สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกแล้ว ห่างหายจากการรีวิวไปนานพอสมควร วันนี้กลับมาอีกครั้งพร้อม Wiko ถึง 4 รุ่นด้วยกัน
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมรับประทานอาหารและสัมผัส Wiko ทั้ง 4 รุ่น กับสมาชิกที่ใช้ Wiko ท่านอื่นๆ กับทาง Wiko Thailand ซึ่งต้องบอกว่าตัวเองโชคดีมาก และแอบงงเล็กน้อยว่าทำไมถึงโดนเลือกไป ฮ่าๆๆๆ โดยบรรยากาศของงานคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานเจ้า Wiko และทดลองเล่น Wiko รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในไทยครับผม
*คำเตือน กระทู้นี้ยาวและรูปค่อนไปทางเยอะ อยากให้อ่านครับ เพราะตอนงานใกล้เลิกมีเซอร์ไพรส์ใหญ่จากทาง Wiko ครับ
ผมขอเริ่มประเดิมกับรุ่นแรกเลยดีกว่าครับ รุ่นนี้พึ่งเปิดตัวใน facebook fanpage ของ Wiko Thailand ไปเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมานี่เองครับ
Wiko lenny 3
ตัวเครื่องด้านหลังและขอบทำจาก Metal ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ทำจาก Metal จริงๆ ครับ ในราคาเปิดตัว 2,790 บาท แม่เจ้า!!
มาดูตัวเครื่องโดยรอบกันครับ
ตำแหน่งต่างๆ ด้านหน้าไม่แตกต่างไปจากรุ่นเดิมครับ กล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม power และเพิ่ม-ลดเสียง ส่วนด้านซ้ายว่างเปล่า
ด้านบนจะมีช่อง micro usb และช่องเสียบหูฟัง ด้านหลังจะมีกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล Auto Focus พร้อมแฟลช มีโลโก้ Wiko อยู่ตรงกลาง (นูนขึ้นมานิดหน่อย เป็นคลื่นๆ คล้ายตะไบเล็บบนกรรไกรตัดเล็บ)
หลังเครื่องด้านล่างจะเป็นลำโพง
สเป็คเครื่องข้างกล่องครับ
ในไทยมีขาย 3 สีครับ คือ space grey, silver และสียอดฮิตอย่าง rose gold
lenny3 จะมีฟังก์ชั่น Display Flash ด้วยครับ โดยจะใช้แสงสว่างจากหน้าจอ เมื่อเปิดแฟลช ตัวอย่างรูปที่แสดงจะถูกย่อให้เล็กลง หน้าจอที่เหลือจะกลายเป็นสีเหลืองนวลๆเพื่อเป็นไฟไฟแฟลชครับ เท่าที่ลองเล่นครั้งแรกแล้วงงนิดหน่อยครับ ลองถ่ายดูแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากถ่ายปกติ อาจจะเพราะไฟในห้องสว่างครับเลยไม่เห็นความแตกต่าง
รุ่นถัดไปคือ Wiko robby
เครื่องที่ผมได้มาลองเล่นเป็นสีทองครับ มีพี่อีกคนได้ลองสี rose gold จากที่ดูแล้วรู้สึกสีจะเข้มกว่าของ iphoe นิดหน่อย (รึเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจนะครับ เพราะผมสายตาสั้น 55555) (*ตัวเครื่องที่ขายจริงจะมีโลโก้ด้านหลังด้วยนะครับ อันนี้เป็นเครื่อง demo ครับ)
ต้องบอกก่อนว่าก่อนไปร่วมงานพยายามหาข้อมูลของรุ่นนี้แต่ก็ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ จนได้สัมผัสตัวจริง ต้องบอกเลยว่าใครที่ชอบจอใหญ่ๆ วัสดุแบบ Metal ลำโพงคู่หน้า และราคาถูก รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก จับครั้งแรกนี่หวั่นไหวเลยครับ ฮ่าๆๆ ราคาเปิดตัวเพียง 3,490 บาทเท่านั้น
ด้านซ้ายขวาเหมือนกับ lenny3 ครับ ซ้ายว่างเหล่า ขวามีปุ่ม power กับ เพิ่ม-ลดเสียง
ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง และกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช (กล้องไม่นูนด้วยนะจ๊ะ)
ด้านล่างมีช่อง micro usb
สเป็คเครื่องจากหลังกล่องครับ
robby ในไทยมีขาย 3 สีครับ คือ space grey, gold และ rose gold
ตัวเครื่องด้านหน้าครับ จะเห็นว่ามีลำโพงคู่บนล่าง รุ่นนี้มีแฟลชหน้าด้วยนะครับ หมดห่วงเรื่อง selfie ในที่มืดไปได้เลย รุ่นนี้มีความเก๋อีกอย่างคือ เวลาคุยโทรศัพท์จะใช้ลำโพงด้านไหนแนบหูก็ได้ครับ บางครั้งคนอื่นไม่รู้อาจจะคิดว่าเราคุยโทรศัพท์กลับด้านได้ด้วยเหรอ ฮ่าๆๆ
เมื่อมีโทรศัพท์ ก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมใช่มั๊ย Wiko ก็มีเคสมานำเสนอเช่นกัน เป็นเคสแบบฝาพับชื่อว่า WiCUBE เคสด้านหน้าจะมีช่องว่างแสดงผลหน้าจอเป็นรูปหกเหลียมซ้อนๆกันเหมือนรังผึ้ง ซึ่งฟังชั่นการใช้งานหลักคือสามารถใช้สำหรับรับสายได้ เลือกแอพที่เราอยากเห็นแจ้งเตือนแต่ละแอพมาใส่แต่ละช่องได้ (แต่ไม่แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้กับทุกแอพหรือเปล่า) หรือจะปรับแต่งหน้าตา เช่นเอานาฬิกาไว้ช่องนี้ วันที่ไว้ช่องโน้น
เคส WiCUBE นี้รองรับการใช้งานกับ lenny3 กับ robby นะจ๊ะ
ต่อไปปปปปป (ลากเสียงยาว) มาถึงพระเอกของเรากันครับ เนื่องจากว่าทั้งสองรุ่นเหมือนกันอย่างกะแฝด ต่างกันตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยเท่านั้น ผมขอพรีวิวคู่กันเลยนะครับ อิอิ
มาแว้ววววววววว นั่นก็คือ Wiko ufeel กับ Wiko ufeel lite นั่นเองงง ดูจากข้างหน้าแล้วเหมือนกันอย่างกับแกะ แยกไม่ออกกันเลยทีเดียวว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน
โดยรวมแล้วตัวเครื่องด้านหน้าของ Wiko จะคล้ายกันเกือบทุกรุ่นเลยครับ แต่เจ้า ufeel นี้จะมีปุ่มโฮมเพิ่มเข้ามาครับ สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งานเดี๋ยวเอาไว้ก่อนเน๊อะ อิอิ อ้อ กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชหน้าทั้งสองรุ่นจ้า
มาดูด้านหลังกันบ้างงงง เย้ๆ แยกออกสักทีว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน
ด้านซ้ายมือคือ Wiko ufeel และด้านขวาคือ Wiko ufeel lite ครับ
วัสดุด้านหลังของ Wiko ufeel จะเป็นพอลิคาร์บอเนตครับ สัมผัสเหมือน ridge กับ Pulp มีกล้องกลมเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางด้านบน ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช ด้านล่างเป็นลำโพงกลมๆเล็กๆ
ขอบเครื่องด้านบนมีแต่ช่องเสียบหูฟัง
ด้านล่างมีช่อง micro usb และไมค์
ด้านขวาของตัวเครื่องว่างเปล่า
ด้านซ้ายมีปุ่ม power และ เพิ่ม-ลดเสียง
ต่อไปเป็นด้านหลังของ Wiko ufeel lite ครับผม วัสดุจะเป็น metal (งงว่าทำไม ufeel เฉยๆ ถึงไม่ใช้ metal บ้าง T^T) ตำแหน่งของกล้อง แฟลช และลำโพง ไม่แตกต่างจาก ufeel แต่เจ้า ufeel lite จะมีความละเอียดกล้องลดลงเหลือ 8 ล้านพิกเซล และรูปลำโพงที่เป็นแถวยาว
ส่วนบริเวณรอบเครื่องผมลืมถ่ายมาต้องขอโทษด้วยครับ 555 แต่ไม่ต่างจาก ufeel ครับ
มาดูการใช้งานปุ่มโฮมของทั้งสองรุ่นกันครับ
หลักๆ เลยคือ สามารถสแกนลายนิ้วมือได้
แตะ 1 ครั้งคือย้อนกลับ
กดคือกลับหน้าโฮม
และกดค้างไว้คือ recent app
(โดยรวมแล้วคล้ายๆ กับของ meizu ครับ)
Wiko การันตีไว้ว่าปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ เปิดเครื่องใช้เวลาแค่ 0.48 วินาทีเท่านั้น คือกดปุ่มโฮมพร้อมสแกนได้เลยเหมือน iphone (อันนี้ไม่ได้ลองครับ เพราะใส่ลายนิ้วมือแล้วก็ปลดล็อคไม่ได้ ไม่รู้ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า ฮ่าๆ)
อีกฟังก์ชั่นที่น่าสนใจก็คือ สามารถใช้ลายนิ้วมือปลดล็อคแอพที่เราเลือกล็อคไว้ได้ และถ้าเกิดมีใครแอบมาเข้าแอพที่เราล็อคไว้ เจ้า Wiko ก็จะถ่ายรูปหน้าของคนนั้นไว้ด้วย
และอีกอันที่เด็ดและเหมาะสำหรับคนที่ชอบความรวดเร็ว นั่นก็คือการปลดล็อคหน้าจอพร้อมเข้าแอพหรือผู้ติดต่อนั้นทันที
เช่น นิ้วโป้งแสกนเข้าหน้าโฮม นิ้วชี้แสกนเข้าแอพไลน์ และสามารถจดจำลายนิ้วมือได้สูงสุดถึง 5 นิ้ว
ในเมื่อมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ว้าวๆ ไปแล้ว มาดูเรื่องไม่ค่อยว้าวสำหรับใครหลายๆคนบ้าง นั่นก็คือ สองรุ่นนี้ถอดฝาหลังได้ แต่ถอดแบตไม่ได้นะจ๊ะ
Ufeel กับ Ufeel lite ก็ไม่น้อยหน้านะครับ มีเคสเป็นของตัวเองด้วย Wiko ตั้งชื่อว่า WiBOARD สำหรับการใช้งานนั้นก็ไม่ต่างจาก WiCUBE ครับ เปลี่ยนแค่ดีไซน์
Wiko ufeel มาขายในไทยแค่ 2 สีครับ คือ space grey กับ silver (จะมีสีอื่นเข้ามาเพิ่มมั๊ย อันนี้ผมไม่ทราบครับ ต้องรอดูทาง Wiko เน๊อะ)
ส่วนของ Wiko ufeel lite นั้นลืมถ่ายมาครับ จำไม่ได้ด้วย ขอโทษด้วยนะครับ แหะๆ
สเป็คเครื่อง Wiko ufeel lite ด้านหลังกล่องครับ
สเป็คเครื่อง Wiko ufeel ด้านหลังกล่องครับ
ไหนๆ มานอนเรียงแถวกันทั้ง 4 รุ่นหน่อยซิ
(จากซ้ายไปขวา : lenny3, robby, ufeel lite, ufeel)
ด้านหลังเครื่องครับผม ชอบด้านหลังของ lenny3 แฮะ
อ่ะๆ ในเมื่อมีเรียงแถวเปรียบเทียบตัวเครื่องกันแล้ว มาดูสเป็คเปรียบเทียบกันทั้ง 4 รุ่นกันบ้างครับ
เห็นสเป็คของแต่ละรุ่นแล้ว กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกรุ่นไหนกันอยู่ใช่มั๊ยล่ะครับ ฮ่าๆๆ
ในส่วนของการพรีวิวเครื่องก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะกระตุ้นต่อมอยากได้ของใครหลายๆ คนนะครับ 55555
สำหรับใครที่กำลังคิดว่าหาเคสหาฟิล์มยากแน่เลยยย ไม่ต้องห่วงครับ ทุกรุ่นแถมเคสใส และฟิล์มใส มาในกล่องด้วยครับ
**ขอต่อในความเห็นที่ 1 นะครับ**
[SR] Preview Wiko lenny3, robby, ufeel, ufeel lite สัมผัสแรกจากแดนฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมรับประทานอาหารและสัมผัส Wiko ทั้ง 4 รุ่น กับสมาชิกที่ใช้ Wiko ท่านอื่นๆ กับทาง Wiko Thailand ซึ่งต้องบอกว่าตัวเองโชคดีมาก และแอบงงเล็กน้อยว่าทำไมถึงโดนเลือกไป ฮ่าๆๆๆ โดยบรรยากาศของงานคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานเจ้า Wiko และทดลองเล่น Wiko รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในไทยครับผม
*คำเตือน กระทู้นี้ยาวและรูปค่อนไปทางเยอะ อยากให้อ่านครับ เพราะตอนงานใกล้เลิกมีเซอร์ไพรส์ใหญ่จากทาง Wiko ครับ
ผมขอเริ่มประเดิมกับรุ่นแรกเลยดีกว่าครับ รุ่นนี้พึ่งเปิดตัวใน facebook fanpage ของ Wiko Thailand ไปเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมานี่เองครับ
Wiko lenny 3
ตัวเครื่องด้านหลังและขอบทำจาก Metal ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ทำจาก Metal จริงๆ ครับ ในราคาเปิดตัว 2,790 บาท แม่เจ้า!!
มาดูตัวเครื่องโดยรอบกันครับ
ตำแหน่งต่างๆ ด้านหน้าไม่แตกต่างไปจากรุ่นเดิมครับ กล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม power และเพิ่ม-ลดเสียง ส่วนด้านซ้ายว่างเปล่า
ด้านบนจะมีช่อง micro usb และช่องเสียบหูฟัง ด้านหลังจะมีกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล Auto Focus พร้อมแฟลช มีโลโก้ Wiko อยู่ตรงกลาง (นูนขึ้นมานิดหน่อย เป็นคลื่นๆ คล้ายตะไบเล็บบนกรรไกรตัดเล็บ)
หลังเครื่องด้านล่างจะเป็นลำโพง
สเป็คเครื่องข้างกล่องครับ
ในไทยมีขาย 3 สีครับ คือ space grey, silver และสียอดฮิตอย่าง rose gold
lenny3 จะมีฟังก์ชั่น Display Flash ด้วยครับ โดยจะใช้แสงสว่างจากหน้าจอ เมื่อเปิดแฟลช ตัวอย่างรูปที่แสดงจะถูกย่อให้เล็กลง หน้าจอที่เหลือจะกลายเป็นสีเหลืองนวลๆเพื่อเป็นไฟไฟแฟลชครับ เท่าที่ลองเล่นครั้งแรกแล้วงงนิดหน่อยครับ ลองถ่ายดูแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากถ่ายปกติ อาจจะเพราะไฟในห้องสว่างครับเลยไม่เห็นความแตกต่าง
รุ่นถัดไปคือ Wiko robby
เครื่องที่ผมได้มาลองเล่นเป็นสีทองครับ มีพี่อีกคนได้ลองสี rose gold จากที่ดูแล้วรู้สึกสีจะเข้มกว่าของ iphoe นิดหน่อย (รึเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจนะครับ เพราะผมสายตาสั้น 55555) (*ตัวเครื่องที่ขายจริงจะมีโลโก้ด้านหลังด้วยนะครับ อันนี้เป็นเครื่อง demo ครับ)
ต้องบอกก่อนว่าก่อนไปร่วมงานพยายามหาข้อมูลของรุ่นนี้แต่ก็ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ จนได้สัมผัสตัวจริง ต้องบอกเลยว่าใครที่ชอบจอใหญ่ๆ วัสดุแบบ Metal ลำโพงคู่หน้า และราคาถูก รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก จับครั้งแรกนี่หวั่นไหวเลยครับ ฮ่าๆๆ ราคาเปิดตัวเพียง 3,490 บาทเท่านั้น
ด้านซ้ายขวาเหมือนกับ lenny3 ครับ ซ้ายว่างเหล่า ขวามีปุ่ม power กับ เพิ่ม-ลดเสียง
ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง และกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช (กล้องไม่นูนด้วยนะจ๊ะ)
ด้านล่างมีช่อง micro usb
สเป็คเครื่องจากหลังกล่องครับ
robby ในไทยมีขาย 3 สีครับ คือ space grey, gold และ rose gold
ตัวเครื่องด้านหน้าครับ จะเห็นว่ามีลำโพงคู่บนล่าง รุ่นนี้มีแฟลชหน้าด้วยนะครับ หมดห่วงเรื่อง selfie ในที่มืดไปได้เลย รุ่นนี้มีความเก๋อีกอย่างคือ เวลาคุยโทรศัพท์จะใช้ลำโพงด้านไหนแนบหูก็ได้ครับ บางครั้งคนอื่นไม่รู้อาจจะคิดว่าเราคุยโทรศัพท์กลับด้านได้ด้วยเหรอ ฮ่าๆๆ
เมื่อมีโทรศัพท์ ก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมใช่มั๊ย Wiko ก็มีเคสมานำเสนอเช่นกัน เป็นเคสแบบฝาพับชื่อว่า WiCUBE เคสด้านหน้าจะมีช่องว่างแสดงผลหน้าจอเป็นรูปหกเหลียมซ้อนๆกันเหมือนรังผึ้ง ซึ่งฟังชั่นการใช้งานหลักคือสามารถใช้สำหรับรับสายได้ เลือกแอพที่เราอยากเห็นแจ้งเตือนแต่ละแอพมาใส่แต่ละช่องได้ (แต่ไม่แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้กับทุกแอพหรือเปล่า) หรือจะปรับแต่งหน้าตา เช่นเอานาฬิกาไว้ช่องนี้ วันที่ไว้ช่องโน้น
เคส WiCUBE นี้รองรับการใช้งานกับ lenny3 กับ robby นะจ๊ะ
ต่อไปปปปปป (ลากเสียงยาว) มาถึงพระเอกของเรากันครับ เนื่องจากว่าทั้งสองรุ่นเหมือนกันอย่างกะแฝด ต่างกันตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยเท่านั้น ผมขอพรีวิวคู่กันเลยนะครับ อิอิ
มาแว้ววววววววว นั่นก็คือ Wiko ufeel กับ Wiko ufeel lite นั่นเองงง ดูจากข้างหน้าแล้วเหมือนกันอย่างกับแกะ แยกไม่ออกกันเลยทีเดียวว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน
โดยรวมแล้วตัวเครื่องด้านหน้าของ Wiko จะคล้ายกันเกือบทุกรุ่นเลยครับ แต่เจ้า ufeel นี้จะมีปุ่มโฮมเพิ่มเข้ามาครับ สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งานเดี๋ยวเอาไว้ก่อนเน๊อะ อิอิ อ้อ กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชหน้าทั้งสองรุ่นจ้า
มาดูด้านหลังกันบ้างงงง เย้ๆ แยกออกสักทีว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน
ด้านซ้ายมือคือ Wiko ufeel และด้านขวาคือ Wiko ufeel lite ครับ
วัสดุด้านหลังของ Wiko ufeel จะเป็นพอลิคาร์บอเนตครับ สัมผัสเหมือน ridge กับ Pulp มีกล้องกลมเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางด้านบน ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช ด้านล่างเป็นลำโพงกลมๆเล็กๆ
ขอบเครื่องด้านบนมีแต่ช่องเสียบหูฟัง
ด้านล่างมีช่อง micro usb และไมค์
ด้านขวาของตัวเครื่องว่างเปล่า
ด้านซ้ายมีปุ่ม power และ เพิ่ม-ลดเสียง
ต่อไปเป็นด้านหลังของ Wiko ufeel lite ครับผม วัสดุจะเป็น metal (งงว่าทำไม ufeel เฉยๆ ถึงไม่ใช้ metal บ้าง T^T) ตำแหน่งของกล้อง แฟลช และลำโพง ไม่แตกต่างจาก ufeel แต่เจ้า ufeel lite จะมีความละเอียดกล้องลดลงเหลือ 8 ล้านพิกเซล และรูปลำโพงที่เป็นแถวยาว
ส่วนบริเวณรอบเครื่องผมลืมถ่ายมาต้องขอโทษด้วยครับ 555 แต่ไม่ต่างจาก ufeel ครับ
มาดูการใช้งานปุ่มโฮมของทั้งสองรุ่นกันครับ
หลักๆ เลยคือ สามารถสแกนลายนิ้วมือได้
แตะ 1 ครั้งคือย้อนกลับ
กดคือกลับหน้าโฮม
และกดค้างไว้คือ recent app
(โดยรวมแล้วคล้ายๆ กับของ meizu ครับ)
Wiko การันตีไว้ว่าปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ เปิดเครื่องใช้เวลาแค่ 0.48 วินาทีเท่านั้น คือกดปุ่มโฮมพร้อมสแกนได้เลยเหมือน iphone (อันนี้ไม่ได้ลองครับ เพราะใส่ลายนิ้วมือแล้วก็ปลดล็อคไม่ได้ ไม่รู้ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า ฮ่าๆ)
อีกฟังก์ชั่นที่น่าสนใจก็คือ สามารถใช้ลายนิ้วมือปลดล็อคแอพที่เราเลือกล็อคไว้ได้ และถ้าเกิดมีใครแอบมาเข้าแอพที่เราล็อคไว้ เจ้า Wiko ก็จะถ่ายรูปหน้าของคนนั้นไว้ด้วย
และอีกอันที่เด็ดและเหมาะสำหรับคนที่ชอบความรวดเร็ว นั่นก็คือการปลดล็อคหน้าจอพร้อมเข้าแอพหรือผู้ติดต่อนั้นทันที
เช่น นิ้วโป้งแสกนเข้าหน้าโฮม นิ้วชี้แสกนเข้าแอพไลน์ และสามารถจดจำลายนิ้วมือได้สูงสุดถึง 5 นิ้ว
ในเมื่อมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ว้าวๆ ไปแล้ว มาดูเรื่องไม่ค่อยว้าวสำหรับใครหลายๆคนบ้าง นั่นก็คือ สองรุ่นนี้ถอดฝาหลังได้ แต่ถอดแบตไม่ได้นะจ๊ะ
Ufeel กับ Ufeel lite ก็ไม่น้อยหน้านะครับ มีเคสเป็นของตัวเองด้วย Wiko ตั้งชื่อว่า WiBOARD สำหรับการใช้งานนั้นก็ไม่ต่างจาก WiCUBE ครับ เปลี่ยนแค่ดีไซน์
Wiko ufeel มาขายในไทยแค่ 2 สีครับ คือ space grey กับ silver (จะมีสีอื่นเข้ามาเพิ่มมั๊ย อันนี้ผมไม่ทราบครับ ต้องรอดูทาง Wiko เน๊อะ)
ส่วนของ Wiko ufeel lite นั้นลืมถ่ายมาครับ จำไม่ได้ด้วย ขอโทษด้วยนะครับ แหะๆ
สเป็คเครื่อง Wiko ufeel lite ด้านหลังกล่องครับ
สเป็คเครื่อง Wiko ufeel ด้านหลังกล่องครับ
ไหนๆ มานอนเรียงแถวกันทั้ง 4 รุ่นหน่อยซิ
(จากซ้ายไปขวา : lenny3, robby, ufeel lite, ufeel)
ด้านหลังเครื่องครับผม ชอบด้านหลังของ lenny3 แฮะ
อ่ะๆ ในเมื่อมีเรียงแถวเปรียบเทียบตัวเครื่องกันแล้ว มาดูสเป็คเปรียบเทียบกันทั้ง 4 รุ่นกันบ้างครับ
เห็นสเป็คของแต่ละรุ่นแล้ว กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกรุ่นไหนกันอยู่ใช่มั๊ยล่ะครับ ฮ่าๆๆ
ในส่วนของการพรีวิวเครื่องก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะกระตุ้นต่อมอยากได้ของใครหลายๆ คนนะครับ 55555
สำหรับใครที่กำลังคิดว่าหาเคสหาฟิล์มยากแน่เลยยย ไม่ต้องห่วงครับ ทุกรุ่นแถมเคสใส และฟิล์มใส มาในกล่องด้วยครับ
**ขอต่อในความเห็นที่ 1 นะครับ**