ตอนที่ 14 : ความตาย และภาคต่อของความสยอง
แม้ปธานินจะมีชีวิตรอดจากความอาฆาตพยาบาทของเอกรัฐไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าความสงบสุขกลับไม่ได้บังเกิดขึ้นเหมือนตอนจบของนิทานหลอกเด็ก แต่เป็นซีรีส์ระทึกขวัญแบบยุโรปต่างหาก โดยมีความตายของแสงดาวเป็นจุดเริ่มต้นของความสยดสยองครั้งใหม่... แล้วเขาก็คงเป็นตัวเอกที่ต้องหันหน้าเผชิญกับความหวาดกลัวอีกครั้ง
ปธานินทิ้งตัวลงบนเตียงทันทีที่ถึงห้อง ร่างกายโหยหาการพักผ่อนให้หายจากความอ่อนเพลีย พอกันกับจิตใจที่ปรารถนาการเยียวยาเช่นกัน
“นิน เมิงนอนพักผ่อนเถอะ” บอยพูดพลางมองสภาพของเพื่อนสนิท แม้จะส่งอีกฝ่ายถึงห้องแล้ว แค่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย
“บอย มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่” ปธานินพลิกตัวกลับเพื่อมองหน้า ราวกับดวงตาของอีกฝ่ายจะมีคำตอบให้
“เอ่อ...” บอยอ้ำอึ้ง ทว่าเขาเองก็ไม่สามารถให้คำตอบได้
“กูคิดว่าเรื่องไอ้เอกจบไปแล้ว ชีวิตเราน่าจะกลับเป็นปกติ แต่ทำไมดาวถึง...” แม้จะเฉื่อยชา แต่ปธานินก็ไม่ใช่รูปปั้นหิน เขายังคงมีความรู้สึก หยดน้ำที่เริ่มซึมออกจากตาเองก็เป็นหลักฐานได้อย่างดี
“นิน...” เด็กหนุ่มผิวเข้มทำได้เพียงเรียกชื่อเพื่อนแผ่วเบาในลำคอก่อนจะนั่งลงบนเตียง เขาเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไรที่เห็นคนรักต้องตายไปต่อหน้า ขนาดเขาเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ
“ทำไมชัยถึงทำอย่างนี้วะ ดาวไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยสักหน่อย” เด็กหนุ่มพูดพลางหลุบหน้าไปอีกทาง
ทันทีที่ปธานินพูดขึ้น ภาพเหตุการณ์สุดสยองก็หวนกลับเข้าสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง โดยเฉพาะภาพของใบหน้าหญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย แม้ร่างกายจะหยุดการทำงาน กลายเป็นเพียงเศษซากไร้ชีวิต หากแต่ดวงตาของเธอยังคงเบิกโพลง
... บ่งบอกให้รู้ว่า ความรู้สึกสุดท้ายของเธอคือตกใจ และหวาดกลัว
เมื่อได้เห็นหยดน้ำตา และท่าทางของปธานิน บอยรับรู้ได้ทันทีถึงน้ำหนักของความโศกเศร้า ขุ่นเคือง และรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายกำลังแบกรับไว้ในใจ
“กูตอบตำรวจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่พูดถึงชัย เพื่อให้เรื่องมันจบที่อุบัติเหตุ แต่กูกลับไม่สามารถตอบแบบเดียวกันกับพ่อแม่ของดาวได้เลยแม้แต่น้อย” ปธานินลุกขึ้นนั่ง ชันขาขึ้น ซุกหน้าลงระหว่างเข่าทั้งสองข้างของตน
ภาพเหตุการณ์โศกสลดหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง...
........
ในเวลานั้น แม้ผู้เป็นแม่จะมาถึงที่เกิดเหตุหลังจากหน่วยกูภัยได้นำร่างของแสงดาววางลงบนเปล ห่มคลุมด้วยผ้าขาว เพื่อทำให้สภาพศพของเธอไม่ได้ดูน่าสยดสยองอย่างที่ปธานิน และบอยได้เห็นแล้ว หากแต่มันก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงความจริงไปได้
เมื่อได้เห็นใบหน้าของลูกสาว ผู้เป็นแม่ก็โผเข้ากอดร่างไร้ชีวิตนั้น ส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวน ใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยวอาบไล้ด้วยน้ำตา ร่ำไห้สะอื้นปานจะขาดใจตาม แม้อ้อมกอดของผู้เป็นสามีก็ไม่อาจจะทำให้เธอสงบได้
ถึงจะเป็นเพียงเวลาไม่กี่นาที แต่สำหรับปธานินที่ต้องจ้องมองดูภาพนั้นโดยไม่สามารถละสายตาไปได้ มันยาวนานราวกับเป็นชั่วโมง เขารู้สึกได้ถึงแรงบีบที่หัวใจไม่ต่างจากถูกมือมองไม่เห็นกุมจับไว้แน่น กระบอกตาร้อนผ่าว และเจ็บปวด หยดน้ำตาหลั่งรินอย่างไม่สามารถควบคุม
ครั้นเมื่อศพถูกนำขึ้นรถเพื่อเตรียมสำหรับขั้นตอนต่อไป ผู้เป็นแม่ก็พุ่งตรงเข้าหา แล้วฟาดมือลงบนหน้าของปธานินทันที กระหน่ำยิงคำถามมากมายเข้าใส่ทั้งยังคงสะอึกสะอื้น ก่อนจะระดมกำปั้นทุบลงบนร่างบอบบางของปธานินต่อพร้อมกับกล่าวโทษเขาไปด้วยที่พาแสงดาวออกจากบ้านมากลางดึก จนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียอันใหญ่หลวงตามมา
ภาพดวงตาแดงก่ำของผู้เป็นแม่ซึ่งสั่นระริกอยู่ใต้ม่านน้ำ ซ้อนทับอยู่กับภาพดวงตาเบิกโพลงของแสงดาว เป็นดุจดั่งมนต์สะกดอันพันธนาการปธานินให้ยืนนิ่ง ปล่อยให้ตัวเองเป็นเครื่องรองรับความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยความสำนึกผิด
หากมันจะช่วยปลอบประโลม และลดน้ำหนักของความสูญเสียที่ผู้เป็นแม่ต้องเผชิญแล้ว เขาก็ยินดียอมรับมัน
โชคยังดีที่พ่อแม่ของปธานินไม่ใช่ฝ่ายสูญเสีย จึงยังมีเหตุผลมากพอที่จะไม่ต่อว่าซ้ำเติมอะไรผู้เป็นลูกชายอีก... เช่นเดียวกับพ่อแม่ของบอย
.........
“นิน ตอนนี้เราอย่าเพิ่งคิดอะไรกันเลย พรุ่งนี้เราต้องไปบุรีรัมย์อีก” บอยพูดพลางลูบหัวเพื่อนสนิทเป็นเชิงปลอบใจ “เมิงนอนก่อนเถอะ เก็บแรงไว้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนสาย ๆ กูมารับ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนทันทีที่พูดจบ ค่ำคืนอันวิปริตเองก็เล่นงานเขาจนเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างกัน
“บอย...” ปธานินคว้ามือเพื่อนสนิทไว้ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเอื่อยอ่อย แผ่วเบาตรงข้ามกับน้ำหนักของความรู้สึกที่แบกรับไว้ “เมิงอยู่เป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม กู... กูไม่อยากอยู่คนเดียว”
“อืม” เด็กหนุ่มผิวเข้มพูดพลางยิ้มให้ทีหนึ่ง “งั้นเดี๋ยวกูไปอาบน้ำก่อน เมิงก็ย่าคิดมากล่ะ”
“เดี๋ยว กูอาบด้วย กูไม่อยากอยู่คนเดียว”
“เดี๋ยวนะ นิน นี่เมิงแค่อ้อนใช่ไหมเนี่ย หรือว่ากลัวชัย” บอยทำหน้าแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้อีกครั้ง
“เปล่า กูก็แค่ไม่อยากอยู่คนเดียว กลัวว่าจะคิดถึงภาพของดาวกับแม่อีก”
“อืม กูเข้าใจ งั้นป่ะ รีบอาบจะได้นอน”
ห้องน้ำบุกระเบื้องสีขาว ผสานกับแสงไฟสว่างจ้าสามารถบรรเทาความหวาดวิตก และร่องรอยแห่งความเครียดในจิตใจให้เจือจางลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซ้ำยังช่วยให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย มั่นคง ผสานกับความจริงอีกข้อที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ยอมรับ การอาบน้ำกับเพื่อนโดยไร้อาภรณ์ห่มคลุมร่างไม่ได้ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจอย่างที่คิด ตรงกันข้าม มันกลับยังผลทางจิตวิทยาให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะการที่ต่างฝ่ายต่างเผยเรือนร่างให้เห็น เสมือนกับเป็นการปลดเปลื้องสิ่งปกปิดออก ไม่ใช่แค่กับร่างกาย แต่จิตใจด้วย ดังนั้นความหวาดระแวงที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ จึงลดน้อยถอยลงในช่วงเวลานั้น ยิ่งได้อิทธิพลของสายน้ำที่หลั่งรดลงบนเนื้อหนัง ก็เหมือนกับความตึงเครียดได้ถูกชำระล้างออกไป
แม้จะไม่รู้ตัว แต่จิตใจของปธานินเองกำลังได้รับการบำบัดให้ผ่อนคลายลงเช่นกัน
“ว่าแต่ บอย เมิงแน่ใจเหรอว่าชัยจะไม่อาละวาดเอาตอนนี้” ปธานินพูดขึ้นพลางกดสบู่เหลวใส่มือ
“กูคิดว่างั้นนะ” เด็กหนุ่มผิวเข้มตอบทั้งยังง่วนอยู่กับการพยายามฟอกสบู่บนแผ่นหลังอย่างลำบาก “แต่ถ้าพรุ่งนี้เราไม่ไปแก้บนให้เสร็จ กูว่ามาแน่”
“อืม มานี่มา กูถูหลังให้... ทำไมเมิงถึงคิดอย่างนั้น”
“ก็ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ชัยคงเล่นงานเมิงไปแล้ว แทนที่จะเป็น...” บอยหยุดพูดกลางคัน เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าไม่สมควรพูดถึงดาวในเวลานี้
ทว่าสายไปเสียแล้ว
“ดาว...” ปธานินพูดพลางหลุบหน้าลง น้ำเสียงเอื่อยอ่อยด้วยความรู้สึกผิด
บอยรับรู้ได้ทันทีถึงสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป เขาจึงหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า ก่อนจะทาบมือลงบนไหล่ของอีกฝ่าย “นิน กูขอโทษ”
“กูต่างหากที่ต้องขอโทษ กูลากทั้งเมิง และดาวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
“นิน เมิงฟังกูนะ เมิงไม่ได้ลากใครเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น... เอ้า หันหลัง เดี๋ยวกูถูให้” บอยพูดพลางหมุนตัวอีกฝ่ายให้หันหลัง
“แต่...” ปธานินไม่ออกแรงฝืนแม้แต่น้อย
“เรื่องนี้เกี่ยวกับดาวด้วย แม้จะไม่ได้ขอ แต่เมิงก็ทำเพื่อดาวใช่ไหมล่ะ”
“แต่ยังไงดาวก็ตายเพราะกู” น้ำเสียงของปธานินแข็งกร้าวขึ้น ราวกับถูกความรู้สึกผิดดันออกมา
“ไม่หรอก ใครจะไปคิดว่า จู่ ๆ ชัยจะบ้าขึ้นมา”
“กูคิดมาตลอดนะ เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นทันทีที่กูบอกว่าจะยังไม่ไปแก้บน นี่ถ้ากูเชื่อเมิง ดาวก็คงไม่ต้อง...”
“นิน อย่าคิดมาก อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าชัยจะยังไม่ทำอะไรเมิงแน่นอน เพราะเขาคงต้องการให้เมิงไปแก้บนให้” บอยตอบตามที่ตัวเองคิด
“แล้วเมิงล่ะ... กู กูขอโทษ”
“เฮ้ย บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอโทษ เมิงไม่ได้ลากกูเข้ามาเกี่ยวด้วย แต่กูเสนอตัวช่วยเมิงเองต่างหาก จะว่ากูเผือกก็ได้” บอยพูดติดตลก หวังให้เพื่อนสบายใจขึ้น
“แต่กูกลัวว่ะ กลัวว่าจะต้องเสียเมิงไปอีกคน” สำหรับปธานินแล้ว บอยเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวซึ่งยืนอยู่ข้างเขาเสมอมา แม้สิ่งที่ปธานินพูดจะฟังดูแปลกไปกว่าเพื่อนกันจะพูด แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ถูกทำให้พูดได้ง่ายขึ้น เมื่ออยู่ในสภาวะซึ่งร่างกาย และจิตใจไร้สิ่งใดห่มคลุม
“ไม่มีทาง พรุ่งนี้เราไปบุรีรัมย์กัน ไปทำเรื่องนี้ให้มันจบสิ้นเสียที เมิงไม่ต้องกังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กูจะไม่ทิ้งเมิงไปไหนแน่นอน” น้ำเสียงของบอยสั่นเครือขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว หรือความวิตกกังวลใดทั้งสิ้น หากแต่เพราะความซาบซึ้งอันเกิดจากคำพูดของเพื่อนสนิทต่างหาก
“ขอบใจนะที่อยู่กับกูมาตลอด”
“อืม... นิน กูขออะไรอย่างได้ไหมวะ... ถึงเมิงจะไม่ได้เป็นแบบกู แต่... กูขอกอดเมิงสักครั้งได้ไหม แบบเพื่อน” โดยไม่รอคำตอบ เด็กหนุ่มผิวเข้มก็สวมกอดอีกฝ่ายไว้จากทางด้านหลังทันที พร้อมกับหยดน้ำที่เอ่อท่วมกระบอกตา “ไม่ต้องคิดมาก กูจะอยู่กับเมิงเสมอ... เพื่อน”
************ อ่านต่อด้านล่างครับ **************
Sloth : ขี้เกียจตัวเป็นศพ - ตอนที่ 14 : ความตาย และภาคต่อของความสยอง (Re-write)
แนวเรื่อง : ลึกลับ ระทึกขวัญ สยองขวัญ หักมุม
ผู้แต่ง : Phakin (ภาคิน) -- https://www.facebook.com/phakin.uttabolyukol
มนุษย์เราทุกผู้ล้วนมีบาป ซึ่งนั่นอาจกลายเป็นหนทางแห่งความตาย...
บนเส้นทางชีวิตมีบ่อยครั้งที่ต้องเลือกว่า จะทำ หรือไม่ทำ...
แต่ปลายทางคงเลือกไม่ได้ว่า จะตาย หรือไม่ตาย
ถ้าชอบช่วยกดไลค์แฟนเพจไว้ติดตามข่าวสารเรื่องนี้ และเรื่องอื่น ๆ ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/phakin.uttabolyukol
แม้ปธานินจะมีชีวิตรอดจากความอาฆาตพยาบาทของเอกรัฐไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าความสงบสุขกลับไม่ได้บังเกิดขึ้นเหมือนตอนจบของนิทานหลอกเด็ก แต่เป็นซีรีส์ระทึกขวัญแบบยุโรปต่างหาก โดยมีความตายของแสงดาวเป็นจุดเริ่มต้นของความสยดสยองครั้งใหม่... แล้วเขาก็คงเป็นตัวเอกที่ต้องหันหน้าเผชิญกับความหวาดกลัวอีกครั้ง
ปธานินทิ้งตัวลงบนเตียงทันทีที่ถึงห้อง ร่างกายโหยหาการพักผ่อนให้หายจากความอ่อนเพลีย พอกันกับจิตใจที่ปรารถนาการเยียวยาเช่นกัน
“นิน เมิงนอนพักผ่อนเถอะ” บอยพูดพลางมองสภาพของเพื่อนสนิท แม้จะส่งอีกฝ่ายถึงห้องแล้ว แค่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย
“บอย มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่” ปธานินพลิกตัวกลับเพื่อมองหน้า ราวกับดวงตาของอีกฝ่ายจะมีคำตอบให้
“เอ่อ...” บอยอ้ำอึ้ง ทว่าเขาเองก็ไม่สามารถให้คำตอบได้
“กูคิดว่าเรื่องไอ้เอกจบไปแล้ว ชีวิตเราน่าจะกลับเป็นปกติ แต่ทำไมดาวถึง...” แม้จะเฉื่อยชา แต่ปธานินก็ไม่ใช่รูปปั้นหิน เขายังคงมีความรู้สึก หยดน้ำที่เริ่มซึมออกจากตาเองก็เป็นหลักฐานได้อย่างดี
“นิน...” เด็กหนุ่มผิวเข้มทำได้เพียงเรียกชื่อเพื่อนแผ่วเบาในลำคอก่อนจะนั่งลงบนเตียง เขาเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไรที่เห็นคนรักต้องตายไปต่อหน้า ขนาดเขาเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ
“ทำไมชัยถึงทำอย่างนี้วะ ดาวไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยสักหน่อย” เด็กหนุ่มพูดพลางหลุบหน้าไปอีกทาง
ทันทีที่ปธานินพูดขึ้น ภาพเหตุการณ์สุดสยองก็หวนกลับเข้าสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง โดยเฉพาะภาพของใบหน้าหญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย แม้ร่างกายจะหยุดการทำงาน กลายเป็นเพียงเศษซากไร้ชีวิต หากแต่ดวงตาของเธอยังคงเบิกโพลง
... บ่งบอกให้รู้ว่า ความรู้สึกสุดท้ายของเธอคือตกใจ และหวาดกลัว
เมื่อได้เห็นหยดน้ำตา และท่าทางของปธานิน บอยรับรู้ได้ทันทีถึงน้ำหนักของความโศกเศร้า ขุ่นเคือง และรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายกำลังแบกรับไว้ในใจ
“กูตอบตำรวจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่พูดถึงชัย เพื่อให้เรื่องมันจบที่อุบัติเหตุ แต่กูกลับไม่สามารถตอบแบบเดียวกันกับพ่อแม่ของดาวได้เลยแม้แต่น้อย” ปธานินลุกขึ้นนั่ง ชันขาขึ้น ซุกหน้าลงระหว่างเข่าทั้งสองข้างของตน
ภาพเหตุการณ์โศกสลดหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง...
........
ในเวลานั้น แม้ผู้เป็นแม่จะมาถึงที่เกิดเหตุหลังจากหน่วยกูภัยได้นำร่างของแสงดาววางลงบนเปล ห่มคลุมด้วยผ้าขาว เพื่อทำให้สภาพศพของเธอไม่ได้ดูน่าสยดสยองอย่างที่ปธานิน และบอยได้เห็นแล้ว หากแต่มันก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงความจริงไปได้
เมื่อได้เห็นใบหน้าของลูกสาว ผู้เป็นแม่ก็โผเข้ากอดร่างไร้ชีวิตนั้น ส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวน ใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยวอาบไล้ด้วยน้ำตา ร่ำไห้สะอื้นปานจะขาดใจตาม แม้อ้อมกอดของผู้เป็นสามีก็ไม่อาจจะทำให้เธอสงบได้
ถึงจะเป็นเพียงเวลาไม่กี่นาที แต่สำหรับปธานินที่ต้องจ้องมองดูภาพนั้นโดยไม่สามารถละสายตาไปได้ มันยาวนานราวกับเป็นชั่วโมง เขารู้สึกได้ถึงแรงบีบที่หัวใจไม่ต่างจากถูกมือมองไม่เห็นกุมจับไว้แน่น กระบอกตาร้อนผ่าว และเจ็บปวด หยดน้ำตาหลั่งรินอย่างไม่สามารถควบคุม
ครั้นเมื่อศพถูกนำขึ้นรถเพื่อเตรียมสำหรับขั้นตอนต่อไป ผู้เป็นแม่ก็พุ่งตรงเข้าหา แล้วฟาดมือลงบนหน้าของปธานินทันที กระหน่ำยิงคำถามมากมายเข้าใส่ทั้งยังคงสะอึกสะอื้น ก่อนจะระดมกำปั้นทุบลงบนร่างบอบบางของปธานินต่อพร้อมกับกล่าวโทษเขาไปด้วยที่พาแสงดาวออกจากบ้านมากลางดึก จนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียอันใหญ่หลวงตามมา
ภาพดวงตาแดงก่ำของผู้เป็นแม่ซึ่งสั่นระริกอยู่ใต้ม่านน้ำ ซ้อนทับอยู่กับภาพดวงตาเบิกโพลงของแสงดาว เป็นดุจดั่งมนต์สะกดอันพันธนาการปธานินให้ยืนนิ่ง ปล่อยให้ตัวเองเป็นเครื่องรองรับความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยความสำนึกผิด
หากมันจะช่วยปลอบประโลม และลดน้ำหนักของความสูญเสียที่ผู้เป็นแม่ต้องเผชิญแล้ว เขาก็ยินดียอมรับมัน
โชคยังดีที่พ่อแม่ของปธานินไม่ใช่ฝ่ายสูญเสีย จึงยังมีเหตุผลมากพอที่จะไม่ต่อว่าซ้ำเติมอะไรผู้เป็นลูกชายอีก... เช่นเดียวกับพ่อแม่ของบอย
.........
“นิน ตอนนี้เราอย่าเพิ่งคิดอะไรกันเลย พรุ่งนี้เราต้องไปบุรีรัมย์อีก” บอยพูดพลางลูบหัวเพื่อนสนิทเป็นเชิงปลอบใจ “เมิงนอนก่อนเถอะ เก็บแรงไว้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนสาย ๆ กูมารับ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนทันทีที่พูดจบ ค่ำคืนอันวิปริตเองก็เล่นงานเขาจนเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างกัน
“บอย...” ปธานินคว้ามือเพื่อนสนิทไว้ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเอื่อยอ่อย แผ่วเบาตรงข้ามกับน้ำหนักของความรู้สึกที่แบกรับไว้ “เมิงอยู่เป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม กู... กูไม่อยากอยู่คนเดียว”
“อืม” เด็กหนุ่มผิวเข้มพูดพลางยิ้มให้ทีหนึ่ง “งั้นเดี๋ยวกูไปอาบน้ำก่อน เมิงก็ย่าคิดมากล่ะ”
“เดี๋ยว กูอาบด้วย กูไม่อยากอยู่คนเดียว”
“เดี๋ยวนะ นิน นี่เมิงแค่อ้อนใช่ไหมเนี่ย หรือว่ากลัวชัย” บอยทำหน้าแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้อีกครั้ง
“เปล่า กูก็แค่ไม่อยากอยู่คนเดียว กลัวว่าจะคิดถึงภาพของดาวกับแม่อีก”
“อืม กูเข้าใจ งั้นป่ะ รีบอาบจะได้นอน”
ห้องน้ำบุกระเบื้องสีขาว ผสานกับแสงไฟสว่างจ้าสามารถบรรเทาความหวาดวิตก และร่องรอยแห่งความเครียดในจิตใจให้เจือจางลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซ้ำยังช่วยให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย มั่นคง ผสานกับความจริงอีกข้อที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ยอมรับ การอาบน้ำกับเพื่อนโดยไร้อาภรณ์ห่มคลุมร่างไม่ได้ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจอย่างที่คิด ตรงกันข้าม มันกลับยังผลทางจิตวิทยาให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะการที่ต่างฝ่ายต่างเผยเรือนร่างให้เห็น เสมือนกับเป็นการปลดเปลื้องสิ่งปกปิดออก ไม่ใช่แค่กับร่างกาย แต่จิตใจด้วย ดังนั้นความหวาดระแวงที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ จึงลดน้อยถอยลงในช่วงเวลานั้น ยิ่งได้อิทธิพลของสายน้ำที่หลั่งรดลงบนเนื้อหนัง ก็เหมือนกับความตึงเครียดได้ถูกชำระล้างออกไป
แม้จะไม่รู้ตัว แต่จิตใจของปธานินเองกำลังได้รับการบำบัดให้ผ่อนคลายลงเช่นกัน
“ว่าแต่ บอย เมิงแน่ใจเหรอว่าชัยจะไม่อาละวาดเอาตอนนี้” ปธานินพูดขึ้นพลางกดสบู่เหลวใส่มือ
“กูคิดว่างั้นนะ” เด็กหนุ่มผิวเข้มตอบทั้งยังง่วนอยู่กับการพยายามฟอกสบู่บนแผ่นหลังอย่างลำบาก “แต่ถ้าพรุ่งนี้เราไม่ไปแก้บนให้เสร็จ กูว่ามาแน่”
“อืม มานี่มา กูถูหลังให้... ทำไมเมิงถึงคิดอย่างนั้น”
“ก็ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ชัยคงเล่นงานเมิงไปแล้ว แทนที่จะเป็น...” บอยหยุดพูดกลางคัน เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าไม่สมควรพูดถึงดาวในเวลานี้
ทว่าสายไปเสียแล้ว
“ดาว...” ปธานินพูดพลางหลุบหน้าลง น้ำเสียงเอื่อยอ่อยด้วยความรู้สึกผิด
บอยรับรู้ได้ทันทีถึงสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป เขาจึงหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า ก่อนจะทาบมือลงบนไหล่ของอีกฝ่าย “นิน กูขอโทษ”
“กูต่างหากที่ต้องขอโทษ กูลากทั้งเมิง และดาวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
“นิน เมิงฟังกูนะ เมิงไม่ได้ลากใครเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น... เอ้า หันหลัง เดี๋ยวกูถูให้” บอยพูดพลางหมุนตัวอีกฝ่ายให้หันหลัง
“แต่...” ปธานินไม่ออกแรงฝืนแม้แต่น้อย
“เรื่องนี้เกี่ยวกับดาวด้วย แม้จะไม่ได้ขอ แต่เมิงก็ทำเพื่อดาวใช่ไหมล่ะ”
“แต่ยังไงดาวก็ตายเพราะกู” น้ำเสียงของปธานินแข็งกร้าวขึ้น ราวกับถูกความรู้สึกผิดดันออกมา
“ไม่หรอก ใครจะไปคิดว่า จู่ ๆ ชัยจะบ้าขึ้นมา”
“กูคิดมาตลอดนะ เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นทันทีที่กูบอกว่าจะยังไม่ไปแก้บน นี่ถ้ากูเชื่อเมิง ดาวก็คงไม่ต้อง...”
“นิน อย่าคิดมาก อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าชัยจะยังไม่ทำอะไรเมิงแน่นอน เพราะเขาคงต้องการให้เมิงไปแก้บนให้” บอยตอบตามที่ตัวเองคิด
“แล้วเมิงล่ะ... กู กูขอโทษ”
“เฮ้ย บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอโทษ เมิงไม่ได้ลากกูเข้ามาเกี่ยวด้วย แต่กูเสนอตัวช่วยเมิงเองต่างหาก จะว่ากูเผือกก็ได้” บอยพูดติดตลก หวังให้เพื่อนสบายใจขึ้น
“แต่กูกลัวว่ะ กลัวว่าจะต้องเสียเมิงไปอีกคน” สำหรับปธานินแล้ว บอยเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวซึ่งยืนอยู่ข้างเขาเสมอมา แม้สิ่งที่ปธานินพูดจะฟังดูแปลกไปกว่าเพื่อนกันจะพูด แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ถูกทำให้พูดได้ง่ายขึ้น เมื่ออยู่ในสภาวะซึ่งร่างกาย และจิตใจไร้สิ่งใดห่มคลุม
“ไม่มีทาง พรุ่งนี้เราไปบุรีรัมย์กัน ไปทำเรื่องนี้ให้มันจบสิ้นเสียที เมิงไม่ต้องกังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กูจะไม่ทิ้งเมิงไปไหนแน่นอน” น้ำเสียงของบอยสั่นเครือขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว หรือความวิตกกังวลใดทั้งสิ้น หากแต่เพราะความซาบซึ้งอันเกิดจากคำพูดของเพื่อนสนิทต่างหาก
“ขอบใจนะที่อยู่กับกูมาตลอด”
“อืม... นิน กูขออะไรอย่างได้ไหมวะ... ถึงเมิงจะไม่ได้เป็นแบบกู แต่... กูขอกอดเมิงสักครั้งได้ไหม แบบเพื่อน” โดยไม่รอคำตอบ เด็กหนุ่มผิวเข้มก็สวมกอดอีกฝ่ายไว้จากทางด้านหลังทันที พร้อมกับหยดน้ำที่เอ่อท่วมกระบอกตา “ไม่ต้องคิดมาก กูจะอยู่กับเมิงเสมอ... เพื่อน”
************ อ่านต่อด้านล่างครับ **************