*กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพื่อเตือนสติผู้ขับขี่รถทุกชนิด ให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท มีสติในการใช้รถตลอดเวลา
**กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพื่อเตือนผู้ใช้ยานพาหนะทุกชนิด ที่เดินทางผ่านเส้นเลี่ยงเมืองลำปาง-เชียงใหม่ เมื่อเดินทางผ่านจุดดังกล่าวให้ชะลอความเร็ว
และระวังรถที่มากลับรถตรงบริเวณนั้น
จขกท.ขอใช้คำว่า "เตือนภัย" เพราะกรณีที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นความประมาทของผู้ใช้รถบางคน ซึ่งการกระทำนั้นคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้
เหตุเกิดกับ จขกท.เมื่อวันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 เวลา 15.50 น. จุดเกิดเหตุ ทางหลวงหมายเลข 11 ถนนเลี่ยงเมืองลำปาง-เชียงใหม่ ใกล้สี่แยกโรงงานลูกชิ้นโกไข่เจ้น้อย ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งเล็กๆหลังจากลงสะพานยกระดับ
จขกท. เกิดอุบัติเหตุรถชนบริเวณดังกล่าว เรามาดูกันว่าทำไมจุดนี้จึงถือเป็นจุดเสี่ยง ที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง
ภาพจุดเสี่ยงที่ จขกท.กล่าวถึง
จขกท. ลองนั่งคิดคร่าวๆ สาเหตุที่จุดนี้เป็นจุดเสี่ยงเพราะ
1. ใกล้แหล่งชุมชน มีผู้ใช้รถมากลับรถบริเวณนี้บ่อยครั้งเพราะง่าย และจุดกลับรถที่ถูกต้องห่างออกไปอีก 1.3 กิโลเมตร
2. รถที่วิ่งผ่านเส้นเลี่ยงเมืองนี้ ใช้ความเร็วสูงอาจทำให้ผู้รอกลับรถ คาดคะเนวินาทีกลับรถผิดพลาด
3. จุดกลับรถนั้นเป็นมุมอับต่อผู้พยายามกลับรถ เพราะถนนมีโค้งขวานิดๆหลังจากลงสะพานยกระดับ ทำให้มองไม่เห็นรถที่อยู่ในโค้ง
และมีแท่งปูนกั้นขอบทางอยู่ตลอดแนว ซึ่งจะบดบังรถที่วิ่งมาในทางหลักหรืออาจมองเห็นได้ยาก
4. ผู้ขับขี่ต่างพื้นที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับรถที่พยายามจะกลับรถ โดยคิดว่าเป็นรถที่พยายามจะชะลอเข้าเส้นทางหลัก
5. ทักษะการกลับรถ การมองรถ สายตาและระยะการมองเห็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะการกลับแบบรูปตัว U การมองรถด้วย
กระจกมองข้าง การพยายามมองรถที่วิ่งมาด้านหลังทำได้ลำบาก และมีความเสี่ยงที่จะมองไม่เห็นรถที่วิ่งมาบนทางหลัก
6. เป็นบริเวณอันตรายมากในช่วงพลบค่ำ มืดมากในช่วงเวลากลางคืน ผู้ที่ออกเดินทางแต่เช้า แล้วมาถึงบริเวณนี้ค่ำจะอันตรายมาก
เพราะสายตาล้าจากการขับรถมาแล้ว ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ภาพระยะห่างจากจุดเสี่ยง ถึงจุดกลับรถที่ถูกต้อง 1.3 กิโลเมตร
และภาพจุดที่ จขกท.ชนกับรถที่มายูเทิร์น
หากท่านใดเคยเดินทางขึ้นเชียงใหม่ โดยมาจากเส้นทางผ่าน จ.อุตรดิตถ์ หรือมาจาก จ.แพร่ คงจะพอทราบเกี่ยวกับถนนเส้นดังกล่าวดี ว่าช่วยลดเวลาการเดินทางไปยัง จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ ได้มาก จากสภาพการจราจรติดขัดภายในเมืองลำปาง แต่ก็แฝงอันตรายอยู่ไม่น้อย เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เรามาดูวิดิโอที่บันทึกจากกล้องหน้ารถกันครับ..

ความเร็วรถขณะเกิดเหตุ วิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถูกรถกระบะคู่กรณีตัดหน้าระยะกระชั้นชิด ทำให้เบรคไม่ทัน จึงชนเข้าอย่างจังบริเวณด้านข้างคนขับ โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต
มาดูภาพที่บันทึกจากล้องอีกครั้ง.. ก่อนที่เราจะมาดูภาพความเสียหายกัน
พยายามบังคับรถ ชะลอและเบรค

ก่อนชน

ชนแล้ว
ภาพที่เห็นผ่านกล้องอาจดูไกล เพราะกล้องออกแบบมาให้เก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุดในมุมกว้าง แต่สภานการณ์จริง สิ่งที่เห็นมันใกล้มากๆครับ
ที่นี้เรามาดูภาพความเสียหายกัน..
จุดเกิดเหตุชนลักษณะตั้งฉาก และลากกันไปอีกประมาณ 2 เมตร

ด้านข้างซ้าย

มุมบน

มุมด้านหน้า

ความเสียหายด้านหน้า

ด้านหน้าอีกมุม

ความเสียหายด้านข้าง
ระยะเบรคโดยประมาณ 20 เมตร
จากการสอบถามพูดคุยกับทางตำรวจ
ร้อยเวรเจ้าของพื้นที่ได้บอกว่าจุดนี้เกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากการกลับรถในบริเวณดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตตรงจุดนี้แล้วหลายราย คำถามคือ แล้วมันจะต้องเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน
- เมื่อถนนเส้นนี้สร้างเสร็จใหม่มีเพียงราวกั้นบริเวณขอบทาง ผู้ใช้รถก็กลับรถตรงราวกั้น จนเกิดการชน บาดเจ็บล้มตาย
- ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ได้นำแท่นปูนกั้นขอบทางเป็นแนวยาว ผู้ใช้รถก็ไปกลับตรงปลายแท่งปูน ก็เกิดการชนอยู่บ่อยครั้ง
- ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ได้ติดตั้งเสายางแบบล้มลุก ไปจนสุดแนวเส้นแบ่งช่องจราจร ผู้ใช้รถก็ไปกลับรถตรงเสายางต้นสุดท้าย ก็เกิดการชนอยู่บ่อยครั้ง รวม
ถึงกรณีของ จขกท.ด้วยที่มาเกิดเหตุตรงจุดนี้
จากมุมมองของ จขกท.มองว่า --> เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของพื้นที่ ก็ได้มีความพยายามประสานงานในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อยู่ ซึ่งผู้บังคับใช้กฏหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงต้องคิดต่อไปว่าจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ในเรื่องของช่องทางจราจรและจุดกลับรถ
จากนั้นมาฟังคู่กรณี จขกท. บ้าง
คำแรกที่คู่กรณีพูดกับ จขกท. ขณะอุ้มลูกน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่ คือ คำว่า "ขอโทษ" พร้อมกับไหว้.. แน่นอนครับว่าผมโกรธมาก เพราะเค้าและผมก็อาจตายได้ทั้งคู่จากการขับรถแบบนี้ ถ้ารถผมเป็นกระบะเช่นกัน เค้าอาจถูกอัดเข้าด้านข้างอย่างแรงจากการพยายามกลับรถ ลักษณะแบบนี้ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง ผมกับลูกวัย 4 ขวบ ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร เลยทำให้ความเครียดที่มีลดน้อยลง
เค้าบอกว่ามองดูแล้ว ถึง 2 รอบด้วยกัน แต่ก็ไม่เห็นรถผม อีกทั้งตอนกลับรถสามีภรรยาก็ช่วยกันดูแต่ก็ไม่เห็นรถผม
จากมุมมองของ จขกท.มองว่า --> จากคลิปเหตุการณ์ อาจมองฝั่งของ จขกท. เพียงแว๊ปเดียว แล้วสมาธิก็ไปจดจ่อกับรถอีกฝั่งนึง ซึ่งจังหวะรถฝั่งนั้นหมดเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถ จขกท.วิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุพอดี จึงเกิดการชนเข้ากลางตัวรถ
จะสังเกตุได้ว่า ช่วงวินาทีที่รอรถอีกฝั่งหมด ไม่ได้ตรวจสอบรถฝั่ง จขกท.อีกครั้งก่อนออกรถ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้(หรือที่มองไม่เห็น อาจเป็นเพราะพลังงานบางอย่างในบริเวณนั้นก็เป็นได้)
ท้ายสุดแล้วมาฟังความรู้สึกของ จขกท.บ้าง
ก่อนจะชนนั้นเห็นรถคู่กรณีอยู่เลนซ้ายมือ คิดว่ารถคันนั้นชะลอจะเข้าทางหลัก หรือว่าจะกลับรถ แต่ท่าทางเหมือนจะกลับรถจึงชะลอรถบีบเตร และเหยียบเบรค แต่ก็ไม่ทัน
* วินาทีชนห่างจากวินาทีที่เริ่มเดินทางเท่าไร คำตอบ คือ ประมาณ 9 ชั่วโมง (ออกจากบ้าน ประมาณ 7.00 น.)
* เป้าหมายการเดินทางของ จขกท. คือ จ.ลำพูน เพียง 72 กิโลเมตร หรือก็เดินทางอีกราวๆ 1 ชั่วโมง เท่านั้น
* เวลา+ระยะเบรคมีน้อยมากๆ กลับมาคิดอยู่เสมอ ว่าเราน่าจะเอ๊ะใจแต่เนิ่นๆ คิดว่าเค้าจะต้องเห็นเราและหยุด
* ก็เข้าใจความรู้สึกคู่กรณีดี เพราะเจตนาแค่ต้องการกลับรถ ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น
โกรธมาก!!!... ที่ต้องมาเสี่ยงชีวิต มาเสียเวลา มารถพัง และห่วงลูกที่สุด
อารมณ์ดีขึ้น เมื่อเห็นลูกเราปลอดภัย และคู่กรณีก็เข้ามาขอโทษ
สิ่งที่ จขกท.อยากบอก
1. หัดมองโลกในแง่ร้ายบ้างเมื่อต้องขับรถ อย่าไว้ใจใครบนท้องถนนครับ อย่าคิดแทนคนขับคนอื่น ว่าต้องอย่างนั้น อย่างนี้
เพราะทักษะการขับรถ สภาพอารมณ์ สติ ความละเอียดรอบคอบ คนขับแต่ละคนนั้นเอาขึ้นรถมาไม่เท่ากัน
2. เวลาขับรถให้ประเมินสถานการณ์รอบตัวด้วยครับ เพื่อประเมินความเสี่ยง เราระวังแค่ไหน คนอื่นไม่ระวังกับเราด้วยก็จบครับ
3. เวลาจะชนจริงๆ เวลามันเร็วมากครับ ขอแค่กดเบรคให้หนักที่สุดก่อนชน อย่าเหวอ!!!.. จำไว้ว่าการเบรคผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
4. เวลาชนแล้ว ให้สำรวจอาการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายก่อนครับ (อย่าเพิ่งห่วงรถ)
5. หากคุณพยายามจะกลับรถ หรือเลี้ยวรถ อย่าเชื่อกระจกมองหลังหรือมองข้างเพียงการมองแค่แว๊ปเดียว เพราะมันมีมุมอับสายตา
ในนั้นอยู่ ต้องดูเองจนแน่ใจจริงๆ อย่ารีบร้อน
6. เมื่อมีเด็กเดินทางด้วยในรถ
โปรดใช้ที่นั่งสำหรับเด็กและคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งครับ (ข้อนี้สำคัญมาก) เพราะคุณอาจรอด
แต่ลูกคุณอาจไม่ได้โชคดี
*** จขกท.ขอขอบคุณที่ฟังจนจบ และขออย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีกเลย***
กระทู้เตือนภัย!! จุดอันตรายถนนเส้นเลี่ยงเมืองลำปาง สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเชียงใหม่จากประสบการณ์ของผม
**กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพื่อเตือนผู้ใช้ยานพาหนะทุกชนิด ที่เดินทางผ่านเส้นเลี่ยงเมืองลำปาง-เชียงใหม่ เมื่อเดินทางผ่านจุดดังกล่าวให้ชะลอความเร็ว
และระวังรถที่มากลับรถตรงบริเวณนั้น
จขกท.ขอใช้คำว่า "เตือนภัย" เพราะกรณีที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นความประมาทของผู้ใช้รถบางคน ซึ่งการกระทำนั้นคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้
เหตุเกิดกับ จขกท.เมื่อวันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 เวลา 15.50 น. จุดเกิดเหตุ ทางหลวงหมายเลข 11 ถนนเลี่ยงเมืองลำปาง-เชียงใหม่ ใกล้สี่แยกโรงงานลูกชิ้นโกไข่เจ้น้อย ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งเล็กๆหลังจากลงสะพานยกระดับ
จขกท. เกิดอุบัติเหตุรถชนบริเวณดังกล่าว เรามาดูกันว่าทำไมจุดนี้จึงถือเป็นจุดเสี่ยง ที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง
ภาพจุดเสี่ยงที่ จขกท.กล่าวถึง
จขกท. ลองนั่งคิดคร่าวๆ สาเหตุที่จุดนี้เป็นจุดเสี่ยงเพราะ
1. ใกล้แหล่งชุมชน มีผู้ใช้รถมากลับรถบริเวณนี้บ่อยครั้งเพราะง่าย และจุดกลับรถที่ถูกต้องห่างออกไปอีก 1.3 กิโลเมตร
2. รถที่วิ่งผ่านเส้นเลี่ยงเมืองนี้ ใช้ความเร็วสูงอาจทำให้ผู้รอกลับรถ คาดคะเนวินาทีกลับรถผิดพลาด
3. จุดกลับรถนั้นเป็นมุมอับต่อผู้พยายามกลับรถ เพราะถนนมีโค้งขวานิดๆหลังจากลงสะพานยกระดับ ทำให้มองไม่เห็นรถที่อยู่ในโค้ง
และมีแท่งปูนกั้นขอบทางอยู่ตลอดแนว ซึ่งจะบดบังรถที่วิ่งมาในทางหลักหรืออาจมองเห็นได้ยาก
4. ผู้ขับขี่ต่างพื้นที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับรถที่พยายามจะกลับรถ โดยคิดว่าเป็นรถที่พยายามจะชะลอเข้าเส้นทางหลัก
5. ทักษะการกลับรถ การมองรถ สายตาและระยะการมองเห็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะการกลับแบบรูปตัว U การมองรถด้วย
กระจกมองข้าง การพยายามมองรถที่วิ่งมาด้านหลังทำได้ลำบาก และมีความเสี่ยงที่จะมองไม่เห็นรถที่วิ่งมาบนทางหลัก
6. เป็นบริเวณอันตรายมากในช่วงพลบค่ำ มืดมากในช่วงเวลากลางคืน ผู้ที่ออกเดินทางแต่เช้า แล้วมาถึงบริเวณนี้ค่ำจะอันตรายมาก
เพราะสายตาล้าจากการขับรถมาแล้ว ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ภาพระยะห่างจากจุดเสี่ยง ถึงจุดกลับรถที่ถูกต้อง 1.3 กิโลเมตร
และภาพจุดที่ จขกท.ชนกับรถที่มายูเทิร์น
หากท่านใดเคยเดินทางขึ้นเชียงใหม่ โดยมาจากเส้นทางผ่าน จ.อุตรดิตถ์ หรือมาจาก จ.แพร่ คงจะพอทราบเกี่ยวกับถนนเส้นดังกล่าวดี ว่าช่วยลดเวลาการเดินทางไปยัง จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ ได้มาก จากสภาพการจราจรติดขัดภายในเมืองลำปาง แต่ก็แฝงอันตรายอยู่ไม่น้อย เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เรามาดูวิดิโอที่บันทึกจากกล้องหน้ารถกันครับ..
ความเร็วรถขณะเกิดเหตุ วิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถูกรถกระบะคู่กรณีตัดหน้าระยะกระชั้นชิด ทำให้เบรคไม่ทัน จึงชนเข้าอย่างจังบริเวณด้านข้างคนขับ โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต
มาดูภาพที่บันทึกจากล้องอีกครั้ง.. ก่อนที่เราจะมาดูภาพความเสียหายกัน
พยายามบังคับรถ ชะลอและเบรค
ก่อนชน
ชนแล้ว
ภาพที่เห็นผ่านกล้องอาจดูไกล เพราะกล้องออกแบบมาให้เก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุดในมุมกว้าง แต่สภานการณ์จริง สิ่งที่เห็นมันใกล้มากๆครับ
ที่นี้เรามาดูภาพความเสียหายกัน..
จุดเกิดเหตุชนลักษณะตั้งฉาก และลากกันไปอีกประมาณ 2 เมตร
ด้านข้างซ้าย
มุมบน
มุมด้านหน้า
ความเสียหายด้านหน้า
ด้านหน้าอีกมุม
ความเสียหายด้านข้าง
ระยะเบรคโดยประมาณ 20 เมตร
จากการสอบถามพูดคุยกับทางตำรวจ
ร้อยเวรเจ้าของพื้นที่ได้บอกว่าจุดนี้เกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากการกลับรถในบริเวณดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตตรงจุดนี้แล้วหลายราย คำถามคือ แล้วมันจะต้องเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน
- เมื่อถนนเส้นนี้สร้างเสร็จใหม่มีเพียงราวกั้นบริเวณขอบทาง ผู้ใช้รถก็กลับรถตรงราวกั้น จนเกิดการชน บาดเจ็บล้มตาย
- ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ได้นำแท่นปูนกั้นขอบทางเป็นแนวยาว ผู้ใช้รถก็ไปกลับตรงปลายแท่งปูน ก็เกิดการชนอยู่บ่อยครั้ง
- ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ได้ติดตั้งเสายางแบบล้มลุก ไปจนสุดแนวเส้นแบ่งช่องจราจร ผู้ใช้รถก็ไปกลับรถตรงเสายางต้นสุดท้าย ก็เกิดการชนอยู่บ่อยครั้ง รวม
ถึงกรณีของ จขกท.ด้วยที่มาเกิดเหตุตรงจุดนี้
จากมุมมองของ จขกท.มองว่า --> เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของพื้นที่ ก็ได้มีความพยายามประสานงานในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อยู่ ซึ่งผู้บังคับใช้กฏหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงต้องคิดต่อไปว่าจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ในเรื่องของช่องทางจราจรและจุดกลับรถ
จากนั้นมาฟังคู่กรณี จขกท. บ้าง
คำแรกที่คู่กรณีพูดกับ จขกท. ขณะอุ้มลูกน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่ คือ คำว่า "ขอโทษ" พร้อมกับไหว้.. แน่นอนครับว่าผมโกรธมาก เพราะเค้าและผมก็อาจตายได้ทั้งคู่จากการขับรถแบบนี้ ถ้ารถผมเป็นกระบะเช่นกัน เค้าอาจถูกอัดเข้าด้านข้างอย่างแรงจากการพยายามกลับรถ ลักษณะแบบนี้ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง ผมกับลูกวัย 4 ขวบ ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร เลยทำให้ความเครียดที่มีลดน้อยลง
เค้าบอกว่ามองดูแล้ว ถึง 2 รอบด้วยกัน แต่ก็ไม่เห็นรถผม อีกทั้งตอนกลับรถสามีภรรยาก็ช่วยกันดูแต่ก็ไม่เห็นรถผม
จากมุมมองของ จขกท.มองว่า --> จากคลิปเหตุการณ์ อาจมองฝั่งของ จขกท. เพียงแว๊ปเดียว แล้วสมาธิก็ไปจดจ่อกับรถอีกฝั่งนึง ซึ่งจังหวะรถฝั่งนั้นหมดเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถ จขกท.วิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุพอดี จึงเกิดการชนเข้ากลางตัวรถ
จะสังเกตุได้ว่า ช่วงวินาทีที่รอรถอีกฝั่งหมด ไม่ได้ตรวจสอบรถฝั่ง จขกท.อีกครั้งก่อนออกรถ[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ท้ายสุดแล้วมาฟังความรู้สึกของ จขกท.บ้าง
ก่อนจะชนนั้นเห็นรถคู่กรณีอยู่เลนซ้ายมือ คิดว่ารถคันนั้นชะลอจะเข้าทางหลัก หรือว่าจะกลับรถ แต่ท่าทางเหมือนจะกลับรถจึงชะลอรถบีบเตร และเหยียบเบรค แต่ก็ไม่ทัน
* วินาทีชนห่างจากวินาทีที่เริ่มเดินทางเท่าไร คำตอบ คือ ประมาณ 9 ชั่วโมง (ออกจากบ้าน ประมาณ 7.00 น.)
* เป้าหมายการเดินทางของ จขกท. คือ จ.ลำพูน เพียง 72 กิโลเมตร หรือก็เดินทางอีกราวๆ 1 ชั่วโมง เท่านั้น
* เวลา+ระยะเบรคมีน้อยมากๆ กลับมาคิดอยู่เสมอ ว่าเราน่าจะเอ๊ะใจแต่เนิ่นๆ คิดว่าเค้าจะต้องเห็นเราและหยุด
* ก็เข้าใจความรู้สึกคู่กรณีดี เพราะเจตนาแค่ต้องการกลับรถ ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น
โกรธมาก!!!... ที่ต้องมาเสี่ยงชีวิต มาเสียเวลา มารถพัง และห่วงลูกที่สุด
อารมณ์ดีขึ้น เมื่อเห็นลูกเราปลอดภัย และคู่กรณีก็เข้ามาขอโทษ
สิ่งที่ จขกท.อยากบอก
1. หัดมองโลกในแง่ร้ายบ้างเมื่อต้องขับรถ อย่าไว้ใจใครบนท้องถนนครับ อย่าคิดแทนคนขับคนอื่น ว่าต้องอย่างนั้น อย่างนี้
เพราะทักษะการขับรถ สภาพอารมณ์ สติ ความละเอียดรอบคอบ คนขับแต่ละคนนั้นเอาขึ้นรถมาไม่เท่ากัน
2. เวลาขับรถให้ประเมินสถานการณ์รอบตัวด้วยครับ เพื่อประเมินความเสี่ยง เราระวังแค่ไหน คนอื่นไม่ระวังกับเราด้วยก็จบครับ
3. เวลาจะชนจริงๆ เวลามันเร็วมากครับ ขอแค่กดเบรคให้หนักที่สุดก่อนชน อย่าเหวอ!!!.. จำไว้ว่าการเบรคผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
4. เวลาชนแล้ว ให้สำรวจอาการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายก่อนครับ (อย่าเพิ่งห่วงรถ)
5. หากคุณพยายามจะกลับรถ หรือเลี้ยวรถ อย่าเชื่อกระจกมองหลังหรือมองข้างเพียงการมองแค่แว๊ปเดียว เพราะมันมีมุมอับสายตา
ในนั้นอยู่ ต้องดูเองจนแน่ใจจริงๆ อย่ารีบร้อน
6. เมื่อมีเด็กเดินทางด้วยในรถ โปรดใช้ที่นั่งสำหรับเด็กและคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งครับ (ข้อนี้สำคัญมาก) เพราะคุณอาจรอด
แต่ลูกคุณอาจไม่ได้โชคดี
*** จขกท.ขอขอบคุณที่ฟังจนจบ และขออย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีกเลย***