สวัสดีค่ะทุกคน 
นี่เป็นกระทู้แรกที่เราจะเข้ามาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับแมว ที่เป็นสัตว์เลี้ยงที่เรารักกันนะคะ
ถ้าเราเล่าตกหล่น วกไปวนมา ก็ขออภัยด้วยเนอะ 
ซึ่งประสบการณ์นี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเพื่อนของเราและตัวเราเอง ไม่ชักช้ารีรอละ ขออนุญาตเล่าเลยนะคะ
เรื่องมีอยู่ว่า ..
เพื่อนเรามีแมวอยู่สองตัว ซึ่งเพื่อนเป็นคนรักแมวมากๆ เหมือนกับเราค่ะ แต่เพื่อนมีความจำเป็นที่จะต้องยกแมวให้กับเรามาดูแล
เพื่อนอยู่ กทม. เราอยู่เชียงใหม่ เราเปิดร้านกาแฟเป็นคาเฟ่แมว และเหตุผลที่เพื่อนจำเป็นต้องมอบแมวให้เรา
เพราะเพื่อนป่วยหนักจากการเลี้ยงแแมวค่ะ
เราสองคนจึงคุยและปรึกษากันถึงเรื่องการฉีดวัคซีน การเดินทางและการขนส่งข้าวของเครื่องใช้ของแมวกัน มาสักระยะหนึ่งก่อนหน้านี้แล้วค่ะ
และเพื่อนก็บอกว่าจะทำวัคซีนซ้ำให้แมวก่อนที่จะส่งแมวทางเครื่องบินให้เราตามกำหนดการณ์ที่เราคุยกัน แต่ทางเพื่อนกำลังสงสัยค่ะว่าแมวอาจจะท้อง
ก็เลยจะพาไปให้หมอตรวจก่อน
ถ้าท้องจริงก็จะยังไม่ทำวัคซีนและจะเลื่อนกำหนดการณ์ส่งแมวขึ้นเครื่องบินจาก กทม. มา เชียงใหม่ค่ะ
เมื่อวันที่ 28 เมษายน (59) ที่ผ่านมา * ถ้าจำวันผิด อาจคลาดเคลื่อนไม่เกิน1วัน หน้า หลัง ค่ะ
เพื่อนของเรา ได้นำแมวสองตัวที่จะต้องฉีดวัคซีนรวมซ้ำประจำปี ไปพบสัตวแพทย์เพื่อปรึกษาและทำการต่อวัคซีน แต่ว่าเป็นคลีนิคที่ไม่เคยไป
เพราะคลีนิคประจำได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วค่ะ และเห็นว่าคลีนิคนี้อยู่ใกล้บ้าน จึงได้ตัดสินใจพาน้องแมวไปที่นี่แทน
แล้วเพื่อนได้นำสมุดวัคซีนประจำตัวของน้องแมวไปด้วย เพื่อประกอบการฉีดวัคซีนประจำปีครั้งนี้ค่ะ
เนื้อความก็มีอยู่ว่า ..
เพื่อนเรา #"ปีที่แล้ว น้องแมวฉีดวัคซีนครบหมดแล้ว แต่ดูกำหนดแล้วน่าจะถึงการฉีดวัคซีนรวมประจำปีรอบใหม่แล้ว และอยากถ่ายพยาธิแมวด้วยค่ะ"
แต่ ... เพื่อนเรากำลังสงสัยว่า "คล้ายว่าแมวตัวเมียกำลังจะตั้งท้อง อยากขอให้หมอตรวจดูก่อน เผื่อท้องก็จะได้ไม่ฉีดวัคซีนนะคะ"
*เพราะแมวท้องจะห้ามฉีดวัคซีนเด็ดขาด เนื่องจากจะส่งผลอันตรายต่อแม่แมวและชีวิตของลูกแมว
สิ่งที่หมอทำคือ #ไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น สั่งให้ผู้ช่วยอุ้มแมวเข้าไปในห้องตรวจ ผ่านไปสักสิบนาที ผู้ช่วยก็อุ้มแมวมาคืน บอกว่าเรียบร้อยแล้ว
และสักพักก็เดินหมุนตัวมากระชากแมวไปจากมือเพื่อนเรา
พูดห้วนๆว่า "ลืมถ่ายพยาธิ" มือหนักมากด้วยนะคะ
หลังจากที่ป้อนยาถ่ายพยาธิแมวเสร็จก็เรียกเก็บค่ารักษาบริการ เป็นเงิน 1,200 บาท

ซึ่งเพื่อนเราได้ยินแล้วก็สงสัย
#จึงถามไปว่า .. "ค่าอะไรคะ ทำไมแพงจังคะ ทุกทีฉีดวัคซีนซ้ำ สองตัว สุดๆละยังไม่เคยเกิดหนึ่งพันบาทรวมยาถ่ายพยาธิ"
หมอจึงออกมาตอบคำถามเองว่า .. # "
แมวเกินกำหนดวัคซีนมาแล้ว ต้องเริ่มวัคซีนใหม่หมดเลย นี่ทำวัคซีนเข็มแรกให้ทั้งสองตัว พร้อมวัคซีนพิษสุนัขบ้า
และถ่ายพยาธิด้วย รวมออกมาเป็นราคานี้ค่ะ"
เพื่อนเรา #"หมอฉีดเริ่มใหม่ทำไมคะ (คือเกินมา1สัปดาน์เองนะ) นี่ที่เอาแมวมาส่งคืนรอบแรก คิดว่ากำลังตรวจอยู่ว่าแมวท้องจริงหรือเปล่า
แล้วค่อยออกมาบอก วิธีการหรือขั้นตอนการเริ่มวัคซีนใหม่
คือทางลูกค้าต้องได้ตัดสินใจรับการรักษาเองก่อนหรือเปล่าคะ"
หมอ #"ถ้าแมวเพิ่งท้องก็ตรวจไม่ได้ ตรวจไม่เห็นหรอก ที่หมอฉีดวัคซีนไปก็เพราะคิดว่าไม่น่าจะท้อง
แค่หัวนมใหญ่ขึ้นและมีสีชมพูก็ไม่ใช่ว่าแมวจะท้องไปหมดค่ะ"
ได้ยินแบบนี้ก็อึ้งดิ่ หน้าชา ... คือแอบโมโหกับคำตอบที่ได้รับ

สิ่งที่เพื่อนเรากับเราคิด คือ .. เห้ย !!! เป็นหมอได้ไงวะ (หยาบคายนิดนึง ขอโทษนะคะ) คือการที่จะทำอะไรกับสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักของผู้อื่น
คือต้องแจ้งรายละเอียดกับเจ้าของก่อนรึเปล่า .. ทางเราก็แจ้งไปว่า สงสัยว่าแมวอาจจะท้อง
เครื่องมือคุณหมอก็มีครบอยู่ตรงหน้า ก็ตรวจไปก่อนไม่ได้เลยเหรอ จะตรวจเจอหรือไม่เจอ เห็นหรือไม่เห็นก็อีกเรื่องนึง เพื่อนเราพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในสิ่งที่เราสบายใจอยู่แล้ว
แมวเราก็ไม่ได้ราคาถูกๆ (เปอร์เซียแท้กับสก็อตติชโฟล์ดขนยาวแท้) เรารักเราทุ่มเทอยู่แล้วอย่างดี
เพื่อนเราเสียความรู้สึกมาก จึงได้จ่ายเงินและพูดกลับไปว่า .. #"
ขอสมุดวัคซีนเล่มเก่าของแมวคืนด้วยค่ะ"
หมอตอบกลับมาว่า .. #"
เล่มเก่าไม่ต้องใช้แล้วค่ะ นี่เขียนเล่มใหม่ไปแล้ว เล่มเก่าหมอจะเก็บเอาไว้เอง"
คุณหมอผู้หญิงคนนี้ ท่าทางไม่ค่อยน่ารักค่ะ ทั้งกิริยา และน้ำเสียง เพื่อนเราไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เลย
จากนั้น .. เพื่อนเราก็พาน้องแมวกลับบ้านและแชทคุยกับเราค่ะ
ว่า .. #"
หมอบอกว่าไม่ท้องนะ ทั้งที่ไม่ทันได้ตรวจก่อน อ้างว่าตรวจไม่เห็นหรอกถ้าเพิ่งท้องสัปดาน์แรกๆ"
ตอนนั้นเราฟังก็ยังแปลกใจที่ทำไมหมอถึงไม่ลองตรวจดูก่อน ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจกับคลีนิคนี้นิดหน่อย
และหลังจากนั้นเราก็ตกลงกันค่ะว่าจะส่งตัวน้องแมวกันเมื่อไหร่ ..
แต่เราทั้งคู่ ยิ่งคุยกัน ก็กังวลกันมากขึ้น เพื่อนเราร้อนใจ จึงได้กลับไปที่คลีนิคนั้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบหมอผู้หญิงคนนั้นแล้ว เพราะหมอเปลี่ยนเวรกันแล้วค่ะ
เพื่อนเราพบกับคุณหมอผู้ชายแทน ก็เลยเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง คุณหมอผู้ชายก็พูดจาดีมากค่ะ ตอบคำถามดีและกล่าวว่า ..
กำหนดวัคซีนครั้งถัดไปก็จะไม่คิดเงินเพื่อเป็นความสบายใจไม่ให้เพื่อนเรารู้สึกเคลือบแคลงใจว่าคลีนิคอยากได้แต่ค่าวัคซีน (แต่ยังไงเราก็ยังคิดแบบนั้นค่ะ)
และประเด็นคือ
เราไม่สนใจของฟรีเลยนะคะ เราแค่ไม่พอใจกับสิ่งที่หมอผู้หญิงบริการเราค่ะ และอีกอย่าง
เราก็ตั้งใจว่าจะไม่มาใช้บริการที่คลีนิคนี้อีกอยู่แล้ว
จากนั้น .. เพื่อนเราก็เลยขอสมุดวัคซีนเล่มเก่าคืน เพื่อที่จะได้มีประวัติน้องเก็บไว้ให้สมบูรณ์ หมอผู้ชายหาไม่เจอจึงได้โทรไปหาหมอผู้หญิง
คำตอบก็คือ ..
หมอผู้หญิงเคลียร์เอกสารและทำลายทิ้งไปแล้ว คืออะไรล่ะคะ ?
วันที่ 30 เมษายน (59) คือวันส่งตัวน้องแมวค่ะ
ทางเราก็ไปรับน้องแมวมาตามปรกติ ตอนไปรับก็เห็นน้องมีอาการตกใจนิดนึง คงเพราะปัจจัยหลายๆอย่าง แต่สักพักก็หายกลัว
น้องแมวทั้งสองน่ารักมากๆค่ะ ปรับตัวเร็วมาก กินเก่งมาก จนผ่านไปสักสามสี่วัน ทางเราก็เริ่มเอ่ะใจ สังเกตุได้ว่าน้องแมวตัวเมียคล้ายจะกำลังท้องจริงๆ
จึงรีบพาไปพบคุณหมอที่คลีนิคประจำ เพราะเราเปิดค่าเฟ่แมว เราก็มีคลีนิคประจำอยู่แล้ว แถมคุณหมอที่นี่ก็เป็นเพื่อนเราอีกด้วยค่ะ
ปรากฏว่า ..
แมวท้องจริงๆค่ะ และที่สำคัญคือ
หมอบอกว่า #"อีกไม่เกิน1สัปดาน์ก็คงจะคลอดแน่ๆ"
เราก็
ช็อคสิคะ เห้ย !!!
แล้วที่คลีนิคที่กทม.นั่น หมอผู้หญิงคนนั้น คืออะไร ..
พอทางเพื่อนของเรา(เจ้าของแมว) รู้เรื่อง ก็รู้สึกไม่พอใจ เราเองก็ไม่พอใจค่ะ โกรธมากเลยนะ
เพื่อนเรากับคุณพ่อจึงได้กลับไปที่คลีนิคนั้นค่ะ ซึ่งหมอผู้หญิงคนนั้นก็อยู่เวรพอดี
คุณพ่อจึงได้ไปถามหมอว่า #"
แมวท้องนี่ฉีดยาไม่ได้ใช่มั้ยครับ" ซึ่งหมอก็ตอบว่า "
วัคซีนอื่นไม่สามารถฉีดได้ค่ะ ฉีดได้เพียงวัคซีนพิษสุนัขบ้า"
คุณพ่อจึงถามกลับไปว่า #"
แล้วทำไมถึงฉีดให้แมวผมล่ะ" และเพื่อนเราก็แสดงตัว เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเพิ่งพาแมวมาฉีดยาเมื่อสัปดาน์ที่แล้ว
และส่งแมวไปเชียงใหม่ หมอที่เชียงใหม่บอกว่าแมวท้องใกล้คลอดแล้ว ..
คุณพ่อจึงถามว่า .. #"ถ้าแมวเป็นอะไรไป หมอที่นี่จะรับผิดชอบยังไง" คำตอบที่ได้รับกลับมาช็อคมากค่ะ คือ #"
คลีนิคไม่รับผิดชอบค่ะ ถ้าไม่พอใจก็ย้ายคลีนิคไปค่ะ"
นี่คือคำพูดของคนเป็นหมอนะคะ พูดออกมาอย่างนี้
แล้วยังไม่พอ ไล่คุณพ่อกับเพื่อนเราด้วยค่ะ บอกให้ผู้ช่ายพาเราออกไป
คุณพ่อจึงบอกไปว่า .. #"ถ้าแมวผมเป็นอะไรไป ผมเอาเรื่องได้นะครับ" แล้วคุณพ่อกับเพื่อนเราก็ออกมาจากที่นั่น โดยเพื่อนเราร้องไห้มาตลอดทางที่กลับบ้าน
หมอที่เชียงใหม่ .. บอกกับเราตรงๆเลยค่ะว่า ลูกแมวในท้องอาจจะได้รับผลกระทบแน่นอนค่ะ ไม่มากก็น้อย
ลูกแมวอาจจะหยุดการเจริญเติบโต หรืออาจจะตายในท้อง หรืออาจจะคลอดออกมาแล้วก็มาตายข้างนอก หรือคลอดออกมาเลี้ยงจนโตได้แต่ก็ไม่แข็งเรง
คือ .. ยังไงก็เสี่ยงทุกทาง ทางที่ไม่ดีทั้งนั้น

ทางเราก็เลยเตรียมการณ์รับมือค่ะ พยายามทำใจกันแล้ว แต่ก็ยัง
แอบลุ้นขอให้แม่แมวและลูกแมวปลอดภัย
หลังจากนั้นแค่3วัน .. แมวเราก็มีสัญญาณว่าจะคลอดลูกแล้วหล่ะค่ะ
เราจึงรีบพาแมวไปที่คลีนิค แต่ปากมดลูกแมวยังไม่เปิด รอเป็นวันก็ยังไม่เปิด คุณหมอก็เลยยังไม่ฉีดยาเร่งคลอด
คุณหมอประจำของเราที่นี่ น่ารักมากค่ะ พยายามจะช่วยเหลือแมวโดยวิธีธรรมชาติที่สุด จะพยายามไม่ฉีดยาเร่งและผ่าคลอดเลย ถ้าแมวยังสามารถคลอดเองได้อยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อผลกระทบกับตัวแม่แมวและลูกแมวค่ะ
(ลืมบอกนะคะว่า เรา x-ray ดูแล้ว ในท้องมีเพียงตัวเดียว เพิ่งท้องแรกค่ะ แม่แมวอายุ2ขวบ และหัวของลูกแมวก็เล็กกว่าเชิงกรานปากช่องคลอดด้วย เพราะฉะนั้น แม่แมวสามารถคลอดเองได้สบายมากเลย)
ผ่านไปหนึ่งวัน แม่แมวก็ยังไม่คลอด .. ทางเราจึงตกลงกับคุณหมอค่ะว่า ท่าทางไม่ค่อยดี พรุ่งนี้ก็จะผ่าคลอดค่ะ
แต่แล้วคืนนั้นเอง สักเวลาประมาณ5ทุ่มครึ่ง แม่แมวก็มีสัญญาณว่าจะคลอดค่ะ เขาพยายามเบ่ง คุณหมอจึงช่วยทำคลอด
แล้วก็เป็นไปตามคาดการณ์ค่ะ
ลูกแมวตายในท้อง จากสภาพตอนนั้นก็น่าจะตายในท้องอย่างน้อย2-3วันค่ะ
เรากับเพื่อนเรา และคุณหมอ เสียใจมากค่ะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ตอนนี้เพื่อนเราและเราไม่ยอมแล้วค่ะ ทางเราได้แจ้งไปกับทางสัตวแพทย์สภาและเตรียมดำเนินคดีแล้ว
เหตุการณ์แบบนี้สามารถแจ้งความเอาผิดได้นะคะ เพราะเราเสียหาย ทางเราไม่ได้อยากได้เงินหรืออะไร แต่
ต้องการให้ทางคลีนิคนั้นได้รับโทษในสิ่งที่พวกเขาทำค่ะ ในเมื่อประกอบอาชีพที่ต้องมีจรรยาบรรณสูง แต่กลับไม่มีให้เห็นเลยในจุดนี้ ทางเราเองไม่สามารถให้อภัยได้ค่ะ
***
รพ.สัตว์ นี้ ตั้งอยู่ที่ ซ.วิภาวดี 60 ***
พอค้นดูแล้ว มีแต่คนไม่พอใจกับการให้บริการค่ะ ซึ่งทางเราพลาดมากที่ไว้ใจเข้าไปใช้บริการที่นั่น
หากอยากทราบชื่อ รพ. ขอให้ทักมาหลังไมค์นะคะ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทางเรามีหลักฐานค่ะ แต่ไม่อยากเอาโพสไว้ .. แต่หลังไมค์ได้ค่ะ
ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ด้วยนะคะ สำหรับคนรักสัตว์ แม้ว่าเรามีความรู้น้อยกว่าหมอ แต่ก็อย่าได้เชื่อใจหมอทั้งหมด นะคะ
ตอนนี้ทางเราทุกคนได้รับบทเรียนกันแล้วค่ะ เสียใจมาก มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆนะคะ สำหรับคนที่รักสัตว์อย่างพวกเรา
ตอนนี้ต้องขอบคุณคุณหมอที่คลีนิคประจำที่เชียงใหม่ที่เราใช้บริการอยู่จริงๆค่ะ โชคดีที่ได้เจอคุณหมอดีๆ บริการดี น่ารักทั้งคลีนิคเลย
และ
หากท่านใดมีคำแนะนำสำหรับเรื่องนี้หรือมีความเห็นใด ฝากคอมเม้นไว้ได้เลยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
คนรักสัตว์ เจอการให้บริการจากโรงพยาบาลสัตว์แบบนี้ ผิดหวังมาก
ถ้าเราเล่าตกหล่น วกไปวนมา ก็ขออภัยด้วยเนอะ
ซึ่งประสบการณ์นี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเพื่อนของเราและตัวเราเอง ไม่ชักช้ารีรอละ ขออนุญาตเล่าเลยนะคะ
เรื่องมีอยู่ว่า ..
เพื่อนเรามีแมวอยู่สองตัว ซึ่งเพื่อนเป็นคนรักแมวมากๆ เหมือนกับเราค่ะ แต่เพื่อนมีความจำเป็นที่จะต้องยกแมวให้กับเรามาดูแล
เพื่อนอยู่ กทม. เราอยู่เชียงใหม่ เราเปิดร้านกาแฟเป็นคาเฟ่แมว และเหตุผลที่เพื่อนจำเป็นต้องมอบแมวให้เรา เพราะเพื่อนป่วยหนักจากการเลี้ยงแแมวค่ะ
เราสองคนจึงคุยและปรึกษากันถึงเรื่องการฉีดวัคซีน การเดินทางและการขนส่งข้าวของเครื่องใช้ของแมวกัน มาสักระยะหนึ่งก่อนหน้านี้แล้วค่ะ
และเพื่อนก็บอกว่าจะทำวัคซีนซ้ำให้แมวก่อนที่จะส่งแมวทางเครื่องบินให้เราตามกำหนดการณ์ที่เราคุยกัน แต่ทางเพื่อนกำลังสงสัยค่ะว่าแมวอาจจะท้อง
ก็เลยจะพาไปให้หมอตรวจก่อน ถ้าท้องจริงก็จะยังไม่ทำวัคซีนและจะเลื่อนกำหนดการณ์ส่งแมวขึ้นเครื่องบินจาก กทม. มา เชียงใหม่ค่ะ
เมื่อวันที่ 28 เมษายน (59) ที่ผ่านมา * ถ้าจำวันผิด อาจคลาดเคลื่อนไม่เกิน1วัน หน้า หลัง ค่ะ
เพื่อนของเรา ได้นำแมวสองตัวที่จะต้องฉีดวัคซีนรวมซ้ำประจำปี ไปพบสัตวแพทย์เพื่อปรึกษาและทำการต่อวัคซีน แต่ว่าเป็นคลีนิคที่ไม่เคยไป
เพราะคลีนิคประจำได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วค่ะ และเห็นว่าคลีนิคนี้อยู่ใกล้บ้าน จึงได้ตัดสินใจพาน้องแมวไปที่นี่แทน
แล้วเพื่อนได้นำสมุดวัคซีนประจำตัวของน้องแมวไปด้วย เพื่อประกอบการฉีดวัคซีนประจำปีครั้งนี้ค่ะ
เนื้อความก็มีอยู่ว่า ..
เพื่อนเรา #"ปีที่แล้ว น้องแมวฉีดวัคซีนครบหมดแล้ว แต่ดูกำหนดแล้วน่าจะถึงการฉีดวัคซีนรวมประจำปีรอบใหม่แล้ว และอยากถ่ายพยาธิแมวด้วยค่ะ"
แต่ ... เพื่อนเรากำลังสงสัยว่า "คล้ายว่าแมวตัวเมียกำลังจะตั้งท้อง อยากขอให้หมอตรวจดูก่อน เผื่อท้องก็จะได้ไม่ฉีดวัคซีนนะคะ"
*เพราะแมวท้องจะห้ามฉีดวัคซีนเด็ดขาด เนื่องจากจะส่งผลอันตรายต่อแม่แมวและชีวิตของลูกแมว
สิ่งที่หมอทำคือ #ไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น สั่งให้ผู้ช่วยอุ้มแมวเข้าไปในห้องตรวจ ผ่านไปสักสิบนาที ผู้ช่วยก็อุ้มแมวมาคืน บอกว่าเรียบร้อยแล้ว
และสักพักก็เดินหมุนตัวมากระชากแมวไปจากมือเพื่อนเรา พูดห้วนๆว่า "ลืมถ่ายพยาธิ" มือหนักมากด้วยนะคะ
หลังจากที่ป้อนยาถ่ายพยาธิแมวเสร็จก็เรียกเก็บค่ารักษาบริการ เป็นเงิน 1,200 บาท
#จึงถามไปว่า .. "ค่าอะไรคะ ทำไมแพงจังคะ ทุกทีฉีดวัคซีนซ้ำ สองตัว สุดๆละยังไม่เคยเกิดหนึ่งพันบาทรวมยาถ่ายพยาธิ"
หมอจึงออกมาตอบคำถามเองว่า .. # "แมวเกินกำหนดวัคซีนมาแล้ว ต้องเริ่มวัคซีนใหม่หมดเลย นี่ทำวัคซีนเข็มแรกให้ทั้งสองตัว พร้อมวัคซีนพิษสุนัขบ้า
และถ่ายพยาธิด้วย รวมออกมาเป็นราคานี้ค่ะ"
เพื่อนเรา #"หมอฉีดเริ่มใหม่ทำไมคะ (คือเกินมา1สัปดาน์เองนะ) นี่ที่เอาแมวมาส่งคืนรอบแรก คิดว่ากำลังตรวจอยู่ว่าแมวท้องจริงหรือเปล่า
แล้วค่อยออกมาบอก วิธีการหรือขั้นตอนการเริ่มวัคซีนใหม่ คือทางลูกค้าต้องได้ตัดสินใจรับการรักษาเองก่อนหรือเปล่าคะ"
หมอ #"ถ้าแมวเพิ่งท้องก็ตรวจไม่ได้ ตรวจไม่เห็นหรอก ที่หมอฉีดวัคซีนไปก็เพราะคิดว่าไม่น่าจะท้อง แค่หัวนมใหญ่ขึ้นและมีสีชมพูก็ไม่ใช่ว่าแมวจะท้องไปหมดค่ะ"
ได้ยินแบบนี้ก็อึ้งดิ่ หน้าชา ... คือแอบโมโหกับคำตอบที่ได้รับ
สิ่งที่เพื่อนเรากับเราคิด คือ .. เห้ย !!! เป็นหมอได้ไงวะ (หยาบคายนิดนึง ขอโทษนะคะ) คือการที่จะทำอะไรกับสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักของผู้อื่น
คือต้องแจ้งรายละเอียดกับเจ้าของก่อนรึเปล่า .. ทางเราก็แจ้งไปว่า สงสัยว่าแมวอาจจะท้อง เครื่องมือคุณหมอก็มีครบอยู่ตรงหน้า ก็ตรวจไปก่อนไม่ได้เลยเหรอ จะตรวจเจอหรือไม่เจอ เห็นหรือไม่เห็นก็อีกเรื่องนึง เพื่อนเราพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในสิ่งที่เราสบายใจอยู่แล้ว
แมวเราก็ไม่ได้ราคาถูกๆ (เปอร์เซียแท้กับสก็อตติชโฟล์ดขนยาวแท้) เรารักเราทุ่มเทอยู่แล้วอย่างดี
เพื่อนเราเสียความรู้สึกมาก จึงได้จ่ายเงินและพูดกลับไปว่า .. #"ขอสมุดวัคซีนเล่มเก่าของแมวคืนด้วยค่ะ"
หมอตอบกลับมาว่า .. #"เล่มเก่าไม่ต้องใช้แล้วค่ะ นี่เขียนเล่มใหม่ไปแล้ว เล่มเก่าหมอจะเก็บเอาไว้เอง"
คุณหมอผู้หญิงคนนี้ ท่าทางไม่ค่อยน่ารักค่ะ ทั้งกิริยา และน้ำเสียง เพื่อนเราไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เลย
จากนั้น .. เพื่อนเราก็พาน้องแมวกลับบ้านและแชทคุยกับเราค่ะ
ว่า .. #"หมอบอกว่าไม่ท้องนะ ทั้งที่ไม่ทันได้ตรวจก่อน อ้างว่าตรวจไม่เห็นหรอกถ้าเพิ่งท้องสัปดาน์แรกๆ"
ตอนนั้นเราฟังก็ยังแปลกใจที่ทำไมหมอถึงไม่ลองตรวจดูก่อน ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจกับคลีนิคนี้นิดหน่อย
และหลังจากนั้นเราก็ตกลงกันค่ะว่าจะส่งตัวน้องแมวกันเมื่อไหร่ ..
แต่เราทั้งคู่ ยิ่งคุยกัน ก็กังวลกันมากขึ้น เพื่อนเราร้อนใจ จึงได้กลับไปที่คลีนิคนั้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบหมอผู้หญิงคนนั้นแล้ว เพราะหมอเปลี่ยนเวรกันแล้วค่ะ
เพื่อนเราพบกับคุณหมอผู้ชายแทน ก็เลยเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง คุณหมอผู้ชายก็พูดจาดีมากค่ะ ตอบคำถามดีและกล่าวว่า ..
กำหนดวัคซีนครั้งถัดไปก็จะไม่คิดเงินเพื่อเป็นความสบายใจไม่ให้เพื่อนเรารู้สึกเคลือบแคลงใจว่าคลีนิคอยากได้แต่ค่าวัคซีน (แต่ยังไงเราก็ยังคิดแบบนั้นค่ะ)
และประเด็นคือ เราไม่สนใจของฟรีเลยนะคะ เราแค่ไม่พอใจกับสิ่งที่หมอผู้หญิงบริการเราค่ะ และอีกอย่าง เราก็ตั้งใจว่าจะไม่มาใช้บริการที่คลีนิคนี้อีกอยู่แล้ว
จากนั้น .. เพื่อนเราก็เลยขอสมุดวัคซีนเล่มเก่าคืน เพื่อที่จะได้มีประวัติน้องเก็บไว้ให้สมบูรณ์ หมอผู้ชายหาไม่เจอจึงได้โทรไปหาหมอผู้หญิง
คำตอบก็คือ .. หมอผู้หญิงเคลียร์เอกสารและทำลายทิ้งไปแล้ว คืออะไรล่ะคะ ?
วันที่ 30 เมษายน (59) คือวันส่งตัวน้องแมวค่ะ
ทางเราก็ไปรับน้องแมวมาตามปรกติ ตอนไปรับก็เห็นน้องมีอาการตกใจนิดนึง คงเพราะปัจจัยหลายๆอย่าง แต่สักพักก็หายกลัว
น้องแมวทั้งสองน่ารักมากๆค่ะ ปรับตัวเร็วมาก กินเก่งมาก จนผ่านไปสักสามสี่วัน ทางเราก็เริ่มเอ่ะใจ สังเกตุได้ว่าน้องแมวตัวเมียคล้ายจะกำลังท้องจริงๆ
จึงรีบพาไปพบคุณหมอที่คลีนิคประจำ เพราะเราเปิดค่าเฟ่แมว เราก็มีคลีนิคประจำอยู่แล้ว แถมคุณหมอที่นี่ก็เป็นเพื่อนเราอีกด้วยค่ะ
ปรากฏว่า .. แมวท้องจริงๆค่ะ และที่สำคัญคือ หมอบอกว่า #"อีกไม่เกิน1สัปดาน์ก็คงจะคลอดแน่ๆ"
เราก็ช็อคสิคะ เห้ย !!! แล้วที่คลีนิคที่กทม.นั่น หมอผู้หญิงคนนั้น คืออะไร ..
พอทางเพื่อนของเรา(เจ้าของแมว) รู้เรื่อง ก็รู้สึกไม่พอใจ เราเองก็ไม่พอใจค่ะ โกรธมากเลยนะ
เพื่อนเรากับคุณพ่อจึงได้กลับไปที่คลีนิคนั้นค่ะ ซึ่งหมอผู้หญิงคนนั้นก็อยู่เวรพอดี
คุณพ่อจึงได้ไปถามหมอว่า #"แมวท้องนี่ฉีดยาไม่ได้ใช่มั้ยครับ" ซึ่งหมอก็ตอบว่า "วัคซีนอื่นไม่สามารถฉีดได้ค่ะ ฉีดได้เพียงวัคซีนพิษสุนัขบ้า"
คุณพ่อจึงถามกลับไปว่า #"แล้วทำไมถึงฉีดให้แมวผมล่ะ" และเพื่อนเราก็แสดงตัว เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเพิ่งพาแมวมาฉีดยาเมื่อสัปดาน์ที่แล้ว
และส่งแมวไปเชียงใหม่ หมอที่เชียงใหม่บอกว่าแมวท้องใกล้คลอดแล้ว ..
คุณพ่อจึงถามว่า .. #"ถ้าแมวเป็นอะไรไป หมอที่นี่จะรับผิดชอบยังไง" คำตอบที่ได้รับกลับมาช็อคมากค่ะ คือ #"คลีนิคไม่รับผิดชอบค่ะ ถ้าไม่พอใจก็ย้ายคลีนิคไปค่ะ"
คุณพ่อจึงบอกไปว่า .. #"ถ้าแมวผมเป็นอะไรไป ผมเอาเรื่องได้นะครับ" แล้วคุณพ่อกับเพื่อนเราก็ออกมาจากที่นั่น โดยเพื่อนเราร้องไห้มาตลอดทางที่กลับบ้าน
หมอที่เชียงใหม่ .. บอกกับเราตรงๆเลยค่ะว่า ลูกแมวในท้องอาจจะได้รับผลกระทบแน่นอนค่ะ ไม่มากก็น้อย
ลูกแมวอาจจะหยุดการเจริญเติบโต หรืออาจจะตายในท้อง หรืออาจจะคลอดออกมาแล้วก็มาตายข้างนอก หรือคลอดออกมาเลี้ยงจนโตได้แต่ก็ไม่แข็งเรง
คือ .. ยังไงก็เสี่ยงทุกทาง ทางที่ไม่ดีทั้งนั้น
ทางเราก็เลยเตรียมการณ์รับมือค่ะ พยายามทำใจกันแล้ว แต่ก็ยังแอบลุ้นขอให้แม่แมวและลูกแมวปลอดภัย
หลังจากนั้นแค่3วัน .. แมวเราก็มีสัญญาณว่าจะคลอดลูกแล้วหล่ะค่ะ
เราจึงรีบพาแมวไปที่คลีนิค แต่ปากมดลูกแมวยังไม่เปิด รอเป็นวันก็ยังไม่เปิด คุณหมอก็เลยยังไม่ฉีดยาเร่งคลอด
คุณหมอประจำของเราที่นี่ น่ารักมากค่ะ พยายามจะช่วยเหลือแมวโดยวิธีธรรมชาติที่สุด จะพยายามไม่ฉีดยาเร่งและผ่าคลอดเลย ถ้าแมวยังสามารถคลอดเองได้อยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อผลกระทบกับตัวแม่แมวและลูกแมวค่ะ
(ลืมบอกนะคะว่า เรา x-ray ดูแล้ว ในท้องมีเพียงตัวเดียว เพิ่งท้องแรกค่ะ แม่แมวอายุ2ขวบ และหัวของลูกแมวก็เล็กกว่าเชิงกรานปากช่องคลอดด้วย เพราะฉะนั้น แม่แมวสามารถคลอดเองได้สบายมากเลย)
ผ่านไปหนึ่งวัน แม่แมวก็ยังไม่คลอด .. ทางเราจึงตกลงกับคุณหมอค่ะว่า ท่าทางไม่ค่อยดี พรุ่งนี้ก็จะผ่าคลอดค่ะ
แต่แล้วคืนนั้นเอง สักเวลาประมาณ5ทุ่มครึ่ง แม่แมวก็มีสัญญาณว่าจะคลอดค่ะ เขาพยายามเบ่ง คุณหมอจึงช่วยทำคลอด
แล้วก็เป็นไปตามคาดการณ์ค่ะ ลูกแมวตายในท้อง จากสภาพตอนนั้นก็น่าจะตายในท้องอย่างน้อย2-3วันค่ะ
เรากับเพื่อนเรา และคุณหมอ เสียใจมากค่ะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ตอนนี้เพื่อนเราและเราไม่ยอมแล้วค่ะ ทางเราได้แจ้งไปกับทางสัตวแพทย์สภาและเตรียมดำเนินคดีแล้ว
เหตุการณ์แบบนี้สามารถแจ้งความเอาผิดได้นะคะ เพราะเราเสียหาย ทางเราไม่ได้อยากได้เงินหรืออะไร แต่ต้องการให้ทางคลีนิคนั้นได้รับโทษในสิ่งที่พวกเขาทำค่ะ ในเมื่อประกอบอาชีพที่ต้องมีจรรยาบรรณสูง แต่กลับไม่มีให้เห็นเลยในจุดนี้ ทางเราเองไม่สามารถให้อภัยได้ค่ะ
*** รพ.สัตว์ นี้ ตั้งอยู่ที่ ซ.วิภาวดี 60 ***
พอค้นดูแล้ว มีแต่คนไม่พอใจกับการให้บริการค่ะ ซึ่งทางเราพลาดมากที่ไว้ใจเข้าไปใช้บริการที่นั่น
หากอยากทราบชื่อ รพ. ขอให้ทักมาหลังไมค์นะคะ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทางเรามีหลักฐานค่ะ แต่ไม่อยากเอาโพสไว้ .. แต่หลังไมค์ได้ค่ะ
ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ด้วยนะคะ สำหรับคนรักสัตว์ แม้ว่าเรามีความรู้น้อยกว่าหมอ แต่ก็อย่าได้เชื่อใจหมอทั้งหมด นะคะ
ตอนนี้ทางเราทุกคนได้รับบทเรียนกันแล้วค่ะ เสียใจมาก มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆนะคะ สำหรับคนที่รักสัตว์อย่างพวกเรา
ตอนนี้ต้องขอบคุณคุณหมอที่คลีนิคประจำที่เชียงใหม่ที่เราใช้บริการอยู่จริงๆค่ะ โชคดีที่ได้เจอคุณหมอดีๆ บริการดี น่ารักทั้งคลีนิคเลย
และหากท่านใดมีคำแนะนำสำหรับเรื่องนี้หรือมีความเห็นใด ฝากคอมเม้นไว้ได้เลยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ