คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
ถ้าตามทฤษฎีเก่าคงไม่มีคำอธิบาย แต่ถ้าตามความรู้ฟิสิกส์แนวใหม่ ที่เขาค้นพบคลื่นแรงโน้มถ่วง ก็พอจะอธิบายได้ตามนี้
อวกาศไม่ใช่สิ่งว่างเปล่าตามที่เราเคยเข้าใจเหมือนแต่ก่อน แต่มันเปรียบเสมือนสิ่งๆ หนึ่งที่เป็นสื่อกลางร่วมกัน
หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ก็เหมือนน้ำ ถ้าเราโยนหินหรือวัตถุใดลงไปในน้ำ มันจะเกิดคลื่นซึ่งเป็นปฎิกริยา
ของน้ำที่กระทำต่อสิ่งกระทบหรือก้อนหิน เพราะมวลของน้ำในพื้นที่บริเวณนั้นถูกแทนที่โดยวัตถุอื่นไปแล้ว และคลื่น
ที่กิดขึ้น ก็ขยายวงออกไปกระทบ กับวัตถุอื่นที่อยู่ใกล้เคียง มากน้อยตามจนาดและระยะทางของมัน
ดังนั้นเมื่ออวกาศไม่ใช่ความว่างเปล่า การมีอยู่ของวัตถุใดวัตถุหนึ่ง ก็เท่ากับว่ามันไปแทนที่ของสื่อกลาง แล้วสื่อนั้น
ก็จะกระเพื่อมออกไปทำให้ส่งผล กระทบกับวัตถุอื่นที่อยู่ใกล้เคียงด้วย เช่นวัตถุที่อยู่ใกล้กัน มันเลยส่งผลกระทบในรูป
ของแรงโน้มถ่วง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว วัตถุไม่ได้ดึงดูดกัน แต่มันไปทำให้สื่อกลางเปลี่ยนแปลง แล้วส่งผลไปสู่วัตถุข้างเคียง
อวกาศไม่ใช่สิ่งว่างเปล่าตามที่เราเคยเข้าใจเหมือนแต่ก่อน แต่มันเปรียบเสมือนสิ่งๆ หนึ่งที่เป็นสื่อกลางร่วมกัน
หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ก็เหมือนน้ำ ถ้าเราโยนหินหรือวัตถุใดลงไปในน้ำ มันจะเกิดคลื่นซึ่งเป็นปฎิกริยา
ของน้ำที่กระทำต่อสิ่งกระทบหรือก้อนหิน เพราะมวลของน้ำในพื้นที่บริเวณนั้นถูกแทนที่โดยวัตถุอื่นไปแล้ว และคลื่น
ที่กิดขึ้น ก็ขยายวงออกไปกระทบ กับวัตถุอื่นที่อยู่ใกล้เคียง มากน้อยตามจนาดและระยะทางของมัน
ดังนั้นเมื่ออวกาศไม่ใช่ความว่างเปล่า การมีอยู่ของวัตถุใดวัตถุหนึ่ง ก็เท่ากับว่ามันไปแทนที่ของสื่อกลาง แล้วสื่อนั้น
ก็จะกระเพื่อมออกไปทำให้ส่งผล กระทบกับวัตถุอื่นที่อยู่ใกล้เคียงด้วย เช่นวัตถุที่อยู่ใกล้กัน มันเลยส่งผลกระทบในรูป
ของแรงโน้มถ่วง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว วัตถุไม่ได้ดึงดูดกัน แต่มันไปทำให้สื่อกลางเปลี่ยนแปลง แล้วส่งผลไปสู่วัตถุข้างเคียง
แสดงความคิดเห็น
แรงต่างๆมันส่งผลต่อกันได้อย่างไร อย่างโลกกับMoonมันก็ไม่ได้ติดกันสักหน่อย มีช่องว่างแล้วแรงโน้มถ่วงกันส่งถึงได้ไง