ลุงกับป้าแบ็คแพ็ครอบโลก ควบมอเตอไซด์ตะลุย
เกาะเชจู ปูซาน โซล และชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ (13) (14) (15) (16) ชมวีดิโอต่อเนื่องอัตโนมัติ
กว่าเราหาที่พักที่ปูซาน ชื่อ Popcorn Guest House ได้ ก็ผ่านความยากลำบากของคนหลายคน โดยเฉพาะสาวเกาหลีคนสุดท้ายที่ช่วยวนๆๆ หา ไปจุดใต้ตำตอหน้าที่พัก ตอนที่ป้าตัดสินใจถามกลุ่มหนุ่มๆ ที่ออกจากร้านอาหารมา พอเจอแล้วเรารีบขอบคุณและบอกลา เพราะรบกวนเพื่อที่เธอจะได้กลับที่พัก....พบแล้วแต่...ประตูปิด เพราะเป็นเวลาหลัง 23.00 น. แต่เราได้บอกมาในเน็ตและเขาก็ตอบรับแล้วว่าจะรอ
กดออดก็แล้ว ตบประตูก็แล้ว ก่อนหน้านั้นน้องที่ช่วยหาที่พักอยากช่วยโทรให้ แต่โทรศัพท์เงินหมด ถ้าเงินไม่หมดเธอก็คงให้อากู๋ช่วยตั้งแต่แรก และโทรบอกล่วงหน้า พอดีมี 2 สาวเดินผ่านมา พวกเธอพูดไม่ได้และฟังไม่ออก ป้าทำท่าให้พวกเธอช่วยโทร ไม่มีคนรับสายอีก 2 สาว ช่วยตบประตู ก็ไม่มีประโยชน์ ลุงบอกว่า เมื่อเข้าไม่ได้ อยู่ข้างนอกก็หนาว จะพักที่ปูซานเกสต์เฮ้าส์ที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งเปิดประตูและเปิดไฟ ในขณะที่กำลังจะเข้าไปเช็คอินที่ปูซานเกสต์เฮ้าส์ ก็มีผู้ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางเหมือนกำลังเดินกลับบ้านคนหนึ่งเดินมาเสนอให้ความช่วยเหลือ
เขาตบประตู และเรียกเหมือนรู้จักคนข้างใน พอดีมีสาวคนหนึ่งเดินมา เธอถามว่าทำอะไรกัน ป้าบอกว่าจะมาพักแต่ประตูปิดแล้ว เธอถามว่าได้แแจ้งล่วงหน้าไว้หรือไม่ ว่าจะมาช้า ป้าบอกว่าได้คุยกันทางเมล์แล้ว เธอกำลังจะเข้าที่พักพอดี เราจึงได้อาศัยเข้าไปด้วย เราขอบคุณผู้ชายที่เสนอตัวช่วยเขาเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงจากไป พนักงานต้อนรับขึ้นไปอยู่ชั้น 3 จึงไม่ได้ยิน พอส่งใบจองให้ เธอก็ส่งข้อความไปหาผจก.มีการเช็คว่าได้แจ้งล่วงหน้าหรือไม่ ปรากฏว่าคนรับแจ้งไม่ได้บอกกันไว้ คงเพราะเราจองไว้นานแล้ว
จ่ายค่าห้องด้วยบัตรเครดิต คืนละ 34,000 วอน ได้ห้องแล้ว ห้องครัวเปิดตลอด 24 ชม. จึงต้มบะหมี่ที่ซื้อมาจากเกาะเจจู ลวกยอดมัสตาร์ดที่เก็บมาตอนเดินชมวิวเจจู เห็นมีรอยเก็บและต้นอ้วนกว่าที่เห็นขึ้นตามข้างทางทั่วไปจึงอยากลองดู ก็ดีเหมือนกันแต่ไม่นุ่มเหมือนกวางตุ้ง ออกขมนิดๆ มีกลิ่นเหมือนกลิ่นตัวชายเกาหลีส่วนใหญ่ บะหมี่เผ็ดมาก ลุงต้องล้างน้ำทิ้งและปรุงรสใหม่ด้วยเกลือกับพริกไทยที่มีอยู่ในครัว
เสาร์ที่ 18 มีนาคม ออกจากที่พัก ฝนตกเดินออกไปสถานี Choryang เมื่อคืนเราเดินอ้อมไปไกล ที่แท้มันอยู่แค่เดินข้ามถนนก็ถึงทางลงที่ 3 แล้ว ถ้าเมื่อคืนเขาบอกว่าออกจากสนามบินให้ไปรถไฟ หรือลิมูซีน ลงที่สถานีปูซานจิน นั่งรถเมโทรไป 1 สถานี ลงที่สถานี Choryang แล้วออกทางออกที่ 3 หันหน้าให้ทางลง เลี้ยวขวาเดินไปประมาณ 75 เมตร ก็จะลดปัญหาการหลงทางได้
ที่สถานีชอรยาง มีผู้อาวุโสทั้งชายและหญิงเป็นอาสาสมัครอยู่ตามจุดคับขันได้แก่ทางเข้า-ออกที่ต้องใช้บัตร ตู้ซื้อตั๋ว แผนที่รถเมโทร ในห้องติดต่อสอบถามที่มีป้ายบอกว่า ล่ามสำหรับชาวต่างชาติ..... เดินลงไปที่สถานีกำลังหาที่ขายตั๋วเพื่อนั่งเมโทรไปซื้อตั๋วพาสที่สถานีปูซาน ก็มีลุงซานมาเสนอให้ความช่วยเหลือ ลุงซานบอกว่า เดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงสถานีปูซาน ไม่ต้องนั่งรถ ลุงซานพาเราเดินขึ้นบันไดเพื่อไปชี้ทาง
ตอนเดินไปด้วยกัน ป้าถามว่าจะไม่ทำให้ลุงซานเสียเวลาหรือ แล้วลุงซานจะไปไหน ลุงซานบอกว่านัดเพื่อนไว้ พอถามว่านัดกี่โมง ลุงซานหัวเราะแล้วถามว่า ป้าพูดจีนได้ไหม ป้าบอกว่าไม่ได้ ป้าเห็นลุงซานเดินตากฝนจึงถามว่า ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ แต่ลุงซานเข้าใจคำว่า Cold แปลว่าหนาว จึงตอบว่า ไม่หนาวหรอก เพราะลุงซานสูบบุหรี่ แต่พอป้าถามว่าไปกี่แยก ดูเหมือนลุงซานจะไม่ต้องการอธิบาย จึงบอกว่าให้ตามมา ที่แท้พาไปแวะบ้านลุงซาน ที่อยู่ตรงข้ามกับ Popcorn Guest House ลุงซานอยู่คนเดียวชั้นบน ส่วนชั้นล่างให้เขาเช่าทำธุรกิจ ลุงซานขึ้นไปเอาร่มลงมา เห็นเรามีร่มคันเดียว จึงเอามาให้อีกคัน
แล้วลุงซานก็เดินไปส่งที่ทางข้ามไปสถานีปูซาน ก่อนบอกลาเราจะคืนร่มให้ แต่ลุงซานไม่เอาคืน เราข้ามถนนไปที่สถานีปูซาน ดูลาดเลาการซื้อตั๋ว KTC มีป้ายบอกทางออก เรายังไม่ไปจองตั๋วเพราะยังไม่รู้ว่าจะเที่ยวเสร็จตอนไหน หาวิธีการซื้อตั๋วพาสวันเดียว มีลุงอีกคนที่อยู่แถวนั้นช่วยจัดการให้ คาตั๋วพาสวันเดียวคนละ 4,500 วอน เริ่มจากเมโทรสาย 1 สถานีปูซานไปเปลี่ยนเป็นสาย 2 ที่สถานี Seomyeon เป้าหมาย คือ สถานี Haeundae
มีผู้หญิงคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เธอเห็นเราคุยกับลุงที่ช่วยซื้อตั๋ว เธอเดินเข้ามาแล้วบอกว่าให้ตามเธอไป ตอนขึ้นรถเธอไม่ยอมหาที่นั่ง ยืนอยู่ข้างหน้าลุง เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่เราจะไป ทั้งๆ ที่เรารู้แล้ว แต่เธอคิดว่าเราไม่รู้ ถามคนที่นั่งอยู่แล้วคุยกัน ตอนลงเปลี่ยนรถ เธอก็ลงพร้อมเรา และต่อรถพร้อมเรา ตอนแรกเราคิดว่า เธอคงไม่มีธุระไปไหน อาจจะไปกับเรา แต่ไม่ใช่เพราะเธอลงก่อนเรา
ถึงสถานีแล้ว ดูทางออกที่จะออกไปหาด Haeundae พอโผล่ขึ้นไปมองไปถนนที่อยู่ตรงข้ามกับทางออกเป็นวัด Haeundae แต่เราเดินตรงจากทางออกไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 1.5 กม. ก็เจอหาด Haeundae ที่อยู่กับอ่าวมีสะพานยาวข้ามอ่าวมองเห็นในระยะไม่เกิน 1 กม. ฝนตกตลอด หาดที่อ่าวก็เหมือนหาดที่เจจู คือถมเพิ่มเติมจากหาดเดิม ทำให้มีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนเพิ่มขึ้น
กลับจากหาดHaeundae เรานั่งเมโทรสายเดิมไปเปลี่ยนเป็นสาย 1 ที่สถานี Yeosan ไปสถานี Nampo ดูป้ายหาด Nampo เดินออกไปเจอป้าย Nampo Beach 650 เมตร เลาะหลังตึกใหญ่ไปจนถึงทางข้ามไป The Ocean แล้วเดินเลียบรั้วไปทางขวา เลี้ยวขวาตามแนวรั้วเดินตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาและซ้ายเดินตรงไปถึงหาด ลักษณะของหาดก็เหมือน Haeundar แต่ไม่ใหญ่เท่า
เดินกลับไปที่ทางออกเดิม แต่ยังไม่ลงไป มองไปด้านซ้ายของถนน เจอป้าย Jalgachi Market เดินลงไปใต้ดินเพื่อลอดข้ามถนน เป็นทางออกที่ 12 ไปโผล่ที่อู่ซ่อมรถ เดินลัดลานจอดรถ เลี้ยวขวาแล้วขามถนน ตลาด Jalgachi อยู่ทางซ้าย มีสถานี Jalgachi ด้วยข้างนอกเป็นตลาดอาหารทะเลสด ได้เห็นสาหร่ายสดสารพัดชนิด ข้างในทั้งบนดินและใต้ดินมีของขายสารพัด มีของเลหลังด้วย ผู้คนเลือกกันสนุกสนาน
ขึ้นจากใต้ดิน Jalgachi ออกไปด้านหน้าตลาดตรงมุมร้านอาหารทะเลสด ได้ยินเสียงคนไทย จึงหันไปเจอน้องโอ๊ะกับน้องพลอยจากจันทบุรี ไปเที่ยววัดมรดกโลกที่เมือง Jinju ต้องต่อรถเมล์ไป 1 ชั่วโมง เราจึงขอให้น้องช่วยโพสต์ลงในกลุ่ม เที่ยวทั่วถิ่น กินทั่วไทย ไปทั่วโลก ให้ด้วย เราจะได้ไม่ต้องไปเอง
แยกจากน้องเราเลี้ยวซ้ายไปตลาดปลาแห้ง เดินไปทิศเดียวกับทางไปลงหาด แต่คนละฟากถนน ไม่เกิน 500 เมตร มีทางเข้าตลาด ชื่อ Fisheries Market ขายของแห้ง ที่มีมากที่สุด คือ สาหร่ายทะเลอบแห้ง แล้วเดินกลับไปที่ถนนก่อนเข้าตลาด Jalgachi ลองกินอาหารที่เราเห็นคนรุมยืนกินหน้าร้าน เป็นแป้งผสมปลาทะเล มีกลิ่นคาวปลาพอเป็นกระสาย ต้มและแช่อยู่ในน้ำซุปอุ่น จิ้มน้ำปลากับต้นหอม แถมน้ำซุปให้ ราคาชุดละ 5 พันมี 4 อย่าง กินแค่พอรู้ว่าคนท้องถิ่นเขากินกันอย่างไร
ขณะที่นั่งกินมีคู่สามีภรรยาเดินเข้าร้านมา สั่งซื้อของ จ่ายเงินแล้วยืนคุยกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านเอาขวดเครื่องดื่มวางตรงหน้าลุง ป้าถามว่า แถมให้เหรอ เธอพยักหน้า ลุงกำลังจะเปิดอยู่แล้ว ผู้ชายที่จ่ายเงินพูดเสียงดัง แล้วทำท่าเอามือทาบอก ป้าคิดว่า เขาบอกว่า ดื่มแล้วสดชื่นไปถึงหัวใจเลย เขาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ลุงก็จะเปิดขวดให้ได้ ในที่สุดป้าก็นึกออก บอกลุงว่า ของเขาจ่ายเงินแล้ว แต่เขารอให้เราลุก เขาจะได้มานั่งแทน 5555
เราลุกเดินกลับไปที่สถานี นั่งเมโทรสาย 1 ไปเปลี่ยนรถที่สถานี Seomyeon ไปสถานี Busan ออกทางออกที่ 13 ไป Yongdusan Park ออกจากทางออกตรงไปประมาณ 500 เมตร เลี้ยวซ้ายที่ร้าน eider เดินเข้าซอยไปโผล่ที่ย่านช้อปปิ้ง มองไปฝั่งตรงข้ามเจอทางขึ้น เป็นบันไดที่มีบันไดเลื่อนตรงกลาง 3 ทอด ขึ้นไปบนเขา มีหอชมวิวสูงเสียดฟ้า อยู่ท่ามกลางเมฆฝน ทำให้เห็นชัดเป็นบางจังหวะ มีต้นดอกไม้สีขาว เหมือนที่ศาลเจ้าที่ฮากะตะด้วย
เสร็จจากชมสวนสาธารณะ เรากลับไปที่สถานีปูซาน เราเสียดายตั๋วพาส ใช้ยังไม่หมดวัน ก่อนจะออกจากปูซาน จึงหาคนที่จะรับไปใช้ต่อให้คุ้ม เจอ 2 สาวลากกระเป๋าเดินออกจากสถานีปูซาน ป้าจึงส่งให้พวกเธอ แล้วบอกว่า พวกเรากำลังจะออกจากปูซาน พวกเธอรับไปด้วยความดีใจ แล้วป้าก็รีบวิ่งไปซื้อตั๋ว KTX เพื่อไปโซล ตอนแรกพนง.ขายตั๋วบอกว่า ตั๋วตอนกลางวันหมดแล้วเหลือแต่ 20.40 น. ป้าใจไม่ดี ถามว่าใช้เวลาเดินทางเท่าไร เธอบอกว่าเกือบ 3 ชม.
จะให้บอกว่าไม่เอา ได้อย่างไร เพราะที่พักก็จองไว้แล้ว จำเป็นต้องบอกว่าก็ได้ ในใจนึกถึงความยากลำบากในการหาที่พักแต่เธอคลิ้กไปคลิ้กมา แล้วถามว่านั่งแยกกันได้มั้ย ป้าตอบว่าได้ เธอจึงพริ้นท์ออกมา กลายเป็นได้ไป 15.30 น. ใบหนึ่งตู้ 1 อีกใบหนึ่งตู้ 6 ป้านั่งตู้ 6 มีคนนั่งแล้วลง เปลี่ยนคนใหม่ รวม 3 คน ผู้ชายทั้งหมด ทุกคนมีกลิ่นผักมัสตาร์ด
ทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟไม่ได้น่ารื่นรมณ์ ถ้าไม่ใช่ตึกก็เป็นความแห้งแล้ง แทบจะไม่มีความเขียวของต้นไม้ปรากฏให้เห็นเลย เพราะต้นไม้ที่มีน้อยอยู่แล้ว เพิ่งผ่านความบอบช้ำจากหิมะ และความหนาวเย็น ขนาดเท้ามีถุงเท้าห่อหุ้ม ถูกหิมะไม่มากยังเกรียมเหมือนเป็นโรคสะเก็ดเงินได้ ถึงโซล 18.20 น. เริ่มมืดแล้ว วิ่งไปหาปชส.ถามหาสถานีที่จะไปที่พัก Isak Guest House ได้ใกล้ที่สุด เธอค้นให้แล้วบอกว่า ให้นั่งเมโทรสาย 2 ไปต่อสาย 6 ที่สถานี Samgakji แล้วลงที่ Itaewon
เราขอให้คนช่วยซื้อตั๋วจากตู้ให้ เขาบอกว่าเมื่ออออกจากสถานีจะได้เงินคืน 500 วอน ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อลงแล้วเราเอาตั๋วไปถามพนักงานที่ทางออก เขาพาเราออกไปโดยไม่ใช้ตั๋ว พาไปที่ตู้คืนเงิน ให้เราเอาตั๋วสอดเข้าไปในช่องสอดตั๋ว เงินเหรียญ 500 วอนตกลงมาในช่องคืนเงิน มันเป็นเงินที่เขาบวกค่าประกันตั๋ว ถ้าเอาตั๋วไปคืนจะได้เงินค่าประกันคืน 500 วอน
ออกจากสถานีอิแทวอนที่ทางออก 4 หมุนตัวมองหาตึก Cheil ที่อยู่ห่างออกไปฝั่งเดียวกับที่ยืนอยู่เดินตรงไปเรื่อยๆ พอไปถึงตึกเชลแล้ว ไม่รู้ว่าที่พักอยู่ตรงไหน เดินไปเจอกลุ่มนศ.ลาว ที่มาเรียนต่อกรุงโซล พวกเขาบอกว่าสถานทูตไทยอยู่ใกล้ๆ นี่เอง แต่พวกเขาไม่รู้ว่าที่พักเราอยู่จุดไหน ถามคนเก็บขยะเขาดูแผนที่ให้บอกว่าเดินออกไปที่ถนนใหญ่ แล้วเดินต่อจากที่เดินมาก่อนเลี้ยวมันอยู่แถวนั้นแหละ ป้าจึงไปยืนที่สว่างๆ แล้วค่อยๆคลำแผนที่ เทียบจากแผนที่กับตึกแถวๆ นั้น
แล้วก็เจอ ชื่อ isak อยู่หน้าชั้นที่บอกไว้ในเน็ต ตรงถนนเป็นทางม้าลายข้ามไปฝั่งตรงข้ามเป็น GS25 ร้านสะดวกซื้อ หน้าบันไดเป็นผับชื่อ The one ชั้น 2-3 เป็นร้านอาหาร สำหรับคนที่รู้จัก เดินผ่านขึ้นไปชั้น 4 ก่อนถึงมีเก้าอี้ให้นั่งพัก ที่ผนังเป็นบอร์ดติดแผ่นแปะที่เขียนถึงที่พัก เดินขึ้นไปหน้าห้องมีม้านั่งให้นั่งรอ ในกรณีที่มาถึงแล้วต้องรอพนักงานต้อนรับ เพราะทำงานเป็นเวลา มีป้ายบอกว่า อยู่ที่นี่ปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับที่โรม ขอให้ถอดรองเท้า มีป้ายเล็กๆ ทำลูกศรชี้ให้กดออด
ประตูเปิดออก เจ้าของเดินออกมารับ พร้อมรองเท้าบ้านให้เราใส่ ถามว่าจากประเทศไทยใช่ไหม พอเราบอกว่าใช่เขาพูดว่าสวัสดีครับ เขาชอบเมืองไทยมาก และมาบ่อยๆ ชอบทุกอย่าง อาหาร ผู้คน เทศกาล ค่าที่พักของเราหลังจากลด 10% จากบัตรสมาชิกสมาคมบ้านเยาวชน 3 คืน 11,600 วอน ได้บัตรพร้อมรหัสประตูและชื่อกับรหัส wifi
เจ้าของพาแนะนำสถานที่และวิธีการใช้รวมทั้งการเปิดประตู เรารีบต้มบะหมี่ก่อนอื่นเพราะกลัวผักที่เก็บมาจะไม่อร่อย มันมีกลิ่นเหม็นเขียวเหมือนกลิ่นตัวของชายชาวเกาหลี รสชาติก็เหมือนกวางตุ้งแต่แข็งกว่า
https://www.youtube.com/watch?v=4mmhhApM3yc&list=PLNNEpgjidh3rOZrgJke8nJSoQFBtI0Iin&index=18
https://www.youtube.com/watch?v=GNbM-I0ISxU&list=PLNNEpgjidh3rOZrgJke8nJSoQFBtI0Iin&index=19
https://www.youtube.com/watch?v=akwTJXcZtdA&list=PLNNEpgjidh3rOZrgJke8nJSoQFBtI0Iin&index=20
https://www.youtube.com/watch?v=089TjXXVAOQ&list=PLNNE
[CR] ลุงกับป้าแบ็คแพ็ครอบโลก ควบมอเตอไซด์ตะลุยเกาะเชจู Jeju ปูซาน Busan โซล Seoul ชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้Korea (13)(14)(15)(16)
เกาะเชจู ปูซาน โซล และชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ (13) (14) (15) (16) ชมวีดิโอต่อเนื่องอัตโนมัติ
กว่าเราหาที่พักที่ปูซาน ชื่อ Popcorn Guest House ได้ ก็ผ่านความยากลำบากของคนหลายคน โดยเฉพาะสาวเกาหลีคนสุดท้ายที่ช่วยวนๆๆ หา ไปจุดใต้ตำตอหน้าที่พัก ตอนที่ป้าตัดสินใจถามกลุ่มหนุ่มๆ ที่ออกจากร้านอาหารมา พอเจอแล้วเรารีบขอบคุณและบอกลา เพราะรบกวนเพื่อที่เธอจะได้กลับที่พัก....พบแล้วแต่...ประตูปิด เพราะเป็นเวลาหลัง 23.00 น. แต่เราได้บอกมาในเน็ตและเขาก็ตอบรับแล้วว่าจะรอ
กดออดก็แล้ว ตบประตูก็แล้ว ก่อนหน้านั้นน้องที่ช่วยหาที่พักอยากช่วยโทรให้ แต่โทรศัพท์เงินหมด ถ้าเงินไม่หมดเธอก็คงให้อากู๋ช่วยตั้งแต่แรก และโทรบอกล่วงหน้า พอดีมี 2 สาวเดินผ่านมา พวกเธอพูดไม่ได้และฟังไม่ออก ป้าทำท่าให้พวกเธอช่วยโทร ไม่มีคนรับสายอีก 2 สาว ช่วยตบประตู ก็ไม่มีประโยชน์ ลุงบอกว่า เมื่อเข้าไม่ได้ อยู่ข้างนอกก็หนาว จะพักที่ปูซานเกสต์เฮ้าส์ที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งเปิดประตูและเปิดไฟ ในขณะที่กำลังจะเข้าไปเช็คอินที่ปูซานเกสต์เฮ้าส์ ก็มีผู้ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางเหมือนกำลังเดินกลับบ้านคนหนึ่งเดินมาเสนอให้ความช่วยเหลือ
เขาตบประตู และเรียกเหมือนรู้จักคนข้างใน พอดีมีสาวคนหนึ่งเดินมา เธอถามว่าทำอะไรกัน ป้าบอกว่าจะมาพักแต่ประตูปิดแล้ว เธอถามว่าได้แแจ้งล่วงหน้าไว้หรือไม่ ว่าจะมาช้า ป้าบอกว่าได้คุยกันทางเมล์แล้ว เธอกำลังจะเข้าที่พักพอดี เราจึงได้อาศัยเข้าไปด้วย เราขอบคุณผู้ชายที่เสนอตัวช่วยเขาเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงจากไป พนักงานต้อนรับขึ้นไปอยู่ชั้น 3 จึงไม่ได้ยิน พอส่งใบจองให้ เธอก็ส่งข้อความไปหาผจก.มีการเช็คว่าได้แจ้งล่วงหน้าหรือไม่ ปรากฏว่าคนรับแจ้งไม่ได้บอกกันไว้ คงเพราะเราจองไว้นานแล้ว
จ่ายค่าห้องด้วยบัตรเครดิต คืนละ 34,000 วอน ได้ห้องแล้ว ห้องครัวเปิดตลอด 24 ชม. จึงต้มบะหมี่ที่ซื้อมาจากเกาะเจจู ลวกยอดมัสตาร์ดที่เก็บมาตอนเดินชมวิวเจจู เห็นมีรอยเก็บและต้นอ้วนกว่าที่เห็นขึ้นตามข้างทางทั่วไปจึงอยากลองดู ก็ดีเหมือนกันแต่ไม่นุ่มเหมือนกวางตุ้ง ออกขมนิดๆ มีกลิ่นเหมือนกลิ่นตัวชายเกาหลีส่วนใหญ่ บะหมี่เผ็ดมาก ลุงต้องล้างน้ำทิ้งและปรุงรสใหม่ด้วยเกลือกับพริกไทยที่มีอยู่ในครัว
เสาร์ที่ 18 มีนาคม ออกจากที่พัก ฝนตกเดินออกไปสถานี Choryang เมื่อคืนเราเดินอ้อมไปไกล ที่แท้มันอยู่แค่เดินข้ามถนนก็ถึงทางลงที่ 3 แล้ว ถ้าเมื่อคืนเขาบอกว่าออกจากสนามบินให้ไปรถไฟ หรือลิมูซีน ลงที่สถานีปูซานจิน นั่งรถเมโทรไป 1 สถานี ลงที่สถานี Choryang แล้วออกทางออกที่ 3 หันหน้าให้ทางลง เลี้ยวขวาเดินไปประมาณ 75 เมตร ก็จะลดปัญหาการหลงทางได้
ที่สถานีชอรยาง มีผู้อาวุโสทั้งชายและหญิงเป็นอาสาสมัครอยู่ตามจุดคับขันได้แก่ทางเข้า-ออกที่ต้องใช้บัตร ตู้ซื้อตั๋ว แผนที่รถเมโทร ในห้องติดต่อสอบถามที่มีป้ายบอกว่า ล่ามสำหรับชาวต่างชาติ..... เดินลงไปที่สถานีกำลังหาที่ขายตั๋วเพื่อนั่งเมโทรไปซื้อตั๋วพาสที่สถานีปูซาน ก็มีลุงซานมาเสนอให้ความช่วยเหลือ ลุงซานบอกว่า เดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงสถานีปูซาน ไม่ต้องนั่งรถ ลุงซานพาเราเดินขึ้นบันไดเพื่อไปชี้ทาง
ตอนเดินไปด้วยกัน ป้าถามว่าจะไม่ทำให้ลุงซานเสียเวลาหรือ แล้วลุงซานจะไปไหน ลุงซานบอกว่านัดเพื่อนไว้ พอถามว่านัดกี่โมง ลุงซานหัวเราะแล้วถามว่า ป้าพูดจีนได้ไหม ป้าบอกว่าไม่ได้ ป้าเห็นลุงซานเดินตากฝนจึงถามว่า ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ แต่ลุงซานเข้าใจคำว่า Cold แปลว่าหนาว จึงตอบว่า ไม่หนาวหรอก เพราะลุงซานสูบบุหรี่ แต่พอป้าถามว่าไปกี่แยก ดูเหมือนลุงซานจะไม่ต้องการอธิบาย จึงบอกว่าให้ตามมา ที่แท้พาไปแวะบ้านลุงซาน ที่อยู่ตรงข้ามกับ Popcorn Guest House ลุงซานอยู่คนเดียวชั้นบน ส่วนชั้นล่างให้เขาเช่าทำธุรกิจ ลุงซานขึ้นไปเอาร่มลงมา เห็นเรามีร่มคันเดียว จึงเอามาให้อีกคัน
แล้วลุงซานก็เดินไปส่งที่ทางข้ามไปสถานีปูซาน ก่อนบอกลาเราจะคืนร่มให้ แต่ลุงซานไม่เอาคืน เราข้ามถนนไปที่สถานีปูซาน ดูลาดเลาการซื้อตั๋ว KTC มีป้ายบอกทางออก เรายังไม่ไปจองตั๋วเพราะยังไม่รู้ว่าจะเที่ยวเสร็จตอนไหน หาวิธีการซื้อตั๋วพาสวันเดียว มีลุงอีกคนที่อยู่แถวนั้นช่วยจัดการให้ คาตั๋วพาสวันเดียวคนละ 4,500 วอน เริ่มจากเมโทรสาย 1 สถานีปูซานไปเปลี่ยนเป็นสาย 2 ที่สถานี Seomyeon เป้าหมาย คือ สถานี Haeundae
มีผู้หญิงคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เธอเห็นเราคุยกับลุงที่ช่วยซื้อตั๋ว เธอเดินเข้ามาแล้วบอกว่าให้ตามเธอไป ตอนขึ้นรถเธอไม่ยอมหาที่นั่ง ยืนอยู่ข้างหน้าลุง เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่เราจะไป ทั้งๆ ที่เรารู้แล้ว แต่เธอคิดว่าเราไม่รู้ ถามคนที่นั่งอยู่แล้วคุยกัน ตอนลงเปลี่ยนรถ เธอก็ลงพร้อมเรา และต่อรถพร้อมเรา ตอนแรกเราคิดว่า เธอคงไม่มีธุระไปไหน อาจจะไปกับเรา แต่ไม่ใช่เพราะเธอลงก่อนเรา
ถึงสถานีแล้ว ดูทางออกที่จะออกไปหาด Haeundae พอโผล่ขึ้นไปมองไปถนนที่อยู่ตรงข้ามกับทางออกเป็นวัด Haeundae แต่เราเดินตรงจากทางออกไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 1.5 กม. ก็เจอหาด Haeundae ที่อยู่กับอ่าวมีสะพานยาวข้ามอ่าวมองเห็นในระยะไม่เกิน 1 กม. ฝนตกตลอด หาดที่อ่าวก็เหมือนหาดที่เจจู คือถมเพิ่มเติมจากหาดเดิม ทำให้มีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนเพิ่มขึ้น
กลับจากหาดHaeundae เรานั่งเมโทรสายเดิมไปเปลี่ยนเป็นสาย 1 ที่สถานี Yeosan ไปสถานี Nampo ดูป้ายหาด Nampo เดินออกไปเจอป้าย Nampo Beach 650 เมตร เลาะหลังตึกใหญ่ไปจนถึงทางข้ามไป The Ocean แล้วเดินเลียบรั้วไปทางขวา เลี้ยวขวาตามแนวรั้วเดินตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาและซ้ายเดินตรงไปถึงหาด ลักษณะของหาดก็เหมือน Haeundar แต่ไม่ใหญ่เท่า
เดินกลับไปที่ทางออกเดิม แต่ยังไม่ลงไป มองไปด้านซ้ายของถนน เจอป้าย Jalgachi Market เดินลงไปใต้ดินเพื่อลอดข้ามถนน เป็นทางออกที่ 12 ไปโผล่ที่อู่ซ่อมรถ เดินลัดลานจอดรถ เลี้ยวขวาแล้วขามถนน ตลาด Jalgachi อยู่ทางซ้าย มีสถานี Jalgachi ด้วยข้างนอกเป็นตลาดอาหารทะเลสด ได้เห็นสาหร่ายสดสารพัดชนิด ข้างในทั้งบนดินและใต้ดินมีของขายสารพัด มีของเลหลังด้วย ผู้คนเลือกกันสนุกสนาน
ขึ้นจากใต้ดิน Jalgachi ออกไปด้านหน้าตลาดตรงมุมร้านอาหารทะเลสด ได้ยินเสียงคนไทย จึงหันไปเจอน้องโอ๊ะกับน้องพลอยจากจันทบุรี ไปเที่ยววัดมรดกโลกที่เมือง Jinju ต้องต่อรถเมล์ไป 1 ชั่วโมง เราจึงขอให้น้องช่วยโพสต์ลงในกลุ่ม เที่ยวทั่วถิ่น กินทั่วไทย ไปทั่วโลก ให้ด้วย เราจะได้ไม่ต้องไปเอง
แยกจากน้องเราเลี้ยวซ้ายไปตลาดปลาแห้ง เดินไปทิศเดียวกับทางไปลงหาด แต่คนละฟากถนน ไม่เกิน 500 เมตร มีทางเข้าตลาด ชื่อ Fisheries Market ขายของแห้ง ที่มีมากที่สุด คือ สาหร่ายทะเลอบแห้ง แล้วเดินกลับไปที่ถนนก่อนเข้าตลาด Jalgachi ลองกินอาหารที่เราเห็นคนรุมยืนกินหน้าร้าน เป็นแป้งผสมปลาทะเล มีกลิ่นคาวปลาพอเป็นกระสาย ต้มและแช่อยู่ในน้ำซุปอุ่น จิ้มน้ำปลากับต้นหอม แถมน้ำซุปให้ ราคาชุดละ 5 พันมี 4 อย่าง กินแค่พอรู้ว่าคนท้องถิ่นเขากินกันอย่างไร
ขณะที่นั่งกินมีคู่สามีภรรยาเดินเข้าร้านมา สั่งซื้อของ จ่ายเงินแล้วยืนคุยกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านเอาขวดเครื่องดื่มวางตรงหน้าลุง ป้าถามว่า แถมให้เหรอ เธอพยักหน้า ลุงกำลังจะเปิดอยู่แล้ว ผู้ชายที่จ่ายเงินพูดเสียงดัง แล้วทำท่าเอามือทาบอก ป้าคิดว่า เขาบอกว่า ดื่มแล้วสดชื่นไปถึงหัวใจเลย เขาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ลุงก็จะเปิดขวดให้ได้ ในที่สุดป้าก็นึกออก บอกลุงว่า ของเขาจ่ายเงินแล้ว แต่เขารอให้เราลุก เขาจะได้มานั่งแทน 5555
เราลุกเดินกลับไปที่สถานี นั่งเมโทรสาย 1 ไปเปลี่ยนรถที่สถานี Seomyeon ไปสถานี Busan ออกทางออกที่ 13 ไป Yongdusan Park ออกจากทางออกตรงไปประมาณ 500 เมตร เลี้ยวซ้ายที่ร้าน eider เดินเข้าซอยไปโผล่ที่ย่านช้อปปิ้ง มองไปฝั่งตรงข้ามเจอทางขึ้น เป็นบันไดที่มีบันไดเลื่อนตรงกลาง 3 ทอด ขึ้นไปบนเขา มีหอชมวิวสูงเสียดฟ้า อยู่ท่ามกลางเมฆฝน ทำให้เห็นชัดเป็นบางจังหวะ มีต้นดอกไม้สีขาว เหมือนที่ศาลเจ้าที่ฮากะตะด้วย
เสร็จจากชมสวนสาธารณะ เรากลับไปที่สถานีปูซาน เราเสียดายตั๋วพาส ใช้ยังไม่หมดวัน ก่อนจะออกจากปูซาน จึงหาคนที่จะรับไปใช้ต่อให้คุ้ม เจอ 2 สาวลากกระเป๋าเดินออกจากสถานีปูซาน ป้าจึงส่งให้พวกเธอ แล้วบอกว่า พวกเรากำลังจะออกจากปูซาน พวกเธอรับไปด้วยความดีใจ แล้วป้าก็รีบวิ่งไปซื้อตั๋ว KTX เพื่อไปโซล ตอนแรกพนง.ขายตั๋วบอกว่า ตั๋วตอนกลางวันหมดแล้วเหลือแต่ 20.40 น. ป้าใจไม่ดี ถามว่าใช้เวลาเดินทางเท่าไร เธอบอกว่าเกือบ 3 ชม.
จะให้บอกว่าไม่เอา ได้อย่างไร เพราะที่พักก็จองไว้แล้ว จำเป็นต้องบอกว่าก็ได้ ในใจนึกถึงความยากลำบากในการหาที่พักแต่เธอคลิ้กไปคลิ้กมา แล้วถามว่านั่งแยกกันได้มั้ย ป้าตอบว่าได้ เธอจึงพริ้นท์ออกมา กลายเป็นได้ไป 15.30 น. ใบหนึ่งตู้ 1 อีกใบหนึ่งตู้ 6 ป้านั่งตู้ 6 มีคนนั่งแล้วลง เปลี่ยนคนใหม่ รวม 3 คน ผู้ชายทั้งหมด ทุกคนมีกลิ่นผักมัสตาร์ด
ทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟไม่ได้น่ารื่นรมณ์ ถ้าไม่ใช่ตึกก็เป็นความแห้งแล้ง แทบจะไม่มีความเขียวของต้นไม้ปรากฏให้เห็นเลย เพราะต้นไม้ที่มีน้อยอยู่แล้ว เพิ่งผ่านความบอบช้ำจากหิมะ และความหนาวเย็น ขนาดเท้ามีถุงเท้าห่อหุ้ม ถูกหิมะไม่มากยังเกรียมเหมือนเป็นโรคสะเก็ดเงินได้ ถึงโซล 18.20 น. เริ่มมืดแล้ว วิ่งไปหาปชส.ถามหาสถานีที่จะไปที่พัก Isak Guest House ได้ใกล้ที่สุด เธอค้นให้แล้วบอกว่า ให้นั่งเมโทรสาย 2 ไปต่อสาย 6 ที่สถานี Samgakji แล้วลงที่ Itaewon
เราขอให้คนช่วยซื้อตั๋วจากตู้ให้ เขาบอกว่าเมื่ออออกจากสถานีจะได้เงินคืน 500 วอน ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อลงแล้วเราเอาตั๋วไปถามพนักงานที่ทางออก เขาพาเราออกไปโดยไม่ใช้ตั๋ว พาไปที่ตู้คืนเงิน ให้เราเอาตั๋วสอดเข้าไปในช่องสอดตั๋ว เงินเหรียญ 500 วอนตกลงมาในช่องคืนเงิน มันเป็นเงินที่เขาบวกค่าประกันตั๋ว ถ้าเอาตั๋วไปคืนจะได้เงินค่าประกันคืน 500 วอน
ออกจากสถานีอิแทวอนที่ทางออก 4 หมุนตัวมองหาตึก Cheil ที่อยู่ห่างออกไปฝั่งเดียวกับที่ยืนอยู่เดินตรงไปเรื่อยๆ พอไปถึงตึกเชลแล้ว ไม่รู้ว่าที่พักอยู่ตรงไหน เดินไปเจอกลุ่มนศ.ลาว ที่มาเรียนต่อกรุงโซล พวกเขาบอกว่าสถานทูตไทยอยู่ใกล้ๆ นี่เอง แต่พวกเขาไม่รู้ว่าที่พักเราอยู่จุดไหน ถามคนเก็บขยะเขาดูแผนที่ให้บอกว่าเดินออกไปที่ถนนใหญ่ แล้วเดินต่อจากที่เดินมาก่อนเลี้ยวมันอยู่แถวนั้นแหละ ป้าจึงไปยืนที่สว่างๆ แล้วค่อยๆคลำแผนที่ เทียบจากแผนที่กับตึกแถวๆ นั้น
แล้วก็เจอ ชื่อ isak อยู่หน้าชั้นที่บอกไว้ในเน็ต ตรงถนนเป็นทางม้าลายข้ามไปฝั่งตรงข้ามเป็น GS25 ร้านสะดวกซื้อ หน้าบันไดเป็นผับชื่อ The one ชั้น 2-3 เป็นร้านอาหาร สำหรับคนที่รู้จัก เดินผ่านขึ้นไปชั้น 4 ก่อนถึงมีเก้าอี้ให้นั่งพัก ที่ผนังเป็นบอร์ดติดแผ่นแปะที่เขียนถึงที่พัก เดินขึ้นไปหน้าห้องมีม้านั่งให้นั่งรอ ในกรณีที่มาถึงแล้วต้องรอพนักงานต้อนรับ เพราะทำงานเป็นเวลา มีป้ายบอกว่า อยู่ที่นี่ปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับที่โรม ขอให้ถอดรองเท้า มีป้ายเล็กๆ ทำลูกศรชี้ให้กดออด
ประตูเปิดออก เจ้าของเดินออกมารับ พร้อมรองเท้าบ้านให้เราใส่ ถามว่าจากประเทศไทยใช่ไหม พอเราบอกว่าใช่เขาพูดว่าสวัสดีครับ เขาชอบเมืองไทยมาก และมาบ่อยๆ ชอบทุกอย่าง อาหาร ผู้คน เทศกาล ค่าที่พักของเราหลังจากลด 10% จากบัตรสมาชิกสมาคมบ้านเยาวชน 3 คืน 11,600 วอน ได้บัตรพร้อมรหัสประตูและชื่อกับรหัส wifi
เจ้าของพาแนะนำสถานที่และวิธีการใช้รวมทั้งการเปิดประตู เรารีบต้มบะหมี่ก่อนอื่นเพราะกลัวผักที่เก็บมาจะไม่อร่อย มันมีกลิ่นเหม็นเขียวเหมือนกลิ่นตัวของชายชาวเกาหลี รสชาติก็เหมือนกวางตุ้งแต่แข็งกว่า
https://www.youtube.com/watch?v=4mmhhApM3yc&list=PLNNEpgjidh3rOZrgJke8nJSoQFBtI0Iin&index=18
https://www.youtube.com/watch?v=GNbM-I0ISxU&list=PLNNEpgjidh3rOZrgJke8nJSoQFBtI0Iin&index=19
https://www.youtube.com/watch?v=akwTJXcZtdA&list=PLNNEpgjidh3rOZrgJke8nJSoQFBtI0Iin&index=20
https://www.youtube.com/watch?v=089TjXXVAOQ&list=PLNNE
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น