เป็นปัญหาที่เราไม่รู้จะไประบายหรือปรึกษาใครที่ไหนดี
เคยไหม ที่เวลาต้องการใครซักคนเป็นที่ปรึกษาแล้ว พอเราคิดถึงแม่ แต่แม่กลับให้เราแก้ปัญหาทุก ๆ อย่างด้วยตัวของเราเอง ไม่แม้แต่จะให้คำปรึกษาหรือกำลังใจ มีแต่ดูถูก ทับถม และกดดัน เราผิดมากหรือที่เกิดมาเป็นคนตาบอด ซึ่งแม่เราเกลียดและดูถูกคนตาบอดตลอดมา แม้เราจะพยายามทำดีด้วยทุก ๆ อย่าง แต่กลับได้รับการดูถูกถากถางเปรียบเทียบกับพี่สาว ซึ่งเป็นคนปกติเสมอมา
ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เวลาเราอยากได้อะไร แม่ไม่เคยตามใจเราเลย ในขณะที่พี่สาวเรากลับขอได้ทุกอย่าง
แต่เราก็รู้สึกดีใจที่ท่านให้การศึกษากับเรามาโดยตลอด และพยายามหาทางรักษาตาเรามาตลอด แต่ตอนนี้มันได้เท่านี้จริง ๆ
คือจริง ๆ เราก็ไม่ได้ตาบอดสนิทอะไรหรอก พอจะมองเห็นลาง ๆ บ้าง แต่ต้องใช้ไม้เท้าเพื่อช่วยในการเดินทาง จะดูรถเมล์ก็ดูเองไม่ถนัด ต้องให้รถวิ่งผ่านหน้าเรามาจอดสักพักจึงจะรู้ว่าสายอะไร จะโบกขึ้นเองก็ไม่ทันการ ขึ้นผิดขึ้นถูกมาก็เยอะ สมัยที่ยังไม่ใช้ไม้เท้า ตกท่อ ตกบันได ตกเนินเขาก็บ่อย
มองทางก็ไม่ชัด สะดุดหลุมบ่อเป็นประจำ ได้ใช้ไม้เท้าของคนตาบอดช่วยเราได้เยอะ แต่แม่เราไม่ชอบคนตาบอด แต่เราก็เลือกเกิดเป็นคนตาดีไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะให้เราทำยังไง แม่ชอบบอกว่า เราตาบอดแล้วไม่เจียม ทำตัวไม่น่าสงสาร ทำตัวไม่เหมือนคนพิการ เราถามแม่ ต้องใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ มอซอ ๆ หรอถึงจะดูน่าสงสารและเหมือนคนพิการ แม่เราก็บอกไม่ใช่ แต่พอเราถามว่าควรจะต้องทำอย่างไร แม่เราก็ตอบไม่ได้
แต่ก่อนบ้านเรา มีชั้นเดียว เรากับพี่สาวอยู่ห้องเดียวกัน บางทีเราก็อึดอัดจะทำอะไรก็ไม่เป็นส่วนตัว เลยไปบอกแม่ หนูอยากได้ห้องส่วนตัว แม่เลยสร้างบ้านใหม่ให้ 2 ชั้น เราถาม ทำไมต้องสร้างใหม่ แม่บอก ถ้าสร้างห้อง ๆ เดียวเพิ่มมันก็ไม่คุ้ม เลยได้สร้างใหม่ทั้งหลัง เราได้ห้องส่วนตัวมา แต่เล็กกว่าของพี่สาวเรามากเกือบเท่าตัว
เราไม่ค่อยรู้สึกผูกพันกับแม่เราเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยได้อยู่ใกล้แม่ตลอดเวลา เราถูกส่งมาอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ 5-6 ขวบ จะได้กลับบ้านบ้างก็เฉพาะบางเสาร์-อาทิตย์ที่แม่ว่างมารับ หรือไม่ก็เดือนละครั้งสองครั้ง หรือกลับยาวอีกทีก็ช่วงปิดเธอม ซึ่งบ้านเราไม่มีคนใช้ พี่สาวเราทำงานบ้านเองแทบทุกอย่าง ตอนเรากลับไปก็ช่วยเช็ดชั้น เช็ดกระจกบานเกล็ดบ้าง แต่เช็ดไม่ถนัดเพราะติดเหล็กดัด จะถอดมุ้งลวดมาทำความสะอาดเอง อีครั้นจะใส่เข้าไปใหม่ ก็มองไม่เห็นล็อค เป็นที่รำคาญลำบากใจแก่เรามาก เพราะเราจะอึดอัดทุกครั้งที่ต้องอยู่ในที่สกปรก มันหายใจไม่สะดวก
ล่าสุด เรามีปัญหาทะเลาะกับแม่ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ก็เรื่องเดิม ๆ แม่ดูถูกประณามหยามเหยียดเราตลอด ว่าเราผิดพลาดทุกเรื่อง แล้วก็ตบท้ายด้วยการสาปแช่งเราต่าง ๆ นา ๆ จนเรารับไม่ได้ ในที่สุดเราก็เริ่มโมโห และทำในสิ่งที่ลูก ๆ ไม่พึงควรกระทำกับพ่อแม่ผู้มีพระคุณ นั่นคือทำร้ายแม่ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเรามีความคิดอันชั่วร้ายนี้แวบเข้ามาในหัวได้อย่างไร เราเริ่มเขวี้ยงปาข้าวของที่แม่เราเริ่มปามาทางเราคืนใส่แม่ จนในที่สุดเราก็จับหัวแม่ไปโขกฝา ตอนนั้นรู้สึกแค่ว่า อยากให้แม่หยุดด่าหยุดดูถูกหยุดประณามสาปส่งเราเสียที หยุดพูดเสียทีในสิ่งที่ฟังแล้วไม่เป็นมงคลนัก ในขณะนั้นเราก็ถูกแม่จะเอาเล็บยาว ๆ ของแม่มาจิกตาเราพอดี ตาของเรา ที่แม่ช่วยรักษาให้ เราไม่อยากให้แม่มาทำลายมันลงด้วยน้ำมือของแม่เอง เราจึงทำทุกอย่างเพื่อยับยั้งแม่ จนในที่สุดเรารู้สึกเจ็บระบมไปทั้งตัวทั้งหัว ทั้งมือ เราเริ่มร้องขอความช่วยเหลือ และมีชาวบ้านแห่มาดูบ้างแล้ว ...สรุป พอเราพ้นออกมาจากตรงนั้นได้เราก็รีบเปิดประตูวิ่งหนีออกมาอยู่หน้าบ้าน (ในรั้ว) และทันใดนั้นเอง แม่เราก็ได้ล็อคประตูไม่ให้เรากลับเข้าไปในบ้านอีก จนเราต้องยืนตากยุงอยู่ข้างนอก จนมีน้าแถวบ้าน (ไม่ใช่ญาติทางแม่) มาชวนเราไปนอนด้วย ..... คืนนั้นเรานอนร้องไห้ทั้งคืน เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งหัวใจ .. ทำไมนะ แม่ถึงไม่เคยพูดจาดี ๆ กับเราเลย ทำไมต้องคอยพูดจาถากถางเปรียบเทียบดูถูกเราตลอด ความอบอุ่นในครอบครัวคืออะไร เราพยายามค้นหา ... พี่สาวเราเองก็ถูกแม่สอนมาว่า ให้เลอกคบกับผู้ชายรวย ๆ เพื่ออนาคตที่ดี ในขณะที่เราแย้งว่า แล้วคบคนดีไม่ดีกว่าหรือ แม่เราตะคอกสวนเรามาทันควันว่า

อีเซ่อ ทำไมไม่หัดทำตัวให้มันฉลาดเหมือนพี่เขามั้งฮะ พร้อมกับถลึงตาใส่เรา ... เวลาเราทำอะไรผิด เราก็จะโดนซ้ำเติมทันที ไม่มีหรอกการปลอบใจ ... รึบางทีก็ลงไม้ลงมือกับเราแบบไม่ทันตั้งตัว ... อะไรที่ไม่ดี ๆ ของเรา แม่ขายให้ญาติ ๆ ฟังหมด ... ในขณะที่อะไรที่ไม่ดีของพี่สาวเรา แม่ไม่เคยปริปากบอกใคร
นับตั้งแต่เดือนมกรามาจนถึง ณ บัดนี้ ทุกครั้งที่เราโทรไป แม่ไม่ยอมพูดคุยกับเรา วางหูทิ้งไว้อย่างนั้น จะติดต่อไปอีกก็กลายเป็นสายไม่ว่างตลอด
ส่วนพี่สาวเรากับเรา ก็ไม่ได้สนิทหรือผูกพันอะไรกันนัก
เรารู้สึกเหินห่างกับคนในครอบครัวเราจริง ๆ
ตอนนี้แม่เราอยากได้คนมาคอยทำความสะอาดบ้าน
เราหาคนมาได้แล้ว จะพาไปให้อยู่กับแม่วันศุกร์นี้ เมื่อเช้าเราโทรไป เราบอก แม่คะวันศุกร์นี้หนูจะไปหานะคะ หนูจะ....... ยังพูดไม่ทันจบ แม่เราก็วางหูโทรศัพท์ไปเสียแล้ว พยายามติดต่อก็ไม่ได้ กลุ้มใจจังชีวิต
ทำไมแม่เราถึงมีอคติกับเราอย่างนี้
เคยไหม ที่เวลาต้องการใครซักคนเป็นที่ปรึกษาแล้ว พอเราคิดถึงแม่ แต่แม่กลับให้เราแก้ปัญหาทุก ๆ อย่างด้วยตัวของเราเอง ไม่แม้แต่จะให้คำปรึกษาหรือกำลังใจ มีแต่ดูถูก ทับถม และกดดัน เราผิดมากหรือที่เกิดมาเป็นคนตาบอด ซึ่งแม่เราเกลียดและดูถูกคนตาบอดตลอดมา แม้เราจะพยายามทำดีด้วยทุก ๆ อย่าง แต่กลับได้รับการดูถูกถากถางเปรียบเทียบกับพี่สาว ซึ่งเป็นคนปกติเสมอมา
ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เวลาเราอยากได้อะไร แม่ไม่เคยตามใจเราเลย ในขณะที่พี่สาวเรากลับขอได้ทุกอย่าง
แต่เราก็รู้สึกดีใจที่ท่านให้การศึกษากับเรามาโดยตลอด และพยายามหาทางรักษาตาเรามาตลอด แต่ตอนนี้มันได้เท่านี้จริง ๆ
คือจริง ๆ เราก็ไม่ได้ตาบอดสนิทอะไรหรอก พอจะมองเห็นลาง ๆ บ้าง แต่ต้องใช้ไม้เท้าเพื่อช่วยในการเดินทาง จะดูรถเมล์ก็ดูเองไม่ถนัด ต้องให้รถวิ่งผ่านหน้าเรามาจอดสักพักจึงจะรู้ว่าสายอะไร จะโบกขึ้นเองก็ไม่ทันการ ขึ้นผิดขึ้นถูกมาก็เยอะ สมัยที่ยังไม่ใช้ไม้เท้า ตกท่อ ตกบันได ตกเนินเขาก็บ่อย
มองทางก็ไม่ชัด สะดุดหลุมบ่อเป็นประจำ ได้ใช้ไม้เท้าของคนตาบอดช่วยเราได้เยอะ แต่แม่เราไม่ชอบคนตาบอด แต่เราก็เลือกเกิดเป็นคนตาดีไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะให้เราทำยังไง แม่ชอบบอกว่า เราตาบอดแล้วไม่เจียม ทำตัวไม่น่าสงสาร ทำตัวไม่เหมือนคนพิการ เราถามแม่ ต้องใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ มอซอ ๆ หรอถึงจะดูน่าสงสารและเหมือนคนพิการ แม่เราก็บอกไม่ใช่ แต่พอเราถามว่าควรจะต้องทำอย่างไร แม่เราก็ตอบไม่ได้
แต่ก่อนบ้านเรา มีชั้นเดียว เรากับพี่สาวอยู่ห้องเดียวกัน บางทีเราก็อึดอัดจะทำอะไรก็ไม่เป็นส่วนตัว เลยไปบอกแม่ หนูอยากได้ห้องส่วนตัว แม่เลยสร้างบ้านใหม่ให้ 2 ชั้น เราถาม ทำไมต้องสร้างใหม่ แม่บอก ถ้าสร้างห้อง ๆ เดียวเพิ่มมันก็ไม่คุ้ม เลยได้สร้างใหม่ทั้งหลัง เราได้ห้องส่วนตัวมา แต่เล็กกว่าของพี่สาวเรามากเกือบเท่าตัว
เราไม่ค่อยรู้สึกผูกพันกับแม่เราเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยได้อยู่ใกล้แม่ตลอดเวลา เราถูกส่งมาอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ 5-6 ขวบ จะได้กลับบ้านบ้างก็เฉพาะบางเสาร์-อาทิตย์ที่แม่ว่างมารับ หรือไม่ก็เดือนละครั้งสองครั้ง หรือกลับยาวอีกทีก็ช่วงปิดเธอม ซึ่งบ้านเราไม่มีคนใช้ พี่สาวเราทำงานบ้านเองแทบทุกอย่าง ตอนเรากลับไปก็ช่วยเช็ดชั้น เช็ดกระจกบานเกล็ดบ้าง แต่เช็ดไม่ถนัดเพราะติดเหล็กดัด จะถอดมุ้งลวดมาทำความสะอาดเอง อีครั้นจะใส่เข้าไปใหม่ ก็มองไม่เห็นล็อค เป็นที่รำคาญลำบากใจแก่เรามาก เพราะเราจะอึดอัดทุกครั้งที่ต้องอยู่ในที่สกปรก มันหายใจไม่สะดวก
ล่าสุด เรามีปัญหาทะเลาะกับแม่ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ก็เรื่องเดิม ๆ แม่ดูถูกประณามหยามเหยียดเราตลอด ว่าเราผิดพลาดทุกเรื่อง แล้วก็ตบท้ายด้วยการสาปแช่งเราต่าง ๆ นา ๆ จนเรารับไม่ได้ ในที่สุดเราก็เริ่มโมโห และทำในสิ่งที่ลูก ๆ ไม่พึงควรกระทำกับพ่อแม่ผู้มีพระคุณ นั่นคือทำร้ายแม่ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเรามีความคิดอันชั่วร้ายนี้แวบเข้ามาในหัวได้อย่างไร เราเริ่มเขวี้ยงปาข้าวของที่แม่เราเริ่มปามาทางเราคืนใส่แม่ จนในที่สุดเราก็จับหัวแม่ไปโขกฝา ตอนนั้นรู้สึกแค่ว่า อยากให้แม่หยุดด่าหยุดดูถูกหยุดประณามสาปส่งเราเสียที หยุดพูดเสียทีในสิ่งที่ฟังแล้วไม่เป็นมงคลนัก ในขณะนั้นเราก็ถูกแม่จะเอาเล็บยาว ๆ ของแม่มาจิกตาเราพอดี ตาของเรา ที่แม่ช่วยรักษาให้ เราไม่อยากให้แม่มาทำลายมันลงด้วยน้ำมือของแม่เอง เราจึงทำทุกอย่างเพื่อยับยั้งแม่ จนในที่สุดเรารู้สึกเจ็บระบมไปทั้งตัวทั้งหัว ทั้งมือ เราเริ่มร้องขอความช่วยเหลือ และมีชาวบ้านแห่มาดูบ้างแล้ว ...สรุป พอเราพ้นออกมาจากตรงนั้นได้เราก็รีบเปิดประตูวิ่งหนีออกมาอยู่หน้าบ้าน (ในรั้ว) และทันใดนั้นเอง แม่เราก็ได้ล็อคประตูไม่ให้เรากลับเข้าไปในบ้านอีก จนเราต้องยืนตากยุงอยู่ข้างนอก จนมีน้าแถวบ้าน (ไม่ใช่ญาติทางแม่) มาชวนเราไปนอนด้วย ..... คืนนั้นเรานอนร้องไห้ทั้งคืน เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งหัวใจ .. ทำไมนะ แม่ถึงไม่เคยพูดจาดี ๆ กับเราเลย ทำไมต้องคอยพูดจาถากถางเปรียบเทียบดูถูกเราตลอด ความอบอุ่นในครอบครัวคืออะไร เราพยายามค้นหา ... พี่สาวเราเองก็ถูกแม่สอนมาว่า ให้เลอกคบกับผู้ชายรวย ๆ เพื่ออนาคตที่ดี ในขณะที่เราแย้งว่า แล้วคบคนดีไม่ดีกว่าหรือ แม่เราตะคอกสวนเรามาทันควันว่า
นับตั้งแต่เดือนมกรามาจนถึง ณ บัดนี้ ทุกครั้งที่เราโทรไป แม่ไม่ยอมพูดคุยกับเรา วางหูทิ้งไว้อย่างนั้น จะติดต่อไปอีกก็กลายเป็นสายไม่ว่างตลอด
ส่วนพี่สาวเรากับเรา ก็ไม่ได้สนิทหรือผูกพันอะไรกันนัก
เรารู้สึกเหินห่างกับคนในครอบครัวเราจริง ๆ
ตอนนี้แม่เราอยากได้คนมาคอยทำความสะอาดบ้าน
เราหาคนมาได้แล้ว จะพาไปให้อยู่กับแม่วันศุกร์นี้ เมื่อเช้าเราโทรไป เราบอก แม่คะวันศุกร์นี้หนูจะไปหานะคะ หนูจะ....... ยังพูดไม่ทันจบ แม่เราก็วางหูโทรศัพท์ไปเสียแล้ว พยายามติดต่อก็ไม่ได้ กลุ้มใจจังชีวิต