จริงๆแล้วเหตุมันเกิดนานแล้วหละ จนแทบจะไม่อยากคิดถึงมัน แต่ว่าวันนี้อยากจะลองแชร์ประสบการณ์ครับ
ตอนนั้นผมเป็นหมอที่ตรวจคนไข้ประกันสังคมของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งครับ มีคนไข้ผู้ชายคนหนึ่งมาตรวจด้วยเรื่องอะไรสักอย่างผมก็จำไม่ได้แล้ว แล้วคนไข้ขอส่งตรวจอะไรบางอย่างที่ไม่จำเป็น ผมก็ปฏิเสธไป กลายเป็นว่าการคุยกันหลังจากนั้นมันเป็นการคุยที่คุกรุ่นไปเลย แบบออกแนวก้าวร้าวไปเลย โดยคนไข้เริ่มขึ้นเสียงดังขึ้น ส่วนผมก็ยังคงยืนกรานไม่ส่งตรวจให้เหมือนเดิม ในเรื่องการส่งตรวจทางการแพทย์ ถ้าหากว่ามันมีข้อบ่งชี้เมื่อไหร่ผมก็พร้อมจะส่งตรวจให้นะครับ ต่อให้เป็นกรณีที่คนไข้ไม่อยากจะตรวจแต่ผมก็จะต้องยืนยันส่งตรวจให้อยู่ดี แต่กับรายนี้ผมก็ยืนกรานไม่ตรวจให้เค้าอย่างเดียว
คุยกันไปคุยกันมา เค้ายกเท้าขึ้นวางบนโต๊ะเลยครับ ประมาณว่า เค้ายกขึ้นแล้วก็บอกว่าหมอดูตรงข้อเท้าผมตรงนี้เห็นเปล่ามีแผลเป็นอยู่ แล้วก็พูดเรื่องแผลเป็นนั้นว่าเป็นจากการรักษาอะไรผมจำไม่ได้แล้ว คือมันก็ต้องเป็นแผลเป็นอะไรนี่อยู่แล้วมังครับ แต่คงต้องการโชว์เพาเว่อร์ว่าสามารถยกเท้ามาวางบนโต๊ะให้คนอื่นเห็นมากกว่า
ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นผมทนได้อย่างไร คือเหมือนว่าจะมีพี่พยาบาลคนหนึ่งเค้าดึงตัวผมไว้ด้วยตอนที่ปราดเข้าไปหาคนไข้ แบบตอนนั้นนึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าพี่พยาบาลเค้าไม่ดึงไว้จะเกิดการนองเลือดอะไรกันหรือเปล่า
หมายเหตุ คนไข้คนนี้เคยตบตีภรรยามารับการรักษาตอนตีสองตีสามด้วยหนะครับ
พยายามจะลืมๆเรื่องนี้ไปแต่ก็ลืมไม่ได้สักที อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผมย้ายโรงพยาบาลมาตรวจคนไข้ที่ไม่ใช่ประกันสังคมแล้วหนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกให้คนไข้ประกันสังคมรู้ก็คือ บางทีคนไข้จะชอบไปบ่นในกระทู้ต่างๆว่าจ่ายเงินให้ประกันสังคมตั้งเยอะ ก็จะบอกต่อให้อีกทีนะครับว่าเงินที่จ่ายไปไปเข้ากับระบบประกันสังคม แต่ประกันสังคมมีการจ่ายค่าหัวมาให้ที่โรงพยาบาลแค่ปีละไม่กี่ตังค์เองนะครับ เท่าที่ทราบจะประมาณพันกว่าบาทหรือไงนี่แหละครับ แต่เค้าจะมีการจ่ายเพิ่มให้เมื่อคนไข้แอดมิท คนไข้ท้อง คนไข้ออกจากงาน ฯลฯ แต่สรุปง่ายๆว่าการบริหารระบบประกันสังคมในโรงพยาบาลก็ไม่ต่างจากระบบสามสิบบาทหรอกครับคือได้งบประมาณมาตามรายหัวแบบจำกัดครับ
เล่าให้ฟังว่าโดนคนไข้ยกเท้าขึ้นวางบนโต๊ะครับ
ตอนนั้นผมเป็นหมอที่ตรวจคนไข้ประกันสังคมของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งครับ มีคนไข้ผู้ชายคนหนึ่งมาตรวจด้วยเรื่องอะไรสักอย่างผมก็จำไม่ได้แล้ว แล้วคนไข้ขอส่งตรวจอะไรบางอย่างที่ไม่จำเป็น ผมก็ปฏิเสธไป กลายเป็นว่าการคุยกันหลังจากนั้นมันเป็นการคุยที่คุกรุ่นไปเลย แบบออกแนวก้าวร้าวไปเลย โดยคนไข้เริ่มขึ้นเสียงดังขึ้น ส่วนผมก็ยังคงยืนกรานไม่ส่งตรวจให้เหมือนเดิม ในเรื่องการส่งตรวจทางการแพทย์ ถ้าหากว่ามันมีข้อบ่งชี้เมื่อไหร่ผมก็พร้อมจะส่งตรวจให้นะครับ ต่อให้เป็นกรณีที่คนไข้ไม่อยากจะตรวจแต่ผมก็จะต้องยืนยันส่งตรวจให้อยู่ดี แต่กับรายนี้ผมก็ยืนกรานไม่ตรวจให้เค้าอย่างเดียว
คุยกันไปคุยกันมา เค้ายกเท้าขึ้นวางบนโต๊ะเลยครับ ประมาณว่า เค้ายกขึ้นแล้วก็บอกว่าหมอดูตรงข้อเท้าผมตรงนี้เห็นเปล่ามีแผลเป็นอยู่ แล้วก็พูดเรื่องแผลเป็นนั้นว่าเป็นจากการรักษาอะไรผมจำไม่ได้แล้ว คือมันก็ต้องเป็นแผลเป็นอะไรนี่อยู่แล้วมังครับ แต่คงต้องการโชว์เพาเว่อร์ว่าสามารถยกเท้ามาวางบนโต๊ะให้คนอื่นเห็นมากกว่า
ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นผมทนได้อย่างไร คือเหมือนว่าจะมีพี่พยาบาลคนหนึ่งเค้าดึงตัวผมไว้ด้วยตอนที่ปราดเข้าไปหาคนไข้ แบบตอนนั้นนึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าพี่พยาบาลเค้าไม่ดึงไว้จะเกิดการนองเลือดอะไรกันหรือเปล่า
หมายเหตุ คนไข้คนนี้เคยตบตีภรรยามารับการรักษาตอนตีสองตีสามด้วยหนะครับ
พยายามจะลืมๆเรื่องนี้ไปแต่ก็ลืมไม่ได้สักที อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผมย้ายโรงพยาบาลมาตรวจคนไข้ที่ไม่ใช่ประกันสังคมแล้วหนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกให้คนไข้ประกันสังคมรู้ก็คือ บางทีคนไข้จะชอบไปบ่นในกระทู้ต่างๆว่าจ่ายเงินให้ประกันสังคมตั้งเยอะ ก็จะบอกต่อให้อีกทีนะครับว่าเงินที่จ่ายไปไปเข้ากับระบบประกันสังคม แต่ประกันสังคมมีการจ่ายค่าหัวมาให้ที่โรงพยาบาลแค่ปีละไม่กี่ตังค์เองนะครับ เท่าที่ทราบจะประมาณพันกว่าบาทหรือไงนี่แหละครับ แต่เค้าจะมีการจ่ายเพิ่มให้เมื่อคนไข้แอดมิท คนไข้ท้อง คนไข้ออกจากงาน ฯลฯ แต่สรุปง่ายๆว่าการบริหารระบบประกันสังคมในโรงพยาบาลก็ไม่ต่างจากระบบสามสิบบาทหรอกครับคือได้งบประมาณมาตามรายหัวแบบจำกัดครับ