นักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น จิตสว่างไสวทุกองค์ แต่ทำไมสายอื่นปฏิบัติแล้วจิตไม่สว่างไสว? ยุคปัจจุบันนะ!!!

อย่างองค์หลวงปู่มั่น จิตท่านสว่างไสวครอบโลกธาตุ หลวงตามหาบัวจิตท่านก็สว่างไสว คือสายหลวงปู่มั่นทุกองค์เลย ปฏิบัติแล้วทำไมจิตสว่างไสว สายอื่นทำไมปฏิบัติแล้วไม่มีเรื่องจิตสว่างไสว หรือ ปฏิบัติคนละทางกัน? น้อมกราบพ่อแม่ครูบารอาจารย์อย่างสูดสุด ไม่มีเจตนาเอานามของท่านมากล่าวเสียๆหายๆ เพียงแต่อยากทราบว่า เป็นเพราะเหตุใดสายอื่น ไม่มีเรื่องจิตสว่างไสว? แล้วที่สำคัญสายหลวงปู่มั่นทุกองค์ กระดูกท่านเป็นพระธาตุ แต่สายอื่นไม่เป็น?
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
อันนี้ผมขอยืนยัน แต่ก่อนผมไม่ได้สนใจพุทธศาสนา มีคนบอกว่า 25 ปี เบญจเพศไม่ดี ผมกลัวก็เลยมาศึกษาพุทธศาสนา ตอนแรกได้ฟังในวิทยุ เป็นเทศนาของหลวงตามหาบัว ฟังไม่ค่อยจะเข้าใจหรอก จำได้แต่ว่าให้ฝึกสมาธิ ดูลมหายใจ ก็เลยไปลองทำดู ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ พอทำไปสักประมาณ 5  นาที เหมือนวูบๆ เวลาลงลิฟ ตกใจเลยเลิกไม่ทำแล้ว คิดว่าเดียวเป็นอะไรไม่มีใครช่วย แต่พอวันหลังฟังใหม่ จำได้ว่าท่านให้มีคำว่าพุทโธ แสดงว่าครั้งแรกเราไม่มีคำว่าพุทโธเลยเป็นอาการวูบๆ ลองใหม่ เอาพุทโธๆๆ คราวนี้เป็นเหมือนคราวแรกเลยอาการวูบเหมือนกำลังลงลิฟ กลัวจะเป็นอะไรไป ถามใครก็ไม่ได้ เลยเลิกทำ จนผ่านไปนาน มาเห็นหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งพูดเรื่องสมาธิ และอาการของจิตจะร่วม เขาบรรยายเยอะอ่านแล้วคล้ายๆ อาการที่เราเจอ เลยลองทำใหม่ คราวนี้นั่งไปไม่นาน อาการเดิมเลยเหมือนวูบคล้ายๆ จะลงลิฟ คราวนี้ไม่สนใจดูลมอย่างเดียว วูบๆๆถึงจุดหนึ่ง จิตสว่างเหลือแต่รู้ แขนขาหายไปไหนไม่รู้ แต่สบายมากๆ รู้ๆๆ เบาสบาย อยู่แบบนี้นานเลย พอตอนจิตจะถอนเหมือนพื้นที่เรานั่งมันลอยขึ้นมาหา ตูดของเราจิตก็เข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้รู้ว่าจิตเป็นสมาธิเป็นแบบนี้ หลังจากนั้นได้กำลังใจ ฟังหลวงตามหาบัวตลอดเลย พิจารณาธรรมะ ประกอบ จิตมันชอบพิจารณาความตาย มีคราวหนึ่งพิจารณาความตาย แยกธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ คนตายจิตถอนออกเหลืออะไร มันถามกันอยู่ภายในจิต จิตเกิดหลุดเหมือนคนเอามือดึงกันแล้วมือหลุดออกจากกัน ขาดจากกัน จิตสว่างเป็นอัศจรรย์ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นอยู่นานเลย จะเดิน จะนั่ง จะพูด จิตก็สว่างแบบนั้น ทั้งไม่ยึด ได้ยินแล้วก็ดับไป เห็นแล้วก็เฉย แปลกใจตัวเองแต่ก่อนก็ไม่เคยเป็น อัศจรรย์จิตทำไมสว่าง สติกับรู้เป็นอันเดียวกันเลย ไม่ได้พิจารณาอะไรเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นดับเองหมด เป็นอยู่นานจิตที่สว่างก็ค่อยๆ ขุ่นๆ แล้วก็กลับเป็นปกติ แต่สภาวะนั้นไม่เคยลืมยังจำได้ฝั่งจิต เกิดอัศจรรย์พระที่ท่านปฏิบัติได้จนสำเร็จอรหันต์ สภาวะนี้ต้องเป็นอยู่ตลอดไป สว่างแบบนี้ตลอดไปจนวันท่านละสังขาร ขนาดเราประสบกับภาวนะนี้เพียงไม่นานยัง อัศจรรย์ในความสว่าง สุข ปิติขนาดนี้ พระท่านสำเร็จอยุ่กับสภาวะตลอดจะสุขขนาดไหน
                        เป็นเหตุผลที่ทำให้เชื่อเรื่องความสว่างของจิต ว่าถ้าปฏิบัติจิตสว่างได้ ขนาดเราเป็นแค่คนธรรมดา ทำจริงยังได้ พระท่านปฏิบัติดีเอาจริงท่านต้องได้ของจริง ทุกวันนี้ผมเชื่อสนิทใจเรื่องพุทธศาสนาว่าเป็นของอัศจรรย์ที่สามารถปฏิบัติให้ถึงได้ ใครจะมาพูดเรื่องนอกประเด็น เรื่องวัดนั้น วัดนี้ดี ผมไม่สนใจเท่ากับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะจับหลักได้แล้ว เคยได้สัมผัสมากับตัวเอง ฝากกับคนที่ได้อ่านที่ผมเขียนนี้ ว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าสอนให้เรา ดูใจตัวเอง ให้รู้ความจริงของขันธ์5 นี้ เพื่อให้เราปล่อยเราวาง ไม่ใช่กอบโกย ถ้าเป็นผู้ครองเรื่อนก็ปฏิบัติแบบผู้ครองเรื่อนมีหลักอยู่ สอนไว้หมดแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ให้หา ให้หา แต่เอาเทาที่หาได้ ยินดีตามที่หาได้ ใจก็เป็นสุขแล้ว พระท่านก็มีหลักของท่าน ปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเอง อยากจะเขียนมากๆ กว่านี้แต่กลัวขี้เกียจจะอ่าน
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ศาสนาพุทธ ปฏิบัติธรรม มหาสติปัฏฐาน 4 พระไตรปิฎก
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่