กระเป๋า กับความต้องการของผม ผมเป็นคนเลวหรือไม่?

กระเป๋า                                                                                           
                        
                                                                                          (1)

        เริ่มแรก  มันนอนแน่นิ่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นมะขามริมสนามหลวง  ผมนั่งสังเกตมันอยู่นาน  ผสานอาการอยากรู้อยากเห็น  เป็นธรรมดาอยู่เองที่ความสงสัยของมนุษย์มักอยู่ได้ไม่นาน  ไม่ช้า  ความแคลงใจนั้นจะถูกทำให้แจ้งแก่ใจไม่ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เหตุด้วยเพราะผมเป็นคนมีการศึกษา  การที่จะให้ทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่งนั้น  จำต้องมีความระแวดระวังในบุคลิก (ภาพ)
    แรกเริ่ม  ผมทำทีเดินไปที่เก้าอี้ตัวนั้นแล้วนั่งลงอย่างแนบเนียน  ไม่มีอะไรผิดสังเกต  ผมดูเป็นปกติและคิดว่าคนอื่นๆ  ที่เดินผ่านไปมาก็คงคิดเช่นนั้น  ผมชำเลืองมองมันโดยกลอกสายตาไปด้านข้างโดยไม่หันไปทั้งศีรษะ  มันอยู่ในสภาพมิดชิดเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นภายใน  และสีของมันก็ดูไม่โดดเด่นจนเป็นที่สนใจของใคร  มันดูกลมกลืนเมื่อวางอยู่บนเก้าอี้ไม้  และรูปทรงของมันก็ดูคล้ายบางสิ่งที่ผมพบเจออยู่ทุกวัน  มันคือกระเป๋าหนังใส่เงินสีดำ  เหตุที่ทำให้ผมคิดว่าเป็นกระเป๋าหนัง  คงเป็นเพราะลวดลายของมันทำให้ผมคิดไปเช่นนั้น  และต่อจินตนาการของผมไปไกลกว่าที่คิดไว้อีก  ความใหม่สะอาดและกลิ่นหอมบางอย่างของมันทำให้ผมคิดไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างในกระเป๋าใบนั้น
    ขอบอกไว้ก่อน  ว่าผมไม่ได้มีความต้องการหรือเกิดมีความรู้สึกอยากได้สิ่งของที่อยู่ภายใน  มันจะเป็นอะไรก็ช่าง  แม้เป็นสิ่งมีค่าแต่ผมก็ไม่ได้มีความต้องการมันจริงๆ  ย้ำ  ผมไม่ได้มีความคิดที่จะครอบครองเป็นของตัวเอง  อย่าเพิ่งเข้าใจว่าผมเป็นคนละโมบ  หรือเป็นคนลักษณะนั้น  คุณอาจกำลังคิดหรือคาดเดาเรื่องราวไปตามประสบการณ์ของคุณเอง  ซึ่งก็อาจจะสวนทางกับสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้
    ผมนั่งรอจังหวะที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา  และชำเลืองมองมันอีกครั้งให้แน่ใจว่ามันยังอยู่  แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ขณะเหยียดมือข้างที่ถนัดไปในทิศทางที่มันนอนนิ่ง  ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าและแนบเนียน  ไม่เป็นที่ผิดสังเกต  หรือเป็นที่สนใจของใคร  พูดให้ถูกอีกที  ไม่มีใครที่แม้แต่จะมองมาที่ผม  แต่ตามสัญชาตญาณทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังที่สุด
    หลายนาทีทีเดียว  กว่าฝ่ามือของผมจะสัมผัสกับความแข็งกระด้างของมัน  อ่า...ในที่สุด  ผมคิด  ทุกอย่างก็เป็นไปตามเป้าหมาย  เหลือเพียงแต่ที่ผมจะเปิดมันออกสำรวจภายในเท่านั้น
        ใจผมระทึกหนักทีเดียว  หอบหายใจแรงทั้งๆ ที่นั่งอยู่กับที่  แดดไม่ร้อน  แต่เม็ดเหงื่อกลับผุดขึ้นตามใบหน้าและลำคอ  ผมรอ  รอจังหวะที่ไม่มีใครหันมามอง  ขณะนั้นเองผมค่อยๆ  ใช้ฝ่ามือกวาดร่างบอบบางของมันเข้ามาแนบชิดร่างกายของผม  ผมสะท้าน  สะท้านต่อความรู้สึกบางอย่าง  แต่ผมจะต้องเปิดมันออกดูเพื่อให้แล้วแก่ใจ  ว่าภายใต้กระเป๋าหนังสีดำนั้นมีอะไรแอบแฝงอยู่
    แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นนั้นเอง (ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น  เพราะในขณะที่ผมกำลังพยายามทำทุกอย่างอย่างแนบเนียนอยู่นั้น  ก็หาได้มีใครเข้ามาขัดจังหวะแผนการของผมไม่)  แต่จู่ๆ  ชายกลางคนคนหนึ่งก็โผล่พรวดพราดเข้ามาทางด้านหลัง  ผมสะดุ้งด้วยอาการตกใจ  บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นความตกใจแบบไหน  บางทีมันอาจเป็นแค่ความกลัวซ่อนเร้นในความรู้สึกบางอย่าง  เหมือนเวลาเราเล่นซ่อนแอบ  และต้องคอยระวังไม่ให้คนที่หาพบเข้าโดยที่เรายังไม่ทันตั้งตัว
    ผมสะดุ้งและผลักสิ่งของบนเก้าอี้ไปในทิศทางที่มันเคยอยู่  โดยไม่รู้ตัวเหมือนกลัวว่ามันจะกลายเป็นเชือกผูกมัดข้อมือผมเข้า  โดยที่ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะสังเกตวิธีการผูกปม
    ผมหันขวับไปในทิศทางที่เกิดเสียง  และพบเข้ากับรอยยิ้มกว้างของชายกลางคน  ชายผู้มีฟันขาดหายและแต่งกายด้วยอาภรสกปรก  มือข้างหนึ่งหอบหิ้วถุงพลาสติกใสใบใหญ่และภายในบรรจุเปลือกมะนาวหั่นครึ่ง  ผมไม่รู้ว่าแกจะนำเปลือกมะนาวที่ถูกบีบเค้นจนบี้แบนเหล่านั้นไปทำอะไร  ผมไม่ได้ถาม..!  แต่พอจะเดาได้จากสภาพการแต่งกายและอาการประหลาดๆ ของแก (ลุงแกคงเพิ่งกลับมาจากจ่ายตลาด  และคงเหมามะนาวมาทั้งแผงตลาดเป็นแน่  แกคงจะเอาไปทำกับข้าว  ผมคิดของผมไปอย่างนั้นเอง)  
อ้อ  ผมขออนุญาตเรียกชายกลางคนว่าลุงแทนการกล่าวเรียกอย่างอื่น  เพื่อความสะดวกของผมที่จะเล่าและความสะบายของคุณในการที่จะอ่าน  เพื่อไม่ให้เกิดความเยิ่นเย้อ ยืดยาว ซ้ำซาก  จนคุณเกิดความเบื่อหน่ายรำคาญ  และคำว่าลุงก็ดูจะเหมาะสมกับเนื้อหาที่ผมกำลังจะเล่า
    แกร้องเสียงดัง  ขณะชี้มือข้างที่ว่างมาที่ผมอย่างแน่วแน่และมั่นคงไม่มุ่งตรงไปที่ไหน  ดวงตาหยีเล็กกลับถทึงทันทีที่แกหุบยิ้ม  บัดนี้ผมได้กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจจากผู้คนโดยรอบไปเป็นที่เรียบร้อย(แล้ว)  มันเป็นความรู้สึกอย่างยากที่จะทำตัวเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางวงล้อม(สายตา)ของคนนับสิบ  ใจหนึ่งก็อยากจะลุกจากไปให้พ้นๆ  จากที่ตรงนั้น  แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างฉุดรั้งให้นั่งอยู่กับที่  ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหนไม่ได้คล้ายถูกผีอำ  ทำได้เพียงส่ง ยิ้ม จืดเจื่อนให้แก่สายตาที่จับจ้อง ‘มันเป็นอาการตอบสนองโดยสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง’ เขาว่ากันมาอย่างนี้  ผมเคยอ่านเจอในหนังสือแต่จำชื่อคนที่เขียนข้อความดังกล่าวนี้ไม่ได้แล้ว  ช่างมันเถอะ  เขาว่ากันมาอย่างนี้เราก็มีหน้าที่เชื่อตามนั้น  จริงไหม ?
    และผมก็ตัดสินใจที่จะลุกจากไปให้เร็วที่สุด(เหมือนผมจะขยับตัวได้แล้ว)  แต่..  
    “ฮั่นแน่ ! จะหนีเรอะ  หยุด!  หยุดอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ  ดี...ดี...อย่าขยับ”  ผมไปไหนไม่ได้เสียแล้ว  ข้างหน้าก็กำแพงข้างหลังก็ตำรวจ  ผมนั่งตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นเอง  ไม่ผิดอะไรกับโจรที่โดนตำรวจจับ !  ผมกลายเป็นคนร้ายไปแล้วหรือ  อะไรกันวะเนี่ยผมนั่งของผมอยู่ดีๆ  แท้ๆ  (เลยเชียว)
    แกค่อยๆ  วางถุงมะนาว(หั่นครึ่ง)ลงข้างตัวอย่างช้าๆ  ค่อยๆ  ย่องตัวเข้ามาหาผมอย่างระมัดระวัง  ผมอยากจะร้องไห้ให้ตายเสียตรงนั้น  แต่ผมจะต้องควบคุมสถานการณ์ให้ดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ  ห้ามมีพิรุธและดูเหมือนทุกอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แล้วปล่อยให้ลุงแกแสดงตามบทบาทของแกต่อไป  ผมเป็นเพียงผู้ดู (เหมือนคนอื่นๆ  นั่นแหละที่กำลังมองดู ลุง (ผม) อยู่ )
    ‘แกเป็นอะไรของแกวะ’  
        ‘แกคงสติไม่ดีมั้ง  อย่าไปสนใจเลย’  
        ผมเดาว่าคนอื่นๆ  ก็คงคิดอย่างนี้  และผมก็จะกลายเป็นเพียงผู้ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วยคนหนึ่ง  ก็เท่านั้นเอง
    แกกระโจนตัวลงมานั่งข้างๆ  กับผม
    “ กระเป๋า!  กระเป๋าอะไร?  ฮั่นแน่คิจะขโมยรึ! ”  คำนี้แหละที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คน สัญจร กลับมาอีกครั้ง ‘ขโมย  จะขโมยหรือ?’
    “ อะไร? ”  ผมพูดออกไปได้เท่านั้น  คิดอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ออก
    แกหันซ้ายหันขวา  สอดส่ายสายตาไปมา  ก่อนจะกระเถิบตัวเข้ามาใกล้ผมกว่าเดิมอีก!
    “ จุ๊-จุ๊-จุ๊ ”  แกเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากอันเข้มคล้ำของแก  ก่อนจะพูดในเชิงกระซิบกระซาบว่า
    “ นี่!  พ่อหนุ่ม  รู้แค่เราสองคนนะ  ในนี้มีเงินใช่ไหม? ”  แกชี้ไปที่กระเป๋า  ที่บัดนี้วางอยู่  ตรงกลาง  ระหว่าง  เราสองคน  (ผมไม่อยากใช้คำนี้เลย  ให้หมาออกลูกเป็นไข่ซิเอา!  ‘เราสองคน’  เหมือนผมไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เข้าให้แล้ว  ผมพาตัวเองเข้าไปวุ่นวายมากไปแล้วใช่ไหม  ผมควรจะถอยห่างออกมาบ้างแต่ผมขยับไปไหนไม่ได้เลย)
    “ ผมไม่รู้หรอก ”  ผมไม่รู้จริงๆ  นี่  ก็ผมยังไม่ได้เปิดมันออกดูเลย
    “ เถอะน่า!  ไม่ต้องกลัว  ไม่มีใครรู้หรอก  นี่ๆ  ในนี้คงมีหลายตังค์ ”  แกยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมอีก  
    “ เดี๋ยวเราแบ่งกันละครึ่ง  แล้วอย่าไปบอกใครล่ะ!  รู้กันแค่เราสองคนเท่านั้นนะ ”  ผมจะลุกวิ่งจากไปแล้วเชียว  แต่เอ๊ะ!  ทำไมผมถึงยังนั่งอยู่ต่อไปอีกก็ไม่รู้
    ถึงตอนนี้  ความสนใจของผู้คนรอบข้างก็เบาบางลงมามากแล้ว  ผมลองมาคิดๆ  ดู  นั่งคุยอยู่กับ
ลุงแกต่อคงไม่เสียหายอะไรมากมั้ง?  ผมก็ไม่ได้จะรีบไปทำธุระที่ไหนนี่!
    บางที  หากอยู่คุยกับลุงแกต่อ  ผมคิด  บางทีนะบางที  อาจมีอะไรเซอร์ไพรซ์
    ผมปล่อยให้ลุงแกพูดของแกต่อไป
    “ นี่!  รู้ไหมไอ้หนุ่ม  ลุงน่ะ  เห็นมันวางอยู่ตรงนี้มาหลายวันแล้วนะเอ้อ  แต่ลุงไม่กล้ามาเอาไง  กลัวใครเขาจะเห็น  จะหาว่าลุงเป็นโจรเป็นขโมย  แต่ลุงไม่ใช่ไง  ใช่ไหม? ”  ผมส่ายใบหน้าเล็กน้อย  ด้วยอดจะทนในน้ำเสียงและวิธีการพูดของแก  ดูเหมือนว่าแกจะจริงจังและเอาเป็นเอาตายกับทุกถ้อยคำที่แกเปล่งออกมาเหลือเกิน  ราวกับเกรงว่าผู้ฟัง  จะไม่ให้ความสนใจในเนื้อหาที่แกเล่า
        และอีกครั้ง  ที่แกหันมองสำรวจไปมา  ราวกับกำลังตรวจหาดวงตาลึกลับ  ที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งที่แกมองไม่เห็น  ไม่แน่ว่า อาจมีสายตาคู่ใดคู่หนึ่ง  กำลังจับจ้องมองดูพฤติกรรมลึกลับของเราทั้งคู่อยู่ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น  ผมเห็นด้วยกับแกที่เราจะต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน
    แล้วในนาทีต่อมา  โดยไม่รอช้า  กระเป๋าสตางค์ใบนั้นก็ถูกเปิดออก (โดยฝีมือลุงนั่นแหละ)
    
        ผมมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน!!!
    

        ผมอธิบายไม่ได้ว่าความรู้สึกในครั้งนั้นมันเป็นอย่างไร  ผมผ่านความรู้สึกนั้นมาแล้วและลืมมันไปในที่สุด  ไม่มีอะไรให้ต้องจดจำมันไร้สาระ
    มนุษย์คนหนึ่งกับชายกลางคนหนึ่งคน  กับกระเป๋าของใครก็ไม่รู้นอนรอผู้เป็นเจ้าของ  อยู่บนม้านั่งใต้ต้นมะขามริมทางท้องสนามหลวง


                                                                                            (2)

    ผมมานั่งคิดๆ  ดูว่าจะมีใครบ้างไหมที่เป็นไปในลักษณะผม
    เหตุใดผมจึงกระทำในลักษณะนั้น
    เมื่อผมสบตากับบางสิ่งโดยไม่ตั้งใจ  ผมจะส่งยิ้มให้  หรือเพียงดึงสายตากลับจากความสนใจนั้นและลบเลือนมันไปในที่สุด  หากผมจะจดจ้องและพินิจมองมันด้วยความสงสัย  มันมีสิ่งใดเล่าที่ดึงดูดความสนใจนั้น  กิเลส  ตัญหา  ราคะ  อะไรเทือกนั้นหรือ  ผมไม่แน่ใจว่าอะไรคือกิเลส  อะไรคือตัญหา  หรือบางที มันอาจเป็นเพียงความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดในตัวตนของมนุษย์
    ถึงตอนนี้  ผมอาจจะไม่ได้นำสิ่งที่อยู่ภายกระเป๋ามาครอบครองเป็นของตัวเอง  แต่ผมก็มีความรู้สึกว่ามันยังติดอยู่กับตัวไม่ได้ลบเลือนหรือจางหายไปไหน  เหตุใดเล่าผมจึงยังคงพาตนเองไปยึดติดกับของสิ่งนั้น  สิ่งที่ไม่มีอยู่  สิ่งที่ไม่มีตัวตน  สิ่งที่มีเพียง   ‘ความว่างเปล่า’
    บางทีผมก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง!
    ผมคิดต่อไปอีก  คิดไปถึงเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  หลังจากที่ผมวางกระเป๋าใบนั้นลงด้วยความรู้สึกผิดหวังและขมขื่น  ผมหัวเราะให้กับความโง่ของตัวเองเบาๆ  ขณะหันไปมองมันอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม
    หากจะมีใครสักคนเดินผ่านมาและสบตากับมันเข้าโดยบังเอิญ  แล้วเกิดมีความรู้สึกเป็นไปในลักษณะผม  อย่างที่คุณคงพอจะคาดเดาได้  ว่ามันคงเป็นความรู้สึกที่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.

แล้วถ้าเป็นคุณคุณจะเปิดกระเป๋าใบนั้นออกดูหรือไม่ เพราะเหตุใด?

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่