เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2559 เวลา 15.00น. ณ บิ๊กซี สาขาพระราม2
เริ่มเรื่องเลยนะครับ ด้วยความตั้งใจอยากทำบุญทุกๆ 3 เดือน ก็คือการบริจาคเลือดช่วยเหลือคนที่ต้องการนี่แหละ
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีอะไรที่ช่วยได้ ก็อยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
วันที่เกิดเรื่องเป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด แน่นอนว่าคนเยอะมากกกก ผมจึงเลือกช่วงเวลาบ่าย 3 โมง คนน่าจะน้อยลง
พอไปถึงก็ไปเขียนประวัติ ข้อมูลต่างๆ ที่โต๊ะสีขาว ตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้าของห้าง ไม่มี จนท. คอยให้คำแนะนำหรือบริการใดๆ
กรอกเอกสารเสร็จก็รีบวิ่งขึ้นรถ เพราะอากาศข้างนอกค่อนข้างร้อนมาก พอขึ้นไปถึงบนรถ เห็น จนท. นั่งอยู่ 2 คน
คนแรกเป็นผู้หญิงหมวยๆ ใส่แว่นตา ใส่เสื้อกราว อีกคนเป็นผู้ชายในเสื้อสีขาวแขนสั่น ตั้งหน้าตั้งตากดโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น
ไม่มีการสบตาหรือกล่าวทักทายใดๆ ตอนนั้นไม่คิดอะไรมาก ตั้งใจมาทำบุญ แต่ความรู้สึกเหมือน ผมมาทำอะไรที่นี่ มาผิดที่หรอ?
บนรถมีคนที่มาบริจาคเลือดนอนอยู่บนเตียงแต่ไม่เต็มทุกเตียง และคนที่รอนั่งวัดความดัน เจาะเลือด ซักประวัติ 2-3 คน
จากนั้นผมก็เดินเอาเอกสารไปยื่นให้ จนท.ผู้หญิง ต่อไปนี้ไปการสนทนาระหว่างผมกับ จนท.ผู้หญิง
จนท.ผู้หญิง: ชื่ออะไรค่ะ?
ผม: นาย....ครับ
จนท.ผู้หญิง: เมื่อคืนนอนกี่ทุ่มค่ะ?
ผม: 4 ทุ่มครับ
จนท.ผู้หญิง: เมื่อเช้าตื่นกี่โมงค่ะ?
ผม: 11 โมงครับ
จนท.ผู้หญิง: มื้อเช้าทานอะไรมาค่ะ?
ผม: ข้าวกระเพราครับ
จนท.ผู้หญิง: มองลงมาท้ายเอกสารแล้วเห็นว่าผมระบุว่าเป็นโรคไทรอยด์ แล้วทำหน้างงๆ
แล้วก็ถามผมว่าเป็นไทรอยด์ประเภทไหน?
ผม: ไม่แน่ใจ แต่เคยถามคุณหมอดูแล้ว เป็นแบบไม่มีพิษ กินยาเม็ดสีขาวอยู่ หมอบอกว่าบริจาคเลือดได้ปกติ
จนท.ผู้หญิง: ยาที่กินชื่ออะไรค่ะ?
ผม: ไม่ทราบครับ พร้อมทั้งอธิบายให้ฟังว่า...เป็นเม็ดสีขาว เล็กๆ ทานทุกวัน แล้วผมก็เคยบริจาคมาแล้ว 3 ครั้ง
จนท.ผู้หญิง: เป็นไทรอยด์มากี่ปีแล้วค่ะ?
ผม: 10 กว่าปีครับ ช่วยเช็คประวัติให้หน่อยได้ไหมครับ ผมบริจาคมา 3 ครั้งแล้ว น่าจะมีข้อมูลอยู่บ้าง
จนท.ผู้หญิง: ทำหน้านิ จับๆ เอกสารของผมพลิกไปๆ มาๆ แล้วก็เงียบไป
แล้วนาทีนี้ จนท.ผู้ชายที่นั่งข้างๆ ที่กำลังกดโทรศัพท์อยู่ ก็เสริมขึ้นมาว่า..."ทางเรารับบริจาคมั่วซั่วไม่ได้หรอกต้องเช็คให้ละเอียด"
แล้วก็ก้มกดโทรศัพท์ต่อไป โดยไม่คิดหาวิธีช่วยเหลือหรือเช็คประวัติเลยสักนิด
ผม: เริ่มหงุดหงิด แล้วก็หันซ้าย หันขวา คนเริ่มขึ้นมาบนรถเยอะแล้ว กำลังจะลุกขึ้น หันไปที่โต๊ะซักประวัติ...ไม่มี จนท. หายไปไหน???
สักพักเห็นผู้หญิงรูปร่างใหญ่เดินขึ้นมาแล้วก็นั่งตรงจุดนั้น (โต๊ะซักประวัติ) แล้วการสนทนาก็วนมาแบบเดิมอีกครั้งเกี่ยวกับโรคไทรอยด์
จนผมเริ่มไม่อยากทำบุญแล้ว จากนั้นผู้หญิงรูปร่างใหญ่ก็เดินไปเรียก จนท.ในโซนเตียงมาคุย การคุยก็แบบเดิมเป็นครั้งที่ 3 จนไม่สามารถบริจาคได้

ผมจึงลุกขึ้นแล้วบอกไปว่า "ไม่ทำมันแล้วบุญ ถ้าการบริจาคเลือดมันจะยุ่งยากขนาดนี้ ก็ไม่ทำมันแล้ว" แล้วก็เดินลงมาจากรถ
โทรเข้า Call Center เล่าเรื่องให้เค้าฟังทั้งหมด ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีการแก้ปัญหาใดๆ ไม่มีการลงโทษ จนท.ผู้ชาย ที่ใช้คำพูดไม่ดีแบบนั้น
จึงอยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่จะไปทำบุญเหมือนกับผมว่า การไปทำบุญเพื่อนๆ ควรเตรียมเอกสารเกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่กินประจำ ไปด้วย เพราะทาง จนท. ไม่มีเวลามานั่งบันทึกข้อมูลของเรา ต้องมานั่งซํกประวัติใหม่ทุกครั้ง ผมบริจาคมา 3 ครั้งแล้ว ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ในระบบเลย ผมยังตั้งใจทำบุญต่อไปครับ .การทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการให้ชีวิตครับ"
การบริจาคเลือดครั้งที่ 4 ช่วยเหลือคนกับหน่วยรถเคลื่อนที่ไม่คิดว่าจะลำบากขนาดนี้
เริ่มเรื่องเลยนะครับ ด้วยความตั้งใจอยากทำบุญทุกๆ 3 เดือน ก็คือการบริจาคเลือดช่วยเหลือคนที่ต้องการนี่แหละ
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีอะไรที่ช่วยได้ ก็อยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
วันที่เกิดเรื่องเป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด แน่นอนว่าคนเยอะมากกกก ผมจึงเลือกช่วงเวลาบ่าย 3 โมง คนน่าจะน้อยลง
พอไปถึงก็ไปเขียนประวัติ ข้อมูลต่างๆ ที่โต๊ะสีขาว ตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้าของห้าง ไม่มี จนท. คอยให้คำแนะนำหรือบริการใดๆ
กรอกเอกสารเสร็จก็รีบวิ่งขึ้นรถ เพราะอากาศข้างนอกค่อนข้างร้อนมาก พอขึ้นไปถึงบนรถ เห็น จนท. นั่งอยู่ 2 คน
คนแรกเป็นผู้หญิงหมวยๆ ใส่แว่นตา ใส่เสื้อกราว อีกคนเป็นผู้ชายในเสื้อสีขาวแขนสั่น ตั้งหน้าตั้งตากดโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น
ไม่มีการสบตาหรือกล่าวทักทายใดๆ ตอนนั้นไม่คิดอะไรมาก ตั้งใจมาทำบุญ แต่ความรู้สึกเหมือน ผมมาทำอะไรที่นี่ มาผิดที่หรอ?
บนรถมีคนที่มาบริจาคเลือดนอนอยู่บนเตียงแต่ไม่เต็มทุกเตียง และคนที่รอนั่งวัดความดัน เจาะเลือด ซักประวัติ 2-3 คน
จากนั้นผมก็เดินเอาเอกสารไปยื่นให้ จนท.ผู้หญิง ต่อไปนี้ไปการสนทนาระหว่างผมกับ จนท.ผู้หญิง
จนท.ผู้หญิง: ชื่ออะไรค่ะ?
ผม: นาย....ครับ
จนท.ผู้หญิง: เมื่อคืนนอนกี่ทุ่มค่ะ?
ผม: 4 ทุ่มครับ
จนท.ผู้หญิง: เมื่อเช้าตื่นกี่โมงค่ะ?
ผม: 11 โมงครับ
จนท.ผู้หญิง: มื้อเช้าทานอะไรมาค่ะ?
ผม: ข้าวกระเพราครับ
จนท.ผู้หญิง: มองลงมาท้ายเอกสารแล้วเห็นว่าผมระบุว่าเป็นโรคไทรอยด์ แล้วทำหน้างงๆ
แล้วก็ถามผมว่าเป็นไทรอยด์ประเภทไหน?
ผม: ไม่แน่ใจ แต่เคยถามคุณหมอดูแล้ว เป็นแบบไม่มีพิษ กินยาเม็ดสีขาวอยู่ หมอบอกว่าบริจาคเลือดได้ปกติ
จนท.ผู้หญิง: ยาที่กินชื่ออะไรค่ะ?
ผม: ไม่ทราบครับ พร้อมทั้งอธิบายให้ฟังว่า...เป็นเม็ดสีขาว เล็กๆ ทานทุกวัน แล้วผมก็เคยบริจาคมาแล้ว 3 ครั้ง
จนท.ผู้หญิง: เป็นไทรอยด์มากี่ปีแล้วค่ะ?
ผม: 10 กว่าปีครับ ช่วยเช็คประวัติให้หน่อยได้ไหมครับ ผมบริจาคมา 3 ครั้งแล้ว น่าจะมีข้อมูลอยู่บ้าง
จนท.ผู้หญิง: ทำหน้านิ จับๆ เอกสารของผมพลิกไปๆ มาๆ แล้วก็เงียบไป
แล้วนาทีนี้ จนท.ผู้ชายที่นั่งข้างๆ ที่กำลังกดโทรศัพท์อยู่ ก็เสริมขึ้นมาว่า..."ทางเรารับบริจาคมั่วซั่วไม่ได้หรอกต้องเช็คให้ละเอียด"
แล้วก็ก้มกดโทรศัพท์ต่อไป โดยไม่คิดหาวิธีช่วยเหลือหรือเช็คประวัติเลยสักนิด
ผม: เริ่มหงุดหงิด แล้วก็หันซ้าย หันขวา คนเริ่มขึ้นมาบนรถเยอะแล้ว กำลังจะลุกขึ้น หันไปที่โต๊ะซักประวัติ...ไม่มี จนท. หายไปไหน???
สักพักเห็นผู้หญิงรูปร่างใหญ่เดินขึ้นมาแล้วก็นั่งตรงจุดนั้น (โต๊ะซักประวัติ) แล้วการสนทนาก็วนมาแบบเดิมอีกครั้งเกี่ยวกับโรคไทรอยด์
จนผมเริ่มไม่อยากทำบุญแล้ว จากนั้นผู้หญิงรูปร่างใหญ่ก็เดินไปเรียก จนท.ในโซนเตียงมาคุย การคุยก็แบบเดิมเป็นครั้งที่ 3 จนไม่สามารถบริจาคได้
ผมจึงลุกขึ้นแล้วบอกไปว่า "ไม่ทำมันแล้วบุญ ถ้าการบริจาคเลือดมันจะยุ่งยากขนาดนี้ ก็ไม่ทำมันแล้ว" แล้วก็เดินลงมาจากรถ
โทรเข้า Call Center เล่าเรื่องให้เค้าฟังทั้งหมด ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีการแก้ปัญหาใดๆ ไม่มีการลงโทษ จนท.ผู้ชาย ที่ใช้คำพูดไม่ดีแบบนั้น
จึงอยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่จะไปทำบุญเหมือนกับผมว่า การไปทำบุญเพื่อนๆ ควรเตรียมเอกสารเกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่กินประจำ ไปด้วย เพราะทาง จนท. ไม่มีเวลามานั่งบันทึกข้อมูลของเรา ต้องมานั่งซํกประวัติใหม่ทุกครั้ง ผมบริจาคมา 3 ครั้งแล้ว ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ในระบบเลย ผมยังตั้งใจทำบุญต่อไปครับ .การทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการให้ชีวิตครับ"