สืบเนื่องมาจากเห็นภาพที่แชร์กันมาให้ทางไลน์ตอนนี้
หลายคนอ่านอาจจะซึ้งใจน้ำตาไหลพรากนะคะ แต่ไม่มีใครทักท้วงความจริงหนึ่งในสังคมเลยเหรอว่าทุกวันนี้เราเดินเข้าร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าด้วยความตั้งใจจะไปหาซื้อจริงๆแล้วต้องพบเจอคนจำพวกนี้นั่งอยู่ตามทางเดินขนาดไหน
จขกท.กลับไทยไปทีไรทั้งที่อยากซื้อหนังสือมากแต่บางร้านถ้าเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงเลยค่ะ ทั้งที่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราที่ตั้งใจจะไปซื้อหนังสือจริงๆกลับไปอย่างที่ควรถึงต้องมาคอยเกรงใจกลุ่มคนที่นั่งอ่านอยู่ตามพื้นเหมือนแยกร้านหนังสือกับห้องสมุดไม่ออก
ซึ่งเราก็เจอมาหลายวัย ทั้งมุมหนังสือเด็ก นิยายวัยรุ่นที่พ่อแม่ก็อยู่ไม่ไกลนั่นแหละวางข้าววางของถอดรองเท้าจงใจให้ลูกนั่งอ่านตากแอร์ในร้านในพอใจ
ต้นทุนที่แตกต่างกันของคนมันใช่ข้ออ้างสำหรับกรณีนี้เหรอคะ คนทำอาหารไม่เป็นแต่อยากเปิดร้านอาหาร ไม่ใช้แหล่งช้อมูลฟรีอย่างอินเตอร์เน็ตก็สามารถไปนั่งจดสูตรจากหนังสือบนชั้นขายตามร้านได้สบายใจอย่างนั้นเหรอคะ
จขกทเองก็มีบ้างที่ยืนเปิดอ่านบ้างอย่างมากหนึ่งหน้าพอให้รู้เรื่องราวในหนังสือกับปกหลัง บอกเลยว่าเคยถึงจุดที่จะร้องไห้กลางร้านด้วยความที่เราบินไปไทยจากประเทศที่เขาไม่ทำแบบนี้กัน ไปเจอภาพนั้นมันสลดใจจริงๆค่ะว่าเราคงช่วยอะไรประเทศเราไม่ได้แล้วใช่ไหม
อยากจะสะกิดบอกขอให้ลุกก็ทำได้แค่เถิบๆไปที่อื่นแล้วก็นั่งสร้างแลนด์มาร์กกันต่อไป
เราไม่อยากให้กระทู้นี้เป็นการดูถูกใคร แต่ถึงคุณจะบอกว่าต้นทุนคุณไม่มีเท่าคนอื่นแต่คุณเอาสิทธิ์อะไรมาเอาเปรียบคนอื่นแบบนี้คะ คุณเอาเปรียบนักเขียน เอาเปรียบผู้ใช้บริการคนอื่น พนักงานในร้านที่ต้องมารับแรงกดดันจากลูกค้าคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง
นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราเสียความรู้สึกกับประเทศนี้มาก แต่ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันหนึ่งเรื่องแบบนี้มันจะลดลง คงไม่ต้องถึงขั้นในแพคปิดหนังสือไปหมดนะคะ แต่หวังว่าจะแสดงความเจริญมากกว่านี้บ้าง
สังคมไทยชอบเนื้อเรื่องเศร้าซึ้งน่าสงสาร แต่อย่าลืมได้ไหมคะว่าฐานะไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อการเอาเปรียบคนอื่นเลยไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม
คนรอบตัวหรือแม้แต่พ่อแม่เราบางทีก็เผลอทำแบบนี้หรือตัวเราเองก็เด็กก็เคยมองแล้วรู้สึกว่าคนอื่นเขาก็ทำ แลัเราดีใจที่เราคิดได้และเริ่มขอให้คนอื่นๆในครอบครัวหยุดการเอาเปรียบแบบนี้ยิ่งกับของมีลิขสิทธิ์แบบนี้หรืออย่างอื่นๆด้วย นี่ไม่ใช่การพูดให้ตัวเองดีขณะกดคนอื่นลงแล้วเอามาฟ้องในเน็ตนะคะ แต่เราคิดทบทวนแล้วว่ามันควรหรือไม่ควรกับการที่นั่งอ่านหนังสือฟรีๆไม่สนใจใครกลางร้านกันแบบนั้น หวังว่ากระทู้นี้จะสะกิดจุดเล็กๆให้หลายคนที่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็ทำไปแล้วให้กลับมามองนึกถึงใจคนเขียน คนใช้บริการคนอื่นๆด้วยนะคะ
ต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่ากันไม่น่าใช้เป็นข้ออ้างแสดงความต่างของจิตสำนึกนะคะ
หลายคนอ่านอาจจะซึ้งใจน้ำตาไหลพรากนะคะ แต่ไม่มีใครทักท้วงความจริงหนึ่งในสังคมเลยเหรอว่าทุกวันนี้เราเดินเข้าร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าด้วยความตั้งใจจะไปหาซื้อจริงๆแล้วต้องพบเจอคนจำพวกนี้นั่งอยู่ตามทางเดินขนาดไหน
จขกท.กลับไทยไปทีไรทั้งที่อยากซื้อหนังสือมากแต่บางร้านถ้าเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงเลยค่ะ ทั้งที่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราที่ตั้งใจจะไปซื้อหนังสือจริงๆกลับไปอย่างที่ควรถึงต้องมาคอยเกรงใจกลุ่มคนที่นั่งอ่านอยู่ตามพื้นเหมือนแยกร้านหนังสือกับห้องสมุดไม่ออก
ซึ่งเราก็เจอมาหลายวัย ทั้งมุมหนังสือเด็ก นิยายวัยรุ่นที่พ่อแม่ก็อยู่ไม่ไกลนั่นแหละวางข้าววางของถอดรองเท้าจงใจให้ลูกนั่งอ่านตากแอร์ในร้านในพอใจ
ต้นทุนที่แตกต่างกันของคนมันใช่ข้ออ้างสำหรับกรณีนี้เหรอคะ คนทำอาหารไม่เป็นแต่อยากเปิดร้านอาหาร ไม่ใช้แหล่งช้อมูลฟรีอย่างอินเตอร์เน็ตก็สามารถไปนั่งจดสูตรจากหนังสือบนชั้นขายตามร้านได้สบายใจอย่างนั้นเหรอคะ
จขกทเองก็มีบ้างที่ยืนเปิดอ่านบ้างอย่างมากหนึ่งหน้าพอให้รู้เรื่องราวในหนังสือกับปกหลัง บอกเลยว่าเคยถึงจุดที่จะร้องไห้กลางร้านด้วยความที่เราบินไปไทยจากประเทศที่เขาไม่ทำแบบนี้กัน ไปเจอภาพนั้นมันสลดใจจริงๆค่ะว่าเราคงช่วยอะไรประเทศเราไม่ได้แล้วใช่ไหม
อยากจะสะกิดบอกขอให้ลุกก็ทำได้แค่เถิบๆไปที่อื่นแล้วก็นั่งสร้างแลนด์มาร์กกันต่อไป
เราไม่อยากให้กระทู้นี้เป็นการดูถูกใคร แต่ถึงคุณจะบอกว่าต้นทุนคุณไม่มีเท่าคนอื่นแต่คุณเอาสิทธิ์อะไรมาเอาเปรียบคนอื่นแบบนี้คะ คุณเอาเปรียบนักเขียน เอาเปรียบผู้ใช้บริการคนอื่น พนักงานในร้านที่ต้องมารับแรงกดดันจากลูกค้าคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง
นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราเสียความรู้สึกกับประเทศนี้มาก แต่ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันหนึ่งเรื่องแบบนี้มันจะลดลง คงไม่ต้องถึงขั้นในแพคปิดหนังสือไปหมดนะคะ แต่หวังว่าจะแสดงความเจริญมากกว่านี้บ้าง
สังคมไทยชอบเนื้อเรื่องเศร้าซึ้งน่าสงสาร แต่อย่าลืมได้ไหมคะว่าฐานะไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อการเอาเปรียบคนอื่นเลยไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม
คนรอบตัวหรือแม้แต่พ่อแม่เราบางทีก็เผลอทำแบบนี้หรือตัวเราเองก็เด็กก็เคยมองแล้วรู้สึกว่าคนอื่นเขาก็ทำ แลัเราดีใจที่เราคิดได้และเริ่มขอให้คนอื่นๆในครอบครัวหยุดการเอาเปรียบแบบนี้ยิ่งกับของมีลิขสิทธิ์แบบนี้หรืออย่างอื่นๆด้วย นี่ไม่ใช่การพูดให้ตัวเองดีขณะกดคนอื่นลงแล้วเอามาฟ้องในเน็ตนะคะ แต่เราคิดทบทวนแล้วว่ามันควรหรือไม่ควรกับการที่นั่งอ่านหนังสือฟรีๆไม่สนใจใครกลางร้านกันแบบนั้น หวังว่ากระทู้นี้จะสะกิดจุดเล็กๆให้หลายคนที่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็ทำไปแล้วให้กลับมามองนึกถึงใจคนเขียน คนใช้บริการคนอื่นๆด้วยนะคะ