สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน วันนี้เรื่องราวที่ผมอยากแบ่งปัน เป็นเรื่องที่มีคุณค่ากับชีวิตผมเป็นอย่างยิ่ง ว่าด้วยเรื่องของความทุกข์ คุณผู้อ่านเคยทุกข์ไหมครับ เวลาที่เรามีความทุกข์จากเรื่องอะไรก็ตาม หลังจากผ่านเวลาพวกนั้น มันทำให้เราได้รับบทเรียนอะไรบ้าง คำถามที่ผุดขึ้นมาว่า "ชีวิตเราเกิดมาทำไม"
คุณลองนึกภาพตามผมนะครับ ว่าในชีวิตคุณมีความทุกข์อะไรบ้าง ลองหลับตาแล้วนึกดู...
หลังจากที่เรานึกถึงเรื่องความทุกข์ เราลองหลับตา แล้วนึกถึงเรื่องความสุขบ้าง...
ก่อนจะเข้าเรื่องผมได้เจอกับความทุกข์เต็มๆ เรื่องงาน เรื่องความรัก เรื่องเพื่อน ท้าวความย้อนอดีตไปเมื่อปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปอุปสมบทหมู่เมื่อสงกรานต์ปีที่แล้วคือปี 2558 ปีนั้นผมได้มีโอกาสรู้จักกับกัลยณมิตรท่านหลายๆ ท่าน ที่บวชกับพระอาจารย์วรภัทร ภู่เจริญ มีพี่คนนึงที่ผมรู้สึกว่าเป็นไอดอลของผมเลย ชีวิตของพี่เค้าเป็นนักเลงเกเรมาก่อน ผมเหมือนพี่เค้าเป๊ะ เหมือนตรงเกเรนี่แหละครับ
พี่คนนี้เค้าเป็นนักเลงคุณธรรม เมื่อก่อนใช้ชีวิตแบบจัดเต็ม ปัจจุบันบวช 4 รอบ และตอนนี้เข้าเส้นทางธรรมะแบบเต็มสูบ ปัจจุบันพี่เค้าช่วยบริหารงานที่บ้านจนที่บ้านมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย พี่คนนี้ชื่อพี่จิกมี่ นิ่มซี่เส็งครับ คนเหนือคงจะรู้จัก
เหตุการณ์ครั้งนี้คือเวลาผมเจอความทุกข์ จากการงาน จากคน จากความรัก ผมมักจะโทรไปขอธรรมะพี่เค้า และก็จะได้คำสั่งสอนที่ดี และได้นั่งสมาธิกับพี่เค้าบ่อยๆ พร้อมเทศนาสอนธรรม
พี่จิกมี่ชวนผมไปเชียงใหม่หลายหน แต่รอบนี้ท้าผมว่า "ถ้าแน่จริง มาเชียงใหม่เลย" ผมบอกพี่เค้าว่าจะไปหลายครั้ง ไม่ได้ไปซักที แต่ครั้งล่าสุดนี่ผมทุกข์มากๆ ผมเลยตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินตามคำท้าไปเชียงใหม่ซะเลย เพื่อไปหาคำตอบของชีวิต ผมว่าผมก็บ้าระดับนึง เพราะชีวิตผม คล้ายกับหลวงพี่จิกมี่มากๆ ผมจะเรียกพี่เค้าว่าหลวงพี่ จนติดปาก เพราะว่าเมื่อก่อนผมเป็นนักดนตรี ชอบเมา มีงานที่บ้านแต่ไม่ช่วย เกเรสุดในบ้าน คือสายสุดหลุดเลี้ยวเลย ตัวจริงเรื่องปิ้งย่างมากๆ
ผมตัดสินใจจองตั๋วบินไปเชียงใหม่ แบบไม่ลังเล เพราะอธิษฐานจิตไว้กับหลวงพ่ออนันต์ว่าภายใน 7 วันจะไปกราบหลวงพ่อให้ได้ และมันก็เกิดขึ้นจริง...

ผมเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่รอบนี้ต้องยอม เพราะว่าหลวงพี่จิกมี่เค้าผ่านมาก่อน หลวงพี่เล่าให้ฟังว่าตอนหลวงพี่ผ่านความทุกข์ ไม่มีใครมาสอนมาบอกแบบนี้ ผมรู้สึกตัวเองโชคดีมากๆ ที่หลวงพี่เค้าเมตตา ช่วงที่เราได้นั่งสมาธิด้วยกันบ่อยๆ หลวงพี่สอนอะไรผมเยอะมาก มาถึงที่นี่ ที่โรงแรมของหลวงพี่ หลวงพี่ให้กราบพระและเล่าเรื่องอาก๋ง และให้ดูรูปปั้นอาก๋ง ชี้ให้ผมดูบนรูปปั้นอาก๋ง แล้วบอกว่า "ดูบนอาก๋งมีอะไร" ผมหรี่ตาดูปรากฏว่าเป็น "พระพุทธเจ้า" หลวงพี่มี่สอนว่า "สูงสุดคือพระพุทธเจ้า รองลงมาคืออาก๋ง และเทพต่างๆ เทวดา และมนุษย์ เราโชคดีมากที่ได้เกิดเป็นมนุษย์
ผมถามเรื่องอาก๋งเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง หลวงพี่บอกว่าอาก๋งเป็นพระโพธิสัตว์ไม่มีเพศ ไม่มีชายหญิง และอาก๋งมาช่วยโลกมนุษย์โดยเฉพาะ
หลังจากที่เราทานข้าวเช้าเสร็จ เราก็ไปกราบหลวงพ่ออนันต์กัน ผมมาเป็นคนแรกๆ แต่ได้คิวที่ 2-3 นี่แหละครับ โชคดีมากๆ ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว คนเต็มศาลาเลยหลวงพ่ออนันต์เลี้ยงเด็กๆ ไว้เยอะมากๆ และก็มีชาวบ้านเอาอาหารมาถวายเยอะแยะมากมาย เจอหน้าหลวงพ่อ ก็เล่าให้ฟังว่ามากราบหลวงพ่อโดยเฉพาะเลย คำแรกที่หลวงพ่อถามคือ "นี่มาจากไหน" ก็ตอบหลวงพ่อไปว่ามาจากกรุงเทพฯ คำที่หลวงพ่อบอกต่อมาก็คือ "ไปเคลียร์กับพ่อ ทุกอย่างดีเอง" หลังจากนั้นจับใจความได้ว่าให้ "ตื่นเช้า" ค่อยๆ "รักษาศีล จะไปได้ไกล" และไม่ช้าก็กราบลาท่าน ท่านบอกว่า "มาเยี่ยมหลวงลุงบ่อยๆ นะ ถ้ามาเชียงใหม่"
ที่นี่ผมได้คำสอนจากพี่มี่ด้วย เรื่อง "ฐานกาย" กายรู้กาย สังเกตุว่าหลวงพี่มี่กับหลวงพ่ออนันต์บางครั้งจะนั่งสั่นมือ หรือสั่นเท้า นั่นคือ ทำให้สติกลับมาอยู่กับฐานกายและอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง เป็นการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาเลย...ผมเริ่มเก็ตขึ้นมาเลยครับ

หลังจากนั้นหลวงพี่พาทัวร์แบบจัดเต็ม พาไปกินโน่นกินนี่ในเชียงใหม่เยอะแยะไปหมด ผมได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวตำลึงในตำนานที่นิมมานเหมินทร์ ไปกินน้ำส้มที่โคตรอร่อยในเชียงใหม่ แล้วก็ไปโรงเจที่นึง พี่มี่บอกผมว่าจะพาไปหาอาโกว อาโกวเป็นผู้หญิงที่อยู่ที่โรงเจนี่มา 40 ปีแล้ว เป็นสายเทพ คือดูแลที่นี่มาเกือบทั้งชีวิตของอาโกว
อาโกวให้ผมไปกราบพระพุทธเจ้า ไปกราบอาก๋ง และก็ไปกราบจี้กง อาโกวเล่าเรื่องเทพให้ฟัง หลวงพี่มี่ก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับเทพให้ฟัง และบอกให้ผมไปดูไซอิ๋วภาคแรกให้จบ
นานแล้วที่ไม่ได้มีใครใส่ใจผมขนาดนี้ ผมต้องขอบคุณจริงๆ ครับ ผมเหมือนมีพี่ชายเพิ่มอีกคนนึงครับ รู้เลยว่าพี่เค้ามีจิตเมตตา กรุณาจริงๆ อยากให้ผมหลุด เปลี่ยนวัฏสงสารผู้คน ประเด็นสำคัญหลังจากที่ไปทำบุญที่โรงเจก็คือ พี่มี่พาผมไปซาวน่า สอนธรรมะ พาไปหาแม่ของพี่มี่ พี่มี่ก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่างเลย และสอนให้ผมไปกราบเท้าพ่อเท้าแม่ทุกวัน ย้ำนะครับว่าทุกวัน...

ตกเย็นหลวงพี่มี่พาผมไปกินอาหารญี่ปุ่นอีกในช่วงเย็น รอบนี้พี่มี่จัดเต็มตามทำท้าเลยครับ ร้านหลวงพี่มี่พระเทพเคยเสด็จมาเสวยด้วย อาจารย์วรภัทรก็เคยมาทานร้านนี้
ใครแวะมาเชียงใหม่แล้วชอบอาหารญี่ปุ่นแวะเวียนมาได้ครับ ร้านพี่เค้า พี่เค้าทำการตลาด ทำร้านเองหมดเลย อร่อยสุดๆ ชาเขียวก็เป็นชาเขียวที่พี่เค้าทำแบรนด์ขึ้นมาเอง ผมเพิ่งเคยเจอแบบแกครับ สอนเรื่อง "กิเลสเมเนจเม้น" วัฒนธรรมองค์กรของหลวงพี่เป็นองค์กรวิถีพุทธ ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้ามาบริหารองค์กร สอนให้คนในองค์กรมี "พหรมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว คนในองค์กรก็จะมีบุคคลากรที่ดี วัฒนธรรมองค์กรก็ดี พนักงานใครเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้ ให้เงินเพิ่ม ผู้บริหารต้องนั่งสมาธิก่อนประชุม... องค์กร 1,500 คนมีศีลมีธรรม

หลังจากกลับมาวันนี้ หลวงพี่ก็มานั่งสอนธรรมที่ห้องหลวงพี่เค้าอีกรอบ สอนๆ เทศน์ธรรมจนเลเวลผมอัพแล้วอัพอีก ผมทุกข์ หลวงพี่ก็เคยทุกข์ สอนผมเรื่องอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ผมเพิ่งมาอ๋อ!! มันเป็นงี้นี่เอง!! ตอนหลวงพี่แสดงธรรมนี่แหละครับ
ผมถามหลวงพี่เค้าว่าทำไมหลวงพี่ถึงเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง จุดไหนที่ทำให้หลวงพี่คิดได้ครับ หลวงพี่มี่บอกผมว่า "เพราะกูกลัวตกนรกไง ไอ้เวร เมื่อก่อนกูเหมือนเลย กูก็ทุกข์" แล้วหลวงพี่ก็พาผมไปห้องปฏิบัติธรรมแล้วก็เล่าให้ฟังเรื่องสวรรค์นรก วัฏสงสาร แล้วเล่าให้ฟังเรื่อง เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย ทางไปสวรรค์ ทางไปนรก นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมหลอนเลย เพราะตัวผมกลัวเรื่องนรก เพราะว่าเกเร สร้างความเสียหายให้คนอื่นเยอะแยะมากมายจากการกระทำของเรา
ผมถามเพื่อนๆ นิดนึง "คุณกลัวติดคุกไหมครับ" ถ้าคำตอบของคุณคือใช่ คุณลองอ่านโลกที่ต่ำกว่าโลกมนุษย์ดู
ผมรู้เลยว่าผมไม่มีทางที่จะลงไปแน่นอน ยิ่งไอ้ขุมสุดท้ายนี่ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ผู้ทรงศีล ผมไม่ลงไปแน่นอน (1 วันโลกมนุษย์เท่ากับ 9 ล้านปีนรก) ฆ่าตัวตายนี่จะต้องเกิดแล้วฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติ แล้วถูกปรับไปต่อแถวใหม่เลย กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
หลวงพี่แสดงธรรมเรื่องเทวดา เรื่องเทพ สามารถเสกอะไรก็ได้ อยากจะแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรได้หมด ส่วนเราเป็นมนุษย์ เป็นภูมิเดียวที่สามารถจะปฏิบัติธรรมได้ คนบางคนใช้เวลาหาเงินทั้งชีวิต แบ่งเวลาไม่สมดุลกัน 3 อย่างที่ควรจะให้บาล๊านกลับไม่บาล๊าน หน้าที่การงาน สุขภาพ ครอบครัว
ภพภูมิของเดรัจฉาน อสุรกาย เปรตนี่น่ากลัวครับ ...


พ่อผมสอนผมตลอดเรื่องเงิน "เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่เงินเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต"
ในความเข้าใจของผมเอง "เงินเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เงินเป็นเครื่องหล่อลื่น เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ดีที่สุด" พ่อผมมักจะบอกว่า "เงินก็คือเศษกระดาษ" พ่อผมไม่เคยสอนให้ปฏิบัติธรรม ไม่เคยสอนให้ทำบุญ แต่จะทำให้เห็นบ่อยๆ จนผมติดเป็นนิสัยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หลวงพี่กับพ่อสอนเหมือนกันว่า ตายไปเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ซักอย่างเดียว สิ่งที่มีติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติคือ บุญและบาป ผม Get อันนี้เลยครับ ผมปฏิบัติแบบหยอดกระปุกวันละน้อยๆ แต่สม่ำเสมอครับ
หลวงพี่มี่สอนเรื่องการวิปัสสนา หลวงพี่บอกว่า "ทำบุญ 1 โบสถ์ ยังไม่เท่านั่งสมาธิเพียง 5 นาที" ผมว่าดีมากๆ เลยครับ ตามเหตุเลย
สอนเรื่อง เส้นทางที่จะเปลี่ยนวัฏสงสารมนุษย์ และบอกให้ฟังว่า "ตอนที่เราแสดงธรรมกันแบบนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพ เทวดา ก็มาฟังธรรมเราด้วยนะ" พร้อมชี้นิ้วเป็นรูปวงกลมรอบหัวของเรา หลวงพี่เล่าเรื่องภพภูมิเทวดา และก็เส้นทางนิพพาน เส้นทางโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และก็อรหันต์ ผมเห็นเส้นทางพวกนี้แล้วรู้สึกผ่องใสมากๆ เลยครับ
ผมนี่ได้แต่อึ้งครับ สอนธรรมไปสอนธรรมมาผม Level Up จนสุดท้าย ผมต้องขออนุญาติก้มกราบเท้าหลวงพี่เขาเลย หลวงพี่บอกว่าไม่ใช่ธรรมะหลวงพี่นะ เป็นของพระพุทธเจ้า...
ผมได้ฟังอันนี้ผมตาสว่างเลยครับ ผมถึงกับคิดเลยว่า "ผมทำงานให้บริษัทพระพุทธเจ้า" เราเอาสิ่งที่เราได้เรียนมาพลิกแพลงใช้แบบมีสาระน่าจะสร้างสรรค์มากกว่า
(อ่านต่อตอนที่ 2 ด้านล่าง)
http://pantip.com/forum/new_topic
หรืออ่านตัวเต็มได้ที่นี่
http://travel.theconnectionthailand.com/?p=1079
เชียงใหม่ สวรรค์บนฟ้า (10-11 เมษายน 2559) (วันแรก ตอนที่1)
คุณลองนึกภาพตามผมนะครับ ว่าในชีวิตคุณมีความทุกข์อะไรบ้าง ลองหลับตาแล้วนึกดู...
หลังจากที่เรานึกถึงเรื่องความทุกข์ เราลองหลับตา แล้วนึกถึงเรื่องความสุขบ้าง...
ก่อนจะเข้าเรื่องผมได้เจอกับความทุกข์เต็มๆ เรื่องงาน เรื่องความรัก เรื่องเพื่อน ท้าวความย้อนอดีตไปเมื่อปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปอุปสมบทหมู่เมื่อสงกรานต์ปีที่แล้วคือปี 2558 ปีนั้นผมได้มีโอกาสรู้จักกับกัลยณมิตรท่านหลายๆ ท่าน ที่บวชกับพระอาจารย์วรภัทร ภู่เจริญ มีพี่คนนึงที่ผมรู้สึกว่าเป็นไอดอลของผมเลย ชีวิตของพี่เค้าเป็นนักเลงเกเรมาก่อน ผมเหมือนพี่เค้าเป๊ะ เหมือนตรงเกเรนี่แหละครับ
พี่คนนี้เค้าเป็นนักเลงคุณธรรม เมื่อก่อนใช้ชีวิตแบบจัดเต็ม ปัจจุบันบวช 4 รอบ และตอนนี้เข้าเส้นทางธรรมะแบบเต็มสูบ ปัจจุบันพี่เค้าช่วยบริหารงานที่บ้านจนที่บ้านมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย พี่คนนี้ชื่อพี่จิกมี่ นิ่มซี่เส็งครับ คนเหนือคงจะรู้จัก
เหตุการณ์ครั้งนี้คือเวลาผมเจอความทุกข์ จากการงาน จากคน จากความรัก ผมมักจะโทรไปขอธรรมะพี่เค้า และก็จะได้คำสั่งสอนที่ดี และได้นั่งสมาธิกับพี่เค้าบ่อยๆ พร้อมเทศนาสอนธรรม
พี่จิกมี่ชวนผมไปเชียงใหม่หลายหน แต่รอบนี้ท้าผมว่า "ถ้าแน่จริง มาเชียงใหม่เลย" ผมบอกพี่เค้าว่าจะไปหลายครั้ง ไม่ได้ไปซักที แต่ครั้งล่าสุดนี่ผมทุกข์มากๆ ผมเลยตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินตามคำท้าไปเชียงใหม่ซะเลย เพื่อไปหาคำตอบของชีวิต ผมว่าผมก็บ้าระดับนึง เพราะชีวิตผม คล้ายกับหลวงพี่จิกมี่มากๆ ผมจะเรียกพี่เค้าว่าหลวงพี่ จนติดปาก เพราะว่าเมื่อก่อนผมเป็นนักดนตรี ชอบเมา มีงานที่บ้านแต่ไม่ช่วย เกเรสุดในบ้าน คือสายสุดหลุดเลี้ยวเลย ตัวจริงเรื่องปิ้งย่างมากๆ
ผมตัดสินใจจองตั๋วบินไปเชียงใหม่ แบบไม่ลังเล เพราะอธิษฐานจิตไว้กับหลวงพ่ออนันต์ว่าภายใน 7 วันจะไปกราบหลวงพ่อให้ได้ และมันก็เกิดขึ้นจริง...
ผมเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่รอบนี้ต้องยอม เพราะว่าหลวงพี่จิกมี่เค้าผ่านมาก่อน หลวงพี่เล่าให้ฟังว่าตอนหลวงพี่ผ่านความทุกข์ ไม่มีใครมาสอนมาบอกแบบนี้ ผมรู้สึกตัวเองโชคดีมากๆ ที่หลวงพี่เค้าเมตตา ช่วงที่เราได้นั่งสมาธิด้วยกันบ่อยๆ หลวงพี่สอนอะไรผมเยอะมาก มาถึงที่นี่ ที่โรงแรมของหลวงพี่ หลวงพี่ให้กราบพระและเล่าเรื่องอาก๋ง และให้ดูรูปปั้นอาก๋ง ชี้ให้ผมดูบนรูปปั้นอาก๋ง แล้วบอกว่า "ดูบนอาก๋งมีอะไร" ผมหรี่ตาดูปรากฏว่าเป็น "พระพุทธเจ้า" หลวงพี่มี่สอนว่า "สูงสุดคือพระพุทธเจ้า รองลงมาคืออาก๋ง และเทพต่างๆ เทวดา และมนุษย์ เราโชคดีมากที่ได้เกิดเป็นมนุษย์
ผมถามเรื่องอาก๋งเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง หลวงพี่บอกว่าอาก๋งเป็นพระโพธิสัตว์ไม่มีเพศ ไม่มีชายหญิง และอาก๋งมาช่วยโลกมนุษย์โดยเฉพาะ
หลังจากที่เราทานข้าวเช้าเสร็จ เราก็ไปกราบหลวงพ่ออนันต์กัน ผมมาเป็นคนแรกๆ แต่ได้คิวที่ 2-3 นี่แหละครับ โชคดีมากๆ ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว คนเต็มศาลาเลยหลวงพ่ออนันต์เลี้ยงเด็กๆ ไว้เยอะมากๆ และก็มีชาวบ้านเอาอาหารมาถวายเยอะแยะมากมาย เจอหน้าหลวงพ่อ ก็เล่าให้ฟังว่ามากราบหลวงพ่อโดยเฉพาะเลย คำแรกที่หลวงพ่อถามคือ "นี่มาจากไหน" ก็ตอบหลวงพ่อไปว่ามาจากกรุงเทพฯ คำที่หลวงพ่อบอกต่อมาก็คือ "ไปเคลียร์กับพ่อ ทุกอย่างดีเอง" หลังจากนั้นจับใจความได้ว่าให้ "ตื่นเช้า" ค่อยๆ "รักษาศีล จะไปได้ไกล" และไม่ช้าก็กราบลาท่าน ท่านบอกว่า "มาเยี่ยมหลวงลุงบ่อยๆ นะ ถ้ามาเชียงใหม่"
ที่นี่ผมได้คำสอนจากพี่มี่ด้วย เรื่อง "ฐานกาย" กายรู้กาย สังเกตุว่าหลวงพี่มี่กับหลวงพ่ออนันต์บางครั้งจะนั่งสั่นมือ หรือสั่นเท้า นั่นคือ ทำให้สติกลับมาอยู่กับฐานกายและอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง เป็นการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาเลย...ผมเริ่มเก็ตขึ้นมาเลยครับ
หลังจากนั้นหลวงพี่พาทัวร์แบบจัดเต็ม พาไปกินโน่นกินนี่ในเชียงใหม่เยอะแยะไปหมด ผมได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวตำลึงในตำนานที่นิมมานเหมินทร์ ไปกินน้ำส้มที่โคตรอร่อยในเชียงใหม่ แล้วก็ไปโรงเจที่นึง พี่มี่บอกผมว่าจะพาไปหาอาโกว อาโกวเป็นผู้หญิงที่อยู่ที่โรงเจนี่มา 40 ปีแล้ว เป็นสายเทพ คือดูแลที่นี่มาเกือบทั้งชีวิตของอาโกว
อาโกวให้ผมไปกราบพระพุทธเจ้า ไปกราบอาก๋ง และก็ไปกราบจี้กง อาโกวเล่าเรื่องเทพให้ฟัง หลวงพี่มี่ก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับเทพให้ฟัง และบอกให้ผมไปดูไซอิ๋วภาคแรกให้จบ
นานแล้วที่ไม่ได้มีใครใส่ใจผมขนาดนี้ ผมต้องขอบคุณจริงๆ ครับ ผมเหมือนมีพี่ชายเพิ่มอีกคนนึงครับ รู้เลยว่าพี่เค้ามีจิตเมตตา กรุณาจริงๆ อยากให้ผมหลุด เปลี่ยนวัฏสงสารผู้คน ประเด็นสำคัญหลังจากที่ไปทำบุญที่โรงเจก็คือ พี่มี่พาผมไปซาวน่า สอนธรรมะ พาไปหาแม่ของพี่มี่ พี่มี่ก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่างเลย และสอนให้ผมไปกราบเท้าพ่อเท้าแม่ทุกวัน ย้ำนะครับว่าทุกวัน...
ตกเย็นหลวงพี่มี่พาผมไปกินอาหารญี่ปุ่นอีกในช่วงเย็น รอบนี้พี่มี่จัดเต็มตามทำท้าเลยครับ ร้านหลวงพี่มี่พระเทพเคยเสด็จมาเสวยด้วย อาจารย์วรภัทรก็เคยมาทานร้านนี้
ใครแวะมาเชียงใหม่แล้วชอบอาหารญี่ปุ่นแวะเวียนมาได้ครับ ร้านพี่เค้า พี่เค้าทำการตลาด ทำร้านเองหมดเลย อร่อยสุดๆ ชาเขียวก็เป็นชาเขียวที่พี่เค้าทำแบรนด์ขึ้นมาเอง ผมเพิ่งเคยเจอแบบแกครับ สอนเรื่อง "กิเลสเมเนจเม้น" วัฒนธรรมองค์กรของหลวงพี่เป็นองค์กรวิถีพุทธ ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้ามาบริหารองค์กร สอนให้คนในองค์กรมี "พหรมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว คนในองค์กรก็จะมีบุคคลากรที่ดี วัฒนธรรมองค์กรก็ดี พนักงานใครเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้ ให้เงินเพิ่ม ผู้บริหารต้องนั่งสมาธิก่อนประชุม... องค์กร 1,500 คนมีศีลมีธรรม
หลังจากกลับมาวันนี้ หลวงพี่ก็มานั่งสอนธรรมที่ห้องหลวงพี่เค้าอีกรอบ สอนๆ เทศน์ธรรมจนเลเวลผมอัพแล้วอัพอีก ผมทุกข์ หลวงพี่ก็เคยทุกข์ สอนผมเรื่องอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ผมเพิ่งมาอ๋อ!! มันเป็นงี้นี่เอง!! ตอนหลวงพี่แสดงธรรมนี่แหละครับ
ผมถามหลวงพี่เค้าว่าทำไมหลวงพี่ถึงเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง จุดไหนที่ทำให้หลวงพี่คิดได้ครับ หลวงพี่มี่บอกผมว่า "เพราะกูกลัวตกนรกไง ไอ้เวร เมื่อก่อนกูเหมือนเลย กูก็ทุกข์" แล้วหลวงพี่ก็พาผมไปห้องปฏิบัติธรรมแล้วก็เล่าให้ฟังเรื่องสวรรค์นรก วัฏสงสาร แล้วเล่าให้ฟังเรื่อง เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย ทางไปสวรรค์ ทางไปนรก นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมหลอนเลย เพราะตัวผมกลัวเรื่องนรก เพราะว่าเกเร สร้างความเสียหายให้คนอื่นเยอะแยะมากมายจากการกระทำของเรา
ผมถามเพื่อนๆ นิดนึง "คุณกลัวติดคุกไหมครับ" ถ้าคำตอบของคุณคือใช่ คุณลองอ่านโลกที่ต่ำกว่าโลกมนุษย์ดู
ผมรู้เลยว่าผมไม่มีทางที่จะลงไปแน่นอน ยิ่งไอ้ขุมสุดท้ายนี่ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ผู้ทรงศีล ผมไม่ลงไปแน่นอน (1 วันโลกมนุษย์เท่ากับ 9 ล้านปีนรก) ฆ่าตัวตายนี่จะต้องเกิดแล้วฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติ แล้วถูกปรับไปต่อแถวใหม่เลย กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
หลวงพี่แสดงธรรมเรื่องเทวดา เรื่องเทพ สามารถเสกอะไรก็ได้ อยากจะแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรได้หมด ส่วนเราเป็นมนุษย์ เป็นภูมิเดียวที่สามารถจะปฏิบัติธรรมได้ คนบางคนใช้เวลาหาเงินทั้งชีวิต แบ่งเวลาไม่สมดุลกัน 3 อย่างที่ควรจะให้บาล๊านกลับไม่บาล๊าน หน้าที่การงาน สุขภาพ ครอบครัว
ภพภูมิของเดรัจฉาน อสุรกาย เปรตนี่น่ากลัวครับ ...
พ่อผมสอนผมตลอดเรื่องเงิน "เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่เงินเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต"
ในความเข้าใจของผมเอง "เงินเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เงินเป็นเครื่องหล่อลื่น เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ดีที่สุด" พ่อผมมักจะบอกว่า "เงินก็คือเศษกระดาษ" พ่อผมไม่เคยสอนให้ปฏิบัติธรรม ไม่เคยสอนให้ทำบุญ แต่จะทำให้เห็นบ่อยๆ จนผมติดเป็นนิสัยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หลวงพี่กับพ่อสอนเหมือนกันว่า ตายไปเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ซักอย่างเดียว สิ่งที่มีติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติคือ บุญและบาป ผม Get อันนี้เลยครับ ผมปฏิบัติแบบหยอดกระปุกวันละน้อยๆ แต่สม่ำเสมอครับ
หลวงพี่มี่สอนเรื่องการวิปัสสนา หลวงพี่บอกว่า "ทำบุญ 1 โบสถ์ ยังไม่เท่านั่งสมาธิเพียง 5 นาที" ผมว่าดีมากๆ เลยครับ ตามเหตุเลย
สอนเรื่อง เส้นทางที่จะเปลี่ยนวัฏสงสารมนุษย์ และบอกให้ฟังว่า "ตอนที่เราแสดงธรรมกันแบบนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพ เทวดา ก็มาฟังธรรมเราด้วยนะ" พร้อมชี้นิ้วเป็นรูปวงกลมรอบหัวของเรา หลวงพี่เล่าเรื่องภพภูมิเทวดา และก็เส้นทางนิพพาน เส้นทางโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และก็อรหันต์ ผมเห็นเส้นทางพวกนี้แล้วรู้สึกผ่องใสมากๆ เลยครับ
ผมนี่ได้แต่อึ้งครับ สอนธรรมไปสอนธรรมมาผม Level Up จนสุดท้าย ผมต้องขออนุญาติก้มกราบเท้าหลวงพี่เขาเลย หลวงพี่บอกว่าไม่ใช่ธรรมะหลวงพี่นะ เป็นของพระพุทธเจ้า...
ผมได้ฟังอันนี้ผมตาสว่างเลยครับ ผมถึงกับคิดเลยว่า "ผมทำงานให้บริษัทพระพุทธเจ้า" เราเอาสิ่งที่เราได้เรียนมาพลิกแพลงใช้แบบมีสาระน่าจะสร้างสรรค์มากกว่า
(อ่านต่อตอนที่ 2 ด้านล่าง)
http://pantip.com/forum/new_topic
หรืออ่านตัวเต็มได้ที่นี่
http://travel.theconnectionthailand.com/?p=1079