[SPOIL] “รุ้งสีเทา” บทสรุปและข้อคิดที่ได้ผ่านมุมมองคนดู


หนึ่งภาพใช้เวลาถ่าย 1 วินาที
แต่ 1 ภาพถ่ายอาจจะมีความหมายต่อหนึ่งชีวิต
“ ชั่วนิรันดร์ ”

            ประโยคดังกล่าวเป็นคำพูดเปิดตอนของทุกตอน ผ่านน้ำเสียงของพอร์ช ซึ่งแสดงถึงแก่นหลักของเรื่องที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อ และเป็นการแสดงถึงมุมมองของเรื่องที่ผ่านมุมมองหลักของพอร์ช  
            ตั้งแต่เปิดตอนแรกมาจนถึงตอนจบ เราได้ติดตามเนื้อหาและอารมณ์หลากหลายของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า ความแค้น ความทุกข์
แต่เหนือสิ่งอื่นใด อารมณ์ที่เด่นชัดที่สุดของเรื่อง คงจะไม่พ้น “ความหวัง” และ “ความผิดหวัง” นั่นเอง
           ทั้งนี้เราจะขอระบายความคิดของเราที่ดูอยู่ในหัวตามความรู้สึกเรานะคะ เชื่อว่าคนอื่นๆก็เป็นเหมือนเรา คือ สตันกับตอนจบ บ้างก็ว่าดี บ้างก็ว่าไม่ดี บ้างก็ว่าละครเพศที่สามก็คงไม่พ้นลงเอยแบบนี้เสียส่วนใหญ่ บ้างก็ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้เราเห็นด้วยกับทุกๆความคิดเห็นและจากที่เราไล่อ่านมาสักพักนึงเ ราเลยอยากออกมาแสดงความคิดเห็นบ้างตามประสาคนชอบดูหนังดูซีรีย์  แนะนำว่าให้ดูให้จบก่อนจะได้ไม่งงที่เราพูดนะ 5555555 อีกทั้งพึ่งเคยตั้งกระทู้พันทิปเป็นครั้งแรกมีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยเนอะ

1.    ช่วง ‘เวลา’ ของ เหนือ และพอร์ช
             ตั้งแต่ EP.1 จนถึง EP.3 เราได้รู้เรื่องราวความรักของเหนือและพอร์ชตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนใกล้มาถึงจุดสูงสุดของชีวิตคู่ของทั้งสอง ซึ่งจากทีเซอร์ EP.4 ก็ปลายๆไว้แล้วก็คือ “การแต่งงาน” ตัวละครทั้งสองได้ผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมายจนกระทั่งความสัมพันธ์ของทั้งสองดำเนินมาเรื่อยๆจนใกล้ถึงบทสรุป ตัวเรื่องได้แสดงถึงการฝันฝ่าเวลาของทั้งคู่ ทั้งในช่วงเวลาที่ลำบากในการยอมรับของสังคมคนรอบข้าง ช่วงเวลาที่ผ่านทุกข์สุขมาด้วยกัน ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจและความสับสน ความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้พาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไปสู่จุดเริ่มต้นของ “ความรัก” ที่มีค่าให้กันและกัน
    

    
เปิดเรื่องมาตอนแรก พอร์ชให้ของขวัญเหนือเป็นนาฬิกา เสมือนการให้เวลาและการเอาใจใส่แก่อีกฝ่าย


2.    “ไอซ์”
            ช่วงแรกของเรื่อง ตัวเรื่องได้นำเสนอมุมมองของพอร์ชที่มีต่อเหนือในเชิงของการแอบชอบ และอยู่กับ “ความหวัง” ในทุกๆการกระทำของพอร์ชได้แสดงความรู้สึกที่ตนมีออกมา แต่ในขณะเดียวกันด้วยข้อจำกัดเรื่องเพศ ซึ่งตนก็รู้ดีกว่าใครถึงสถานะทางสังคมของความรักของตน พอร์ชจึงได้พบเพื่อนที่เข้าใจเขามากที่สุด ซึ่งในที่นี้ก็คือ ‘ไอซ์’ ซึ่งเป็นตัวตนที่พอร์ชพูดคุยเวลาต้องอยู่คนเดียว ไอซ์เปรียบเสมือนตัวแทนของจิตใต้สำนึกของพอร์ชมักพูดตรงข้ามในสิ่งที่พอร์ชแสดง แต่ก็เป็นสิ่งที่อยู่ภายในใจของพอร์ชเช่นกัน ทั้งสองจึงเข้าใจกันและกันและปรับความเข้าใจกันถึง ‘สิ่งที่ต้องทำ’(ตัวตนของพอร์ช) และ ‘สิ่งที่อยากทำ’(ตัวตนของไอซ์) จนในตอนจบที่ไอซ์หายไปหมายถึงตัวตนของทั้งสองได้เข้าใจกันและกันเป็นอย่างดีจนไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกความถูกต้องและความอยาก แต่เลือกทำในสิ่งที่ตนมีความสุขต่อไป

จากในฉากไอซ์บอกอยากกินร้านนี้ ในขณะที่พอร์ชไม่อยาก แสดงถึงจิตใต้สำนึกของพอร์ชที่อยากกินร้านนี้เพื่อใกล้ชิดเหนือ


3.    จุดสิ้นสุด
            ในฉากแต่งงานตอนท้ายที่มีการถ่ายรูปหมู่ พอร์ชได้ยกนิ้วมือขึ้นมาดีด เป็นเชิงสัญลักษณ์ถึงการคั่นจังหวะเรื่องราวที่ดำเนินด้วยความรู้สึกของเขา พอร์ชได้เลือกหันไปกอดเหนือ เก็บเกี่ยวเวลาที่ตนปรารถนาจะอยู่กับเหนือที่มีชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะอย่างนั้นพอร์ชก็เปลี่ยนตอนจบของเรื่องราวที่เหนือตายไม่ได้ (แน่หละก็เรื่องเขียนมางี้) จึงได้แต่ทำใจและปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปถึงตอนจบที่เหนือตายไป การที่พอร์ชยืนอยู่มองเหนือตายไปเสมือนเป็นการแบ่งแยกตัวตนของเรื่องราวที่ดำเนินและผู้เล่า(พอร์ช)ที่เริ่มแยกออกจากกัน เสมือนพอร์ชกลับมาอยู่ความจริงที่ว่าเหนือตายแล้วในที่สุด

พอร์ชกอดเหนือในความทรงจำด้วยความรู้สึกสุดท้ายด้วยความที่รู้ว่าจะไม่ได้พบกันอีก


4.    ชีวิตที่ดำเนินต่อ
            ภายหลังจากที่เรื่องเฉลยว่าทั้งคู่แต่งงานกันและจากนั้นเหนือตายไปแล้ว (ตอนไหนก็ไม่รู้อีกแหละอาจไม่ใช่ตอนแต่งงานแต่ฉากเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าจากนั้นเหนือตายก็ได้ เพราะมีฉากที่ทุกคนใส่ชุดดำมามองศพเหนือที่ลานพิธีแต่งงานด้วย) ตัวเรื่องไม่ได้โฟกัสที่ความตายของเหนือ แต่โฟกัสถึงชีวิตที่ดำเนินต่อไปของพอร์ชที่จะคงดำเนินต่อไป จากในอดีตที่เวลาพอร์ชต้องอยู่ตัวคนเดียว ก็จะมีไอซ์โผล่มาคุยด้วยเรื่อยๆแต่จากนี้ฉากที่พอร์ชบอกลาไอซ์ว่าคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว หมายถึงพอร์ชยอมรับความเศร้าและความเหงาของตน แล้วเติมเต็มด้วยตัวตนของเหนือที่อยู่ในความทรงจำของเขาและความรักของเขาและเหนือที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป ตามสัญญาของทั้งสองคน

พอร์ชให้สัญญาเหนือถึงความรักของทั้งสองที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไปและสัญญาว่าจะดูแลปางช้างและแตงอ่อนให้ดี พร้อมกันนั้น เหนือก็จะคอยอยู่ข้างๆเขาเป็นความทรงจำผ่านรูปถ่ายตลอดไป


             สิ่งที่ได้รับจากเรื่องหลักๆเลยก็คือ ตัวเรื่องต้องการจะโฟกัสที่ความเปลี่ยนแปลง ทั้งเวลา ความรู้สึก รวมไปถึงสิ่งต่างๆที่ต้องเปลี่ยนไป ตั้งแต่แอบชอบกัน อกหัก เป็นแฟน แต่งงาน จนกระทั่งพอร์ชต้องกลับมาอยู่เดียวดายแต่ทั้งนี้ตัวเรื่องก็ยังนำเสนอความเปลี่ยนแปลงของพอร์ชที่ผ่านความรักมา ตัวตนของไอซ์ที่หายไปยามอยู่คนเดียวกลับแทนที่ด้วยเหนือที่มีแต่รอยยิ้มและความสุข ทั้งๆที่ความจริงพอร์ชก็อยู่คนเดียวเหมือนเดิม แต่เหนือก็ได้เปลี่ยนชีวิตของพอร์ชไปชั่วนิรันดร์
        
             ทั้งนี้ในส่วนของประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะสาเหตุการตายของพอร์ช เจนต่อจากตอนเข้า ICU ที่เป็นที่ถกเถียงกันต่างๆนานา การยอมรับของเพศที่สาม ถึงแม้บางอย่างอาจจะดูไม่มีบทสรุปที่แน่นอน อีกทั้งการรีบเร่งของเนื้อเรื่องตอนท้ายอาจทำให้คนดูงงไปบ้างในแง่ของตรรกะและเหตุผล แต่สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ชัดเจนคือ “ความรู้สึกของพอร์ชที่มีต่อเหนือ” ว่ามันมีคุณค่าแค่ไหน ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เรารู้สึก เออพอละไม่ได้ต้องการเหตุผลขนาดนั้นแค่เข้าใจและจบแบบสู่บทสรุปของมันก็โอเค เพียงแต่การรีบเร่งดำเนินเรื่องเช่นนี้ ด้วยข้อจำกัดทั้งจำนวนตอน เวลาออนแอร์ ทำให้ผกกต้องเลือกแต่ประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอมาถ่ายทอด ทำให้อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดบางอย่างไปบ้าง
             เช่น เหนือตายเพราะอะไร(เออตายเพราะอะไรไม่รู้แต่ก็ตายไปแล้วนิเนอะ มีสาเหตุมามันก็ไม่มีเหตุผลรองรับว่าต้องการจะสื่ออะไรถึงให้ตายแบบนี้) คือจริงๆเราเข้าใจแหละว่ามันก็ควรใส่ แต่ด้วยข้อจำกัดข้างต้นเลยอาจต้องทำใจจำกัดเนื้อหาตอนเขียนบทไป (เราก็เขียนบทเรารู้ว่าตอนจบมันยากมากกกกก เราว่าผกกทำให้เข้าใจขนาดนี้ก็เก่งมากแล้วค่ะ//ลุกขึ้นปรบมือ) หรือ ความเป็นอยุ่ของเจนที่ไม่ได้กล่าวถึง(แต่คาดว่าน่าจะตายเพราะสุดท้ายแตงอ่อนก็มาอยู่กับพอร์ช) ซึ่งบทความตายของเหนือก็ทำให้พอร์ชไม่ต้องลำบากใจเรื่องพ่อสองคนเหมือนที่คุยกับเหนือไว้กลางๆตอน หรือกระทั่งเหนือเป็นเด็กรับมาเลี้ยงก็สะท้อนถึงความเข้าใจของเหนือที่มีต่อแตงอ่อน ด้วยความที่ตนเป็นเด็กรับมาเลี้ยงเหมือนกันตนเลยเข้าใจแตงอ่อนเลยรับแตงอ่อนมาเลี้ยงและรักแตงอ่อนเฉกเช่นลูกของตนเช่นกัน  (ซึ่งเราว่าประเด็นนี้ดีมากๆแต่อาจจะไม่ค่อนเด่นนักในเรื่อง)
            
            สุดท้ายเราอยากขอขอบคุณทีมงาน ผกก และนักแสดงมากที่ให้ข้อคิดอะไรหลายๆอย่าง แม้จะมีข้อบกพร่องในการถ่ายทอดบ้าง แต่ก็ให้ความเข้าใจในเรื่องราวแก่ผู้ชมที่ดี ตัวเรื่องหวานแบบเรื่องรัก แต่ไม่เลี่ยน มีความขมของชีวิต เป็นอาหารชั้นเลิศแก่ผู้เสพติดหนังอย่างเราค่ะ 55555555555555
            ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาดูเราระบายค่ะ มีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะคะ

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่