื่องจากตัวน้ำตกตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวหรือบุคคลภายนอกเข้าออกพื้นที่เหมือนกับเขตอุทยานแห่งชาติ การเข้าไปยังพื้นที่ต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อนทุกครั้งตามระเบียบที่กำหนดไว้
จุดเริ่มต้นในการเดินทางครั้งนี้ คือ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 (ตะเพินคี่) ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานมานานกว่า 200 ปี และผมได้สหายชาวกะเหรี่ยงที่คุ้นเคยกันมาก่อนหน้านี้จากการเข้าออกพื้นที่มา กว่า 5 ปี ซึ่งผมเองก็ยังงงอยู่ว่าตลอดระยะเวลาที่ขึ้นลงหมู่บ้านตะเพินคี่ ไม่ยักจะเคยได้ยินชื่อ “น้ำตกโจน” แต่หากพูดถึงชื่อนี้คนในหมู่บ้านต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นเส้นทางหาของป่ามาตั้งแต่อดีตแล้ว
ผมเดินทางด้วยรถยนต์ไปยังชายป่าด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นรอยต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและเดินลงเขาต่อด้วยระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรเพื่อมุ่งหน้าสู่หน่วยพิทักษ์ป่าตะเพินคี่ ซึ่งเป็น 1 ใน 19 หน่วยพิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
แม้สภาพอากาศช่วงต้นเดือนธันวาคมในป่าลึกแบบนี้ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความแห้งและเย็นสบาย แต่การเดินลงเขาที่ชันและยาวกว่า 2 กิโลเมตร นั้นทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดบิดเกร็งตามจังหวะในย่างก้าว บวกกับน้ำหนักบ่นบ่าทำให้เราตระหนักถึงสภาพร่างกายที่จมปลักอยู่แต่บนเก้าอี้ใน office มานานแรมปี มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เมื่อถึงหน่วย ฯ ทุกตนก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น
เราไปสมทบกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีก 2 คน ซึ่งทำหน้าที่นำทางและดูแลความปลอดภัยตลอดทริปนี้ รวมสมาชิกทั้งหมด 8 ชีวิต กับระยะเวลา 3 วัน 2 คืน เสบียง ข้าวสารอาหารแห้งพร้อม เริ่มเดินทางกันเวลา 10.30 น.
ผ่านไปแค่เพียง 30 นาทีกับการเดินเท้าในป่าไผ่ เชื่อไหมครับว่าสมาชิกทั้ง 4 คน (รวมทั้งผมด้วย) หน้าซีดเป็นไก่ต้ม อย่างที่บอกแหละครับวัน ๆ นั่งเกรียนแต่บนโต๊ะทำงานพอมาเจอสถานการณ์แบบนี้ เล่นเอาหมดสภาพไปตาม ๆ กัน โชคยังดีที่พี่ ๆ เขาใจบุญกับพวกแข้งอ่อนอย่างเรา อนุเคราะห์ให้พักหายใจ 5 นาทีแล้วค่อยเดินต่อ
การเดินเท้าครั้งนี้ไม่ยุ่งยากอะไรครับ เดินลัดเลาะลำธารลงไปเรื่อย ๆ และเนื่องจากช่วงที่เราไปนั้นเป็นฤดูแล้ง หรือเรียกว่าเป็นช่วง Dry Period คือ เป็นช่วงเวลาที่ในพื้นที่ป่าและบริเวณแหล่งน้ำมีน้ำน้อย จึงทำให้ตลอดเส้นทางเดินเราพบกับร่องรอยสัตว์ป่าจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นพี่ใหญ่ของเหล่าสัตว์ทั้งหลายในป่าแห่งนี้ ซึ่งทำให้ผมมองเห็นภาพบรรยากาศการเดินป่าไปในนวนิยายท่องไพรเมื่อสมัยอดีตชัดเจนยิ่งขึ้น
2 ชั่วโมงกับการเดินแบกเป้บนบ่าเริ่มทำให้พลังงานที่สะสมมาตั้งแต่เช้าอ่อนล้าลง ซึ่งพี่ ๆ นำทางก็เหมือนนกรู้หยุดให้พวกเราแวะพักทานข้าวเที่ยงกัน ไม่รอช้าทุกคนขะมักเขม้นกับการนั่งปลอกไข่ต้มส่วนบุคคล คลุกกับผัดกระเพรากลางป่า นี่ช่างเป็นอาหารชั้นเลิศอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งเมื่อเราจัดการอาหารที่เตรียมมาอย่างราบคาบ หนังตาก็เริ่มหย่อนไปตามระเบียบ มีเสียงแว่ว ๆ ดังขึ้นว่า “ใกล้ถึงยังครับพี่ !” พี่ต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตอบมาในทันทีว่า “ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยน้อง !” ยังไงละคราวนี้ ไม่รอช้าดึงเป้ขึ้นหลังแล้วเดินทางกันต่อ ซึ่งเราคาดการณ์ว่าจะให้ถึงจุดหมายไม่เกิน 4 โมงเย็น เพื่อจะได้มีเวลาจัดเตรียมที่พัก หุงหาอาหารก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะตลอดทางที่เดินเราพบกับร่องรอยพี่ใหญ่หูกางลงมาหากินน้ำเป็นระยะ ๆ ซึ่งผมเองก็ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าพี่ใหญ่มาเยือนจะเป็นอย่างไร !
ในที่สุดเราก็มาถึงยังจุดหมายในเวลาประมาณบ่าย 3 โมงครึ่ง รวมเวลาทั้งหมดในการเดินทาง 5ชั่วโมงกับระยะทาง 8 กิโลเมตร ช้าไปหน่อยแต่พวกเราก็ได้รับคำชมจากพี่ ๆ พิทักษ์ป่า ว่า “สุดยอดไปเลย” แต่ว่าสุดยอดแบบไหนก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ !
หลังจากที่ทุกคนสร้างสรรค์บ้านพักตากอากาศกันเป็นที่เรียบร้อย ต่างก็แบ่งหน้าที่กันทำภาระกิจส่วนรวม พี่ต่อกับพี่ยอดพิทักษ์ป่าจัดแจงก่อไฟเป็นอันดับแรก ส่วนที่เหลือก็จัดเตรียมหุงข้าว และอาหารค่ำสำหรับคืนนี้แบบง่าย ๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นกุนเชียงทอด ไข่เจียว น้ำพริก และต้มโคล้งปลาแห้ง บอกตรง ๆ เลยครับอาหารชุดนี้ยกไปทานที่ไหนก็คงไม่อร่อยและได้รสชาติเท่ากับสถานที่แบบนี้
หลังมือค่ำไม่นานอากาศก็เริ่มเย็นลง ทุกคนเข้าห้อมล้อมกองไฟอย่างไม่หนีหายไปไหน กลิ่นควันและเสียงประกายไฟ เปาะแปะ… เปาะแปะ… ทำให้บรรยากาศในการสนทนาในค่ำคืนนี้ได้อารมณ์จนลืมความเหน็ดเหนื่อยที่หอบสังขารเดินกันมา แสงไฟในประกายตาของทุกคนล้วนบ่งบอกถึงความสุขที่เราได้มาร่วมเดินทางในครั้งนี้ โดยเฉพาะพิทักษ์ป่าสองท่านที่อยู่เฝ้าหน่วย ฯ มานานแรมเดือน ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าการพบปะครั้งนี้ช่วยให้พี่ ๆ ผ่อนคลายความเหงา และความคิดถึงครอบครัวที่ต้องห่างไกลกันได้บ้าง ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม
เมื่อเวลาผ่านไปค่อนคืนทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกันเข้านอน มีเพียงผมกับภรรยาสองคนเท่านั้นที่ค่อย ๆ มุดตัวเข้าเต็นท์ ส่วนที่เหลือต่างแขวนตัวเองอยู่บนเปลนอนใต้ต้นไม้ เพราะผมเองไม่ค่อยสันทัดการนอนเปลในป่าสักเท่าไรนัก เพราะรู้สึกว่ามันโล่ง ๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่ก็อยากจะลองสักครั้งเหมือนกันครับ
ค่ำคืนนี้อากาศเย็นได้สั่นกันเลยทีเดียว ยิ่งดึกอุณหภูมิลดต่ำลงเรื่อย ๆ ผมผล่อยหลับไป สักประมาณตี 2 ก็เหมือนจะได้ยินเสียงกอไผ่ดังสนั่นขึ้น ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าระยะทางของเสียงนั้นมาจากทิศทางไหน อีกไม่นานก็ได้ยินเสียงพี่ยอดหาไม้มาสุมกองไฟเพิ่มขึ้น สักพักเสียงก็เริ่มเงียบหายไป แต่ให้ตายเหอะ ! หลังจากนั้นผมก็นอนไม่หลับอีกเลย ทั้งหนาวและก็กังวลกับเสียงที่แว่วมาเป็นระยะ ๆ จวบจนเวลาประมาณตี 4 ครึ่งเลยตัดสินใจไปนั่งผิงไฟจนเช้า
สำหรับวันที่สองของทริปนี้เราใช้เวลาครึ่งวันกับการเดินชื่นชมกับความสวยงามของน้ำตกโจน และถึงแม้จะเป็นฤดูแล้งแต่ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ของน้ำตก ทั้งก้อนหิน ชะง่อนผา ต้นไม้ และภูมิทัศน์โดยรอบทำให้ผมจินตนาการถึงความสวยงามและความอลังการของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งพวกเราปณิธานกันไว้แล้วว่าจะกลับมาที่นี่อีกครั้งเมื่อเข้าฤดูฝน
ตลอดเส้นทางเดินลงน้ำตกถูกแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ในแต่ละชั้นมีความสวยงามและโดดเด่นแตกต่างกันออกไป ตรงบริเวณที่พักแรมถือเป็นชั้นบนสุดของตัวน้ำตก มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดเล็กลดหลั่นกันลงตามระดับความสูง ซึ่งพวกเราใช้บริเวณนี้เป็นห้องอาบน้ำส่วนตัวเลือกกันตามใจชอบ
เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งตลอดเส้นทางเป็นทางชันลงเขาเดินไปพักไปกว่าจะมาถึงน้ำตกชั้นล่างสุด ทางชันลงเขา พี่ยอดบอกว่าตอนแรกจะพามาพักแรมที่นี่แหละครับ เพราะยุทธศาสตร์ของพื้นที่โดยรอบปลอดภัยจากสัตว์ใหญ่ แต่ดูจากสังขารของพวกผมพี่แกเลยคิดใหม่ทำใหม่ และผมก็คิดว่าพี่เขาทำถูกแล้วแหละครับ เพราะระหว่างทางที่เดินลงมานี้ก้นจ้ำเบ้ากันไปหลายคนเหมือนกัน
เวลาในวันที่ 2 หมดไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหยุดเวลาได้ผมคงอยากจะหยุดเวลานี้ไว้นาน ๆ นี่คือคำตอบที่ว่า “ธรรมชาติ” เป็นยาบำบัดโรคที่ดีที่สุด โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแบบไม่เห็นแสงตะวัน คนกรุงอย่างเราจะมีสักกี่ครั้งที่ได้เข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติแบบนี้ แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ในเมื่อธรรมชาติ ป่าไม้ สายน้ำ เปรียบเสมือนชีวิตของเรา แต่ทำไมกลุ่มคนเล็ก ๆ อีกกลุ่มหนึ่งถึงไม่แยแสและบ่อนทำลายความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา หรือเป็นเพราะว่าในจิตใจของพวกเขานั้นแข็งกร้าวเกินกว่าที่จะใช้ “ธรรมชาติ” บำบัดได้เหมือนผม พวกเขาจึงมองไม่เห็นความสำคัญของเสียงนกตัวน้อย ๆ ที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วบนยอดไม้
บ่ายนี้ทุกคนมีเวลาส่วนตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ไม่มีโปรแกรมอะไรบรรจุในไว้อีกแล้ว ณ ช่วงเวลานี้ใครอยากทำอะไรก็ตามสบายใจ แต่ที่แน่นอนเลย เย็นนี้เรามีนัดแช่น้ำในอ่างน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ไม่มีแบ่งห้องน้ำหญิงชาย ใครโปรดปรานมุมไหนก็เลือกเอาก้นลงแช่ได้เลย ทุกคนต่างเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้กันอย่างเต็มที่ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า เพราะเมื่อถึงเวลานั้นความหนาวเย็นจะมาเยือนทันที
สำหรับมื้อค่ำวันนี้ ถือเป็นการฉลองใหญ่ของภารกิจพิชิตน้ำตกโจน ทุกอย่างที่หลงเหลืออยู่ถูกนำมาสร้างสรรเมนูเด็ดแบบง่าย ๆ ถึงเวลาทุกคนนั่งห้อมล้อมบนผืนผ้าใบผืนเดิม แต่คืนนี้บรรยากาศแตกต่างจากคืนก่อน เสียงนกและไก่ป่าเอะอะโว้ยวายเหมือนมาเข้าร่วมงานฉลองกับเรา ช่วงเวลา 2 วัน 1 คืนที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนค้นเคยเหมือนดังเป็นครอบครัวเดียวกันต่างกระเซ้าเย้าแหย่กันตลอดเวลา เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสาย นี่แหละ คือ จุดสุดยอดของการเดินป่าที่ผมเฝ้าค้นหา
เมื่อแสงยามเช้าสาดส่องผ่านพุ่มไม้ใหญ่ ทุกคนต่างจัดแจงเตรียมอาหารเช้า และเริ่มเก็บสัมภาระเข้าเป้เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางหลังอาหารเช้า บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลางป่าเช้าวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกมื้อที่ผ่านมา เหมือนกับทุกคนไม่อยากจะพบเจอโลกภายนอก แต่นั่นเป็นเพียงภาพของความคิดซึ่งไม่อาจเป็นจริงได้ หลังจากนี้ 15 วันที่พี่ ๆ พิทักษ์ป่าจะได้กลับไปเจอหน้าครอบครัว และพวกเราตีรถกลับกรุงเทพ ฯ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใน Office นี่คือภาพของความจริงที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราก้าวเท้าเดินออกจาก ผืนป่าห้วยขาแข้ง และถึงแม้เป้ของพวกเราจะเบาลงจากข้าวของอาหารที่พล่องไป แต่ช่องว่างในเป้ของทุกคนถูกอัดแน่นด้วยภาพแห่งความทรงจำอย่างไม่รู้ลืม...
ฝากติดตามรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวและสาระดี ๆ ใน
https://www.facebook.com/Camper2review
[CR] “น้ำตกโจน” สายน้ำที่ซ่อนเร้น
สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผมในทุกครั้งของการแบกเป้เข้าป่า คือ มิตรภาพที่ไม่จำเป็นต้องซื้อหา หรือแลกมาด้วยราคาค่างวดอะไร เพียงใจถึงใจของเหล่าผู้ร่วมเดินทางที่มีให้แก่กัน แค่นี้ก็มากเกินพอที่จะเป็นรางวัลตอบแทนให้กับการละทิ้งความสะดวกสบายไปชั่วขณะ และสำหรับการเดินเข้าสู่ผืนป่าห้วยขาแข้ง
ทริปนี้ รางวัลที่ได้รับก็เช่นเดียวกับทุก ๆ ครั้งที่ผมได้ก้าวเท้าออกจากป่า…
ทริปนี้ผมมุ่งหน้าสู่น้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไรนัก “น้ำตกโจน” คือ ภาระกิจที่ทีมของเราจะพิชิตในครั้งนี้ ด้วยระยะทางการเดินเท้า 8 กิโลเมตร
“น้ำตกโจน” เป็นสายน้ำหนึ่งของลำห้วยทับเสลาที่ไหลผ่านช่องเขาแคบกลางป่าลึก หล่อรวมเป็นลำธารเล็ก ๆ สิ้นสุดลงที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยาน ฯ ศร. 9 (ไกรเกรียง) จังหวัดกาญจนบุรี
สาเหตุที่ทำให้น้ำตกโจนไม่เป็นที่รู้จักกันเท่านั้น เนื่องจากตัวน้ำตกตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวหรือบุคคลภายนอกเข้าออกพื้นที่เหมือนกับเขตอุทยานแห่งชาติ การเข้าไปยังพื้นที่ต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อนทุกครั้งตามระเบียบที่กำหนดไว้
จุดเริ่มต้นในการเดินทางครั้งนี้ คือ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 (ตะเพินคี่) ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานมานานกว่า 200 ปี และผมได้สหายชาวกะเหรี่ยงที่คุ้นเคยกันมาก่อนหน้านี้จากการเข้าออกพื้นที่มา กว่า 5 ปี ซึ่งผมเองก็ยังงงอยู่ว่าตลอดระยะเวลาที่ขึ้นลงหมู่บ้านตะเพินคี่ ไม่ยักจะเคยได้ยินชื่อ “น้ำตกโจน” แต่หากพูดถึงชื่อนี้คนในหมู่บ้านต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นเส้นทางหาของป่ามาตั้งแต่อดีตแล้ว
ผมเดินทางด้วยรถยนต์ไปยังชายป่าด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นรอยต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและเดินลงเขาต่อด้วยระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรเพื่อมุ่งหน้าสู่หน่วยพิทักษ์ป่าตะเพินคี่ ซึ่งเป็น 1 ใน 19 หน่วยพิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
แม้สภาพอากาศช่วงต้นเดือนธันวาคมในป่าลึกแบบนี้ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความแห้งและเย็นสบาย แต่การเดินลงเขาที่ชันและยาวกว่า 2 กิโลเมตร นั้นทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดบิดเกร็งตามจังหวะในย่างก้าว บวกกับน้ำหนักบ่นบ่าทำให้เราตระหนักถึงสภาพร่างกายที่จมปลักอยู่แต่บนเก้าอี้ใน office มานานแรมปี มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เมื่อถึงหน่วย ฯ ทุกตนก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น
เราไปสมทบกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีก 2 คน ซึ่งทำหน้าที่นำทางและดูแลความปลอดภัยตลอดทริปนี้ รวมสมาชิกทั้งหมด 8 ชีวิต กับระยะเวลา 3 วัน 2 คืน เสบียง ข้าวสารอาหารแห้งพร้อม เริ่มเดินทางกันเวลา 10.30 น.
ผ่านไปแค่เพียง 30 นาทีกับการเดินเท้าในป่าไผ่ เชื่อไหมครับว่าสมาชิกทั้ง 4 คน (รวมทั้งผมด้วย) หน้าซีดเป็นไก่ต้ม อย่างที่บอกแหละครับวัน ๆ นั่งเกรียนแต่บนโต๊ะทำงานพอมาเจอสถานการณ์แบบนี้ เล่นเอาหมดสภาพไปตาม ๆ กัน โชคยังดีที่พี่ ๆ เขาใจบุญกับพวกแข้งอ่อนอย่างเรา อนุเคราะห์ให้พักหายใจ 5 นาทีแล้วค่อยเดินต่อ
การเดินเท้าครั้งนี้ไม่ยุ่งยากอะไรครับ เดินลัดเลาะลำธารลงไปเรื่อย ๆ และเนื่องจากช่วงที่เราไปนั้นเป็นฤดูแล้ง หรือเรียกว่าเป็นช่วง Dry Period คือ เป็นช่วงเวลาที่ในพื้นที่ป่าและบริเวณแหล่งน้ำมีน้ำน้อย จึงทำให้ตลอดเส้นทางเดินเราพบกับร่องรอยสัตว์ป่าจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นพี่ใหญ่ของเหล่าสัตว์ทั้งหลายในป่าแห่งนี้ ซึ่งทำให้ผมมองเห็นภาพบรรยากาศการเดินป่าไปในนวนิยายท่องไพรเมื่อสมัยอดีตชัดเจนยิ่งขึ้น
2 ชั่วโมงกับการเดินแบกเป้บนบ่าเริ่มทำให้พลังงานที่สะสมมาตั้งแต่เช้าอ่อนล้าลง ซึ่งพี่ ๆ นำทางก็เหมือนนกรู้หยุดให้พวกเราแวะพักทานข้าวเที่ยงกัน ไม่รอช้าทุกคนขะมักเขม้นกับการนั่งปลอกไข่ต้มส่วนบุคคล คลุกกับผัดกระเพรากลางป่า นี่ช่างเป็นอาหารชั้นเลิศอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งเมื่อเราจัดการอาหารที่เตรียมมาอย่างราบคาบ หนังตาก็เริ่มหย่อนไปตามระเบียบ มีเสียงแว่ว ๆ ดังขึ้นว่า “ใกล้ถึงยังครับพี่ !” พี่ต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตอบมาในทันทีว่า “ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยน้อง !” ยังไงละคราวนี้ ไม่รอช้าดึงเป้ขึ้นหลังแล้วเดินทางกันต่อ ซึ่งเราคาดการณ์ว่าจะให้ถึงจุดหมายไม่เกิน 4 โมงเย็น เพื่อจะได้มีเวลาจัดเตรียมที่พัก หุงหาอาหารก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะตลอดทางที่เดินเราพบกับร่องรอยพี่ใหญ่หูกางลงมาหากินน้ำเป็นระยะ ๆ ซึ่งผมเองก็ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าพี่ใหญ่มาเยือนจะเป็นอย่างไร !
ในที่สุดเราก็มาถึงยังจุดหมายในเวลาประมาณบ่าย 3 โมงครึ่ง รวมเวลาทั้งหมดในการเดินทาง 5ชั่วโมงกับระยะทาง 8 กิโลเมตร ช้าไปหน่อยแต่พวกเราก็ได้รับคำชมจากพี่ ๆ พิทักษ์ป่า ว่า “สุดยอดไปเลย” แต่ว่าสุดยอดแบบไหนก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ !
หลังจากที่ทุกคนสร้างสรรค์บ้านพักตากอากาศกันเป็นที่เรียบร้อย ต่างก็แบ่งหน้าที่กันทำภาระกิจส่วนรวม พี่ต่อกับพี่ยอดพิทักษ์ป่าจัดแจงก่อไฟเป็นอันดับแรก ส่วนที่เหลือก็จัดเตรียมหุงข้าว และอาหารค่ำสำหรับคืนนี้แบบง่าย ๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นกุนเชียงทอด ไข่เจียว น้ำพริก และต้มโคล้งปลาแห้ง บอกตรง ๆ เลยครับอาหารชุดนี้ยกไปทานที่ไหนก็คงไม่อร่อยและได้รสชาติเท่ากับสถานที่แบบนี้
หลังมือค่ำไม่นานอากาศก็เริ่มเย็นลง ทุกคนเข้าห้อมล้อมกองไฟอย่างไม่หนีหายไปไหน กลิ่นควันและเสียงประกายไฟ เปาะแปะ… เปาะแปะ… ทำให้บรรยากาศในการสนทนาในค่ำคืนนี้ได้อารมณ์จนลืมความเหน็ดเหนื่อยที่หอบสังขารเดินกันมา แสงไฟในประกายตาของทุกคนล้วนบ่งบอกถึงความสุขที่เราได้มาร่วมเดินทางในครั้งนี้ โดยเฉพาะพิทักษ์ป่าสองท่านที่อยู่เฝ้าหน่วย ฯ มานานแรมเดือน ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าการพบปะครั้งนี้ช่วยให้พี่ ๆ ผ่อนคลายความเหงา และความคิดถึงครอบครัวที่ต้องห่างไกลกันได้บ้าง ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม
เมื่อเวลาผ่านไปค่อนคืนทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกันเข้านอน มีเพียงผมกับภรรยาสองคนเท่านั้นที่ค่อย ๆ มุดตัวเข้าเต็นท์ ส่วนที่เหลือต่างแขวนตัวเองอยู่บนเปลนอนใต้ต้นไม้ เพราะผมเองไม่ค่อยสันทัดการนอนเปลในป่าสักเท่าไรนัก เพราะรู้สึกว่ามันโล่ง ๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่ก็อยากจะลองสักครั้งเหมือนกันครับ
ค่ำคืนนี้อากาศเย็นได้สั่นกันเลยทีเดียว ยิ่งดึกอุณหภูมิลดต่ำลงเรื่อย ๆ ผมผล่อยหลับไป สักประมาณตี 2 ก็เหมือนจะได้ยินเสียงกอไผ่ดังสนั่นขึ้น ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าระยะทางของเสียงนั้นมาจากทิศทางไหน อีกไม่นานก็ได้ยินเสียงพี่ยอดหาไม้มาสุมกองไฟเพิ่มขึ้น สักพักเสียงก็เริ่มเงียบหายไป แต่ให้ตายเหอะ ! หลังจากนั้นผมก็นอนไม่หลับอีกเลย ทั้งหนาวและก็กังวลกับเสียงที่แว่วมาเป็นระยะ ๆ จวบจนเวลาประมาณตี 4 ครึ่งเลยตัดสินใจไปนั่งผิงไฟจนเช้า
สำหรับวันที่สองของทริปนี้เราใช้เวลาครึ่งวันกับการเดินชื่นชมกับความสวยงามของน้ำตกโจน และถึงแม้จะเป็นฤดูแล้งแต่ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ของน้ำตก ทั้งก้อนหิน ชะง่อนผา ต้นไม้ และภูมิทัศน์โดยรอบทำให้ผมจินตนาการถึงความสวยงามและความอลังการของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งพวกเราปณิธานกันไว้แล้วว่าจะกลับมาที่นี่อีกครั้งเมื่อเข้าฤดูฝน
ตลอดเส้นทางเดินลงน้ำตกถูกแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ในแต่ละชั้นมีความสวยงามและโดดเด่นแตกต่างกันออกไป ตรงบริเวณที่พักแรมถือเป็นชั้นบนสุดของตัวน้ำตก มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดเล็กลดหลั่นกันลงตามระดับความสูง ซึ่งพวกเราใช้บริเวณนี้เป็นห้องอาบน้ำส่วนตัวเลือกกันตามใจชอบ
เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งตลอดเส้นทางเป็นทางชันลงเขาเดินไปพักไปกว่าจะมาถึงน้ำตกชั้นล่างสุด ทางชันลงเขา พี่ยอดบอกว่าตอนแรกจะพามาพักแรมที่นี่แหละครับ เพราะยุทธศาสตร์ของพื้นที่โดยรอบปลอดภัยจากสัตว์ใหญ่ แต่ดูจากสังขารของพวกผมพี่แกเลยคิดใหม่ทำใหม่ และผมก็คิดว่าพี่เขาทำถูกแล้วแหละครับ เพราะระหว่างทางที่เดินลงมานี้ก้นจ้ำเบ้ากันไปหลายคนเหมือนกัน
เวลาในวันที่ 2 หมดไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหยุดเวลาได้ผมคงอยากจะหยุดเวลานี้ไว้นาน ๆ นี่คือคำตอบที่ว่า “ธรรมชาติ” เป็นยาบำบัดโรคที่ดีที่สุด โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแบบไม่เห็นแสงตะวัน คนกรุงอย่างเราจะมีสักกี่ครั้งที่ได้เข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติแบบนี้ แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ในเมื่อธรรมชาติ ป่าไม้ สายน้ำ เปรียบเสมือนชีวิตของเรา แต่ทำไมกลุ่มคนเล็ก ๆ อีกกลุ่มหนึ่งถึงไม่แยแสและบ่อนทำลายความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา หรือเป็นเพราะว่าในจิตใจของพวกเขานั้นแข็งกร้าวเกินกว่าที่จะใช้ “ธรรมชาติ” บำบัดได้เหมือนผม พวกเขาจึงมองไม่เห็นความสำคัญของเสียงนกตัวน้อย ๆ ที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วบนยอดไม้
บ่ายนี้ทุกคนมีเวลาส่วนตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ไม่มีโปรแกรมอะไรบรรจุในไว้อีกแล้ว ณ ช่วงเวลานี้ใครอยากทำอะไรก็ตามสบายใจ แต่ที่แน่นอนเลย เย็นนี้เรามีนัดแช่น้ำในอ่างน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ไม่มีแบ่งห้องน้ำหญิงชาย ใครโปรดปรานมุมไหนก็เลือกเอาก้นลงแช่ได้เลย ทุกคนต่างเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้กันอย่างเต็มที่ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า เพราะเมื่อถึงเวลานั้นความหนาวเย็นจะมาเยือนทันที
สำหรับมื้อค่ำวันนี้ ถือเป็นการฉลองใหญ่ของภารกิจพิชิตน้ำตกโจน ทุกอย่างที่หลงเหลืออยู่ถูกนำมาสร้างสรรเมนูเด็ดแบบง่าย ๆ ถึงเวลาทุกคนนั่งห้อมล้อมบนผืนผ้าใบผืนเดิม แต่คืนนี้บรรยากาศแตกต่างจากคืนก่อน เสียงนกและไก่ป่าเอะอะโว้ยวายเหมือนมาเข้าร่วมงานฉลองกับเรา ช่วงเวลา 2 วัน 1 คืนที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนค้นเคยเหมือนดังเป็นครอบครัวเดียวกันต่างกระเซ้าเย้าแหย่กันตลอดเวลา เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสาย นี่แหละ คือ จุดสุดยอดของการเดินป่าที่ผมเฝ้าค้นหา
เมื่อแสงยามเช้าสาดส่องผ่านพุ่มไม้ใหญ่ ทุกคนต่างจัดแจงเตรียมอาหารเช้า และเริ่มเก็บสัมภาระเข้าเป้เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางหลังอาหารเช้า บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลางป่าเช้าวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกมื้อที่ผ่านมา เหมือนกับทุกคนไม่อยากจะพบเจอโลกภายนอก แต่นั่นเป็นเพียงภาพของความคิดซึ่งไม่อาจเป็นจริงได้ หลังจากนี้ 15 วันที่พี่ ๆ พิทักษ์ป่าจะได้กลับไปเจอหน้าครอบครัว และพวกเราตีรถกลับกรุงเทพ ฯ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใน Office นี่คือภาพของความจริงที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราก้าวเท้าเดินออกจาก ผืนป่าห้วยขาแข้ง และถึงแม้เป้ของพวกเราจะเบาลงจากข้าวของอาหารที่พล่องไป แต่ช่องว่างในเป้ของทุกคนถูกอัดแน่นด้วยภาพแห่งความทรงจำอย่างไม่รู้ลืม...
ฝากติดตามรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวและสาระดี ๆ ใน
https://www.facebook.com/Camper2review