กระเป๋า
(1)
เริ่มแรก มันนอนแน่นิ่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นมะขามริมสนามหลวง ผมนั่งสังเกตมันอยู่นาน ผสานอาการอยากรู้อยากเห็น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ความสงสัยของมนุษย์มักอยู่ได้ไม่นาน ไม่ช้า ความแคลงใจนั้นจะถูกทำให้แจ้งแก่ใจไม่ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เหตุด้วยเพราะผมเป็นคนมีการศึกษา การที่จะให้ทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่งนั้น จำต้องมีความระแวดระวังในบุคลิก (ภาพ)
แรกเริ่ม ผมทำทีเดินไปที่เก้าอี้ตัวนั้นแล้วนั่งลงอย่างแนบเนียน ไม่มีอะไรผิดสังเกต ผมดูเป็นปกติและคิดว่าคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาก็คงคิดเช่นนั้น ผมชำเลืองมองมันโดยกลอกสายตาไปด้านข้างโดยไม่หันไปทั้งศีรษะ มันอยู่ในสภาพมิดชิดเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นภายใน และสีของมันก็ดูไม่โดดเด่นจนเป็นที่สนใจของใคร มันดูกลมกลืนเมื่อวางอยู่บนเก้าอี้ไม้ และรูปทรงของมันก็ดูคล้ายบางสิ่งที่ผมพบเจออยู่ทุกวัน มันคือกระเป๋าหนังใส่เงินสีดำ เหตุที่ทำให้ผมคิดว่าเป็นกระเป๋าหนัง คงเป็นเพราะลวดลายของมันทำให้ผมคิดไปเช่นนั้น และต่อจินตนาการของผมไปไกลกว่าที่คิดไว้อีก ความใหม่สะอาดและกลิ่นหอมบางอย่างของมันทำให้ผมคิดไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างในกระเป๋าใบนั้น
ขอบอกไว้ก่อน ว่าผมไม่ได้มีความต้องการหรือเกิดมีความรู้สึกอยากได้สิ่งของที่อยู่ภายใน มันจะเป็นอะไรก็ช่าง แม้เป็นสิ่งมีค่าแต่ผมก็ไม่ได้มีความต้องการมันจริงๆ ย้ำ ผมไม่ได้มีความคิดที่จะครอบครองเป็นของตัวเอง อย่าเพิ่งเข้าใจว่าผมเป็นคนละโมบ หรือเป็นคนลักษณะนั้น คุณอาจกำลังคิดหรือคาดเดาเรื่องราวไปตามประสบการณ์ของคุณเอง ซึ่งก็อาจจะสวนทางกับสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้
ผมนั่งรอจังหวะที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา และชำเลืองมองมันอีกครั้งให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ขณะเหยียดมือข้างที่ถนัดไปในทิศทางที่มันนอนนิ่ง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าและแนบเนียน ไม่เป็นที่ผิดสังเกต หรือเป็นที่สนใจของใคร พูดให้ถูกอีกที ไม่มีใครที่แม้แต่จะมองมาที่ผม แต่ตามสัญชาตญาณทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังที่สุด
หลายนาทีทีเดียว กว่าฝ่ามือของผมจะสัมผัสกับความแข็งกระด้างของมัน อ่า...ในที่สุด ผมคิด ทุกอย่างก็เป็นไปตามเป้าหมาย เหลือเพียงแต่ที่ผมจะเปิดมันออกสำรวจภายในเท่านั้น
ใจผมระทึกหนักทีเดียว หอบหายใจแรงทั้งๆ ที่นั่งอยู่กับที่ แดดไม่ร้อน แต่เม็ดเหงื่อกลับผุดขึ้นตามใบหน้าและลำคอ ผมรอ รอจังหวะที่ไม่มีใครหันมามอง ขณะนั้นเองผมค่อยๆ ใช้ฝ่ามือกวาดร่างบอบบางของมันเข้ามาแนบชิดร่างกายของผม ผมสะท้าน สะท้านต่อความรู้สึกบางอย่าง แต่ผมจะต้องเปิดมันออกดูเพื่อให้แล้วแก่ใจ ว่าภายใต้กระเป๋าหนังสีดำนั้นมีอะไรแอบแฝงอยู่
แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นนั้นเอง (ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะในขณะที่ผมกำลังพยายามทำทุกอย่างอย่างแนบเนียนอยู่นั้น ก็หาได้มีใครเข้ามาขัดจังหวะแผนการของผมไม่) แต่จู่ๆ ชายกลางคนคนหนึ่งก็โผล่พรวดพราดเข้ามาทางด้านหลัง ผมสะดุ้งด้วยอาการตกใจ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นความตกใจแบบไหน บางทีมันอาจเป็นแค่ความกลัวซ่อนเร้นในความรู้สึกบางอย่าง เหมือนเวลาเราเล่นซ่อนแอบ และต้องคอยระวังไม่ให้คนที่หาพบเข้าโดยที่เรายังไม่ทันตั้งตัว
ผมสะดุ้งและผลักสิ่งของบนเก้าอี้ไปในทิศทางที่มันเคยอยู่ โดยไม่รู้ตัวเหมือนกลัวว่ามันจะกลายเป็นเชือกผูกมัดข้อมือผมเข้า โดยที่ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะสังเกตวิธีการผูกปม
ผมหันขวับไปในทิศทางที่เกิดเสียง และพบเข้ากับรอยยิ้มกว้างของชายกลางคน ชายผู้มีฟันขาดหายและแต่งกายด้วยอาภรสกปรก มือข้างหนึ่งหอบหิ้วถุงพลาสติกใสใบใหญ่และภายในบรรจุเปลือกมะนาวหั่นครึ่ง ผมไม่รู้ว่าแกจะนำเปลือกมะนาวที่ถูกบีบเค้นจนบี้แบนเหล่านั้นไปทำอะไร ผมไม่ได้ถาม..! แต่พอจะเดาได้จากสภาพการแต่งกายและอาการประหลาดๆ ของแก (ลุงแกคงเพิ่งกลับมาจากจ่ายตลาด และคงเหมามะนาวมาทั้งแผงตลาดเป็นแน่ แกคงจะเอาไปทำกับข้าว ผมคิดของผมไปอย่างนั้นเอง)
อ้อ ผมขออนุญาตเรียกชายกลางคนว่าลุงแทนการกล่าวเรียกอย่างอื่น เพื่อความสะดวกของผมที่จะเล่าและความสะบายของคุณในการที่จะอ่าน เพื่อไม่ให้เกิดความเยิ่นเย้อ ยืดยาว ซ้ำซาก จนคุณเกิดความเบื่อหน่ายรำคาญ และคำว่าลุงก็ดูจะเหมาะสมกับเนื้อหาที่ผมกำลังจะเล่า
แกร้องเสียงดัง ขณะชี้มือข้างที่ว่างมาที่ผมอย่างแน่วแน่และมั่นคงไม่มุ่งตรงไปที่ไหน ดวงตาหยีเล็กกลับถทึงทันทีที่แกหุบยิ้ม บัดนี้ผมได้กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจจากผู้คนโดยรอบไปเป็นที่เรียบร้อย(แล้ว) มันเป็นความรู้สึกอย่างยากที่จะทำตัวเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางวงล้อม(สายตา)ของคนนับสิบ ใจหนึ่งก็อยากจะลุกจากไปให้พ้นๆ จากที่ตรงนั้น แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างฉุดรั้งให้นั่งอยู่กับที่ ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหนไม่ได้คล้ายถูกผีอำ ทำได้เพียงส่ง ยิ้ม จืดเจื่อนให้แก่สายตาที่จับจ้อง ‘มันเป็นอาการตอบสนองโดยสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง’ เขาว่ากันมาอย่างนี้ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือแต่จำชื่อคนที่เขียนข้อความดังกล่าวนี้ไม่ได้แล้ว ช่างมันเถอะ เขาว่ากันมาอย่างนี้เราก็มีหน้าที่เชื่อตามนั้น จริงไหม ?
และผมก็ตัดสินใจที่จะลุกจากไปให้เร็วที่สุด(เหมือนผมจะขยับตัวได้แล้ว) แต่..
“ฮั่นแน่ ! จะหนีเรอะ หยุด! หยุดอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ ดี...ดี...อย่าขยับ” ผมไปไหนไม่ได้เสียแล้ว ข้างหน้าก็กำแพงข้างหลังก็ตำรวจ ผมนั่งตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นเอง ไม่ผิดอะไรกับโจรที่โดนตำรวจจับ ! ผมกลายเป็นคนร้ายไปแล้วหรือ อะไรกันวะเนี่ยผมนั่งของผมอยู่ดีๆ แท้ๆ (เลยเชียว)
แกค่อยๆ วางถุงมะนาว(หั่นครึ่ง)ลงข้างตัวอย่างช้าๆ ค่อยๆ ย่องตัวเข้ามาหาผมอย่างระมัดระวัง ผมอยากจะร้องไห้ให้ตายเสียตรงนั้น แต่ผมจะต้องควบคุมสถานการณ์ให้ดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ ห้ามมีพิรุธและดูเหมือนทุกอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วปล่อยให้ลุงแกแสดงตามบทบาทของแกต่อไป ผมเป็นเพียงผู้ดู (เหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละที่กำลังมองดู ลุง (ผม) อยู่ )
‘แกเป็นอะไรของแกวะ’
‘แกคงสติไม่ดีมั้ง อย่าไปสนใจเลย’
ผมเดาว่าคนอื่นๆ ก็คงคิดอย่างนี้ และผมก็จะกลายเป็นเพียงผู้ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วยคนหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง
แกกระโจนตัวลงมานั่งข้างๆ กับผม
“ กระเป๋า! กระเป๋าอะไร? ฮั่นแน่คิจะขโมยรึ! ” คำนี้แหละที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คน สัญจร กลับมาอีกครั้ง ‘ขโมย จะขโมยหรือ?’
“ อะไร? ” ผมพูดออกไปได้เท่านั้น คิดอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ออก
แกหันซ้ายหันขวา สอดส่ายสายตาไปมา ก่อนจะกระเถิบตัวเข้ามาใกล้ผมกว่าเดิมอีก!
“ จุ๊-จุ๊-จุ๊ ” แกเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากอันเข้มคล้ำของแก ก่อนจะพูดในเชิงกระซิบกระซาบว่า
“ นี่! พ่อหนุ่ม รู้แค่เราสองคนนะ ในนี้มีเงินใช่ไหม? ” แกชี้ไปที่กระเป๋า ที่บัดนี้วางอยู่ ตรงกลาง ระหว่าง เราสองคน (ผมไม่อยากใช้คำนี้เลย ให้หมาออกลูกเป็นไข่ซิเอา! ‘เราสองคน’ เหมือนผมไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เข้าให้แล้ว ผมพาตัวเองเข้าไปวุ่นวายมากไปแล้วใช่ไหม ผมควรจะถอยห่างออกมาบ้างแต่ผมขยับไปไหนไม่ได้เลย)
“ ผมไม่รู้หรอก ” ผมไม่รู้จริงๆ นี่ ก็ผมยังไม่ได้เปิดมันออกดูเลย
“ เถอะน่า! ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครรู้หรอก นี่ๆ ในนี้คงมีหลายตังค์ ” แกยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมอีก
“ เดี๋ยวเราแบ่งกันละครึ่ง แล้วอย่าไปบอกใครล่ะ! รู้กันแค่เราสองคนเท่านั้นนะ ” ผมจะลุกวิ่งจากไปแล้วเชียว แต่เอ๊ะ! ทำไมผมถึงยังนั่งอยู่ต่อไปอีกก็ไม่รู้
ถึงตอนนี้ ความสนใจของผู้คนรอบข้างก็เบาบางลงมามากแล้ว ผมลองมาคิดๆ ดู นั่งคุยอยู่กับ
ลุงแกต่อคงไม่เสียหายอะไรมากมั้ง? ผมก็ไม่ได้จะรีบไปทำธุระที่ไหนนี่!
บางที หากอยู่คุยกับลุงแกต่อ ผมคิด บางทีนะบางที อาจมีอะไรเซอร์ไพรซ์
ผมปล่อยให้ลุงแกพูดของแกต่อไป
“ นี่! รู้ไหมไอ้หนุ่ม ลุงน่ะ เห็นมันวางอยู่ตรงนี้มาหลายวันแล้วนะเอ้อ แต่ลุงไม่กล้ามาเอาไง กลัวใครเขาจะเห็น จะหาว่าลุงเป็นโจรเป็นขโมย แต่ลุงไม่ใช่ไง ใช่ไหม? ” ผมส่ายใบหน้าเล็กน้อย ด้วยอดจะทนในน้ำเสียงและวิธีการพูดของแก ดูเหมือนว่าแกจะจริงจังและเอาเป็นเอาตายกับทุกถ้อยคำที่แกเปล่งออกมาเหลือเกิน ราวกับเกรงว่าผู้ฟัง จะไม่ให้ความสนใจในเนื้อหาที่แกเล่า
และอีกครั้ง ที่แกหันมองสำรวจไปมา ราวกับกำลังตรวจหาดวงตาลึกลับ ที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งที่แกมองไม่เห็น ไม่แน่ว่า อาจมีสายตาคู่ใดคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องมองดูพฤติกรรมลึกลับของเราทั้งคู่อยู่ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ผมเห็นด้วยกับแกที่เราจะต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน
แล้วในนาทีต่อมา โดยไม่รอช้า กระเป๋าสตางค์ใบนั้นก็ถูกเปิดออก (โดยฝีมือลุงนั่นแหละ)
ผมมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน!!!
ผมอธิบายไม่ได้ว่าความรู้สึกในครั้งนั้นมันเป็นอย่างไร ผมผ่านความรู้สึกนั้นมาแล้วและลืมมันไปในที่สุด ไม่มีอะไรให้ต้องจดจำมันไร้สาระ
มนุษย์คนหนึ่งกับชายกลางคนหนึ่งคน กับกระเป๋าของใครก็ไม่รู้นอนรอผู้เป็นเจ้าของ อยู่บนม้านั่งใต้ต้นมะขามริมทางท้องสนามหลวง
(2)
ผมมานั่งคิดๆ ดูว่าจะมีใครบ้างไหมที่เป็นไปในลักษณะผม
เหตุใดผมจึงกระทำในลักษณะนั้น
เมื่อผมสบตากับบางสิ่งโดยไม่ตั้งใจ ผมจะส่งยิ้มให้ หรือเพียงดึงสายตากลับจากความสนใจนั้นและลบเลือนมันไปในที่สุด หากผมจะจดจ้องและพินิจมองมันด้วยความสงสัย มันมีสิ่งใดเล่าที่ดึงดูดความสนใจนั้น กิเลส ตัญหา ราคะ อะไรเทือกนั้นหรือ ผมไม่แน่ใจว่าอะไรคือกิเลส อะไรคือตัญหา หรือบางที มันอาจเป็นเพียงความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดในตัวตนของมนุษย์
ถึงตอนนี้ ผมอาจจะไม่ได้นำสิ่งที่อยู่ภายกระเป๋ามาครอบครองเป็นของตัวเอง แต่ผมก็มีความรู้สึกว่ามันยังติดอยู่กับตัวไม่ได้ลบเลือนหรือจางหายไปไหน เหตุใดเล่าผมจึงยังคงพาตนเองไปยึดติดกับของสิ่งนั้น สิ่งที่ไม่มีอยู่ สิ่งที่ไม่มีตัวตน สิ่งที่มีเพียง ‘ความว่างเปล่า’
บางทีผมก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง!
ผมคิดต่อไปอีก คิดไปถึงเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากที่ผมวางกระเป๋าใบนั้นลงด้วยความรู้สึกผิดหวังและขมขื่น ผมหัวเราะให้กับความโง่ของตัวเองเบาๆ ขณะหันไปมองมันอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม
หากจะมีใครสักคนเดินผ่านมาและสบตากับมันเข้าโดยบังเอิญ แล้วเกิดมีความรู้สึกเป็นไปในลักษณะผม อย่างที่คุณคงพอจะคาดเดาได้ ว่ามันคงเป็นความรู้สึกที่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.
แล้วถ้าเป็นคุณคุณจะเปิดกระเป๋าใบนั้นออกดูหรือไม่ เพราะเหตุใด?
กระเป๋า กับความต้องการของผม ผมเป็นคนเลวหรือไม่?
(1)
เริ่มแรก มันนอนแน่นิ่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นมะขามริมสนามหลวง ผมนั่งสังเกตมันอยู่นาน ผสานอาการอยากรู้อยากเห็น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ความสงสัยของมนุษย์มักอยู่ได้ไม่นาน ไม่ช้า ความแคลงใจนั้นจะถูกทำให้แจ้งแก่ใจไม่ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เหตุด้วยเพราะผมเป็นคนมีการศึกษา การที่จะให้ทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่งนั้น จำต้องมีความระแวดระวังในบุคลิก (ภาพ)
แรกเริ่ม ผมทำทีเดินไปที่เก้าอี้ตัวนั้นแล้วนั่งลงอย่างแนบเนียน ไม่มีอะไรผิดสังเกต ผมดูเป็นปกติและคิดว่าคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาก็คงคิดเช่นนั้น ผมชำเลืองมองมันโดยกลอกสายตาไปด้านข้างโดยไม่หันไปทั้งศีรษะ มันอยู่ในสภาพมิดชิดเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นภายใน และสีของมันก็ดูไม่โดดเด่นจนเป็นที่สนใจของใคร มันดูกลมกลืนเมื่อวางอยู่บนเก้าอี้ไม้ และรูปทรงของมันก็ดูคล้ายบางสิ่งที่ผมพบเจออยู่ทุกวัน มันคือกระเป๋าหนังใส่เงินสีดำ เหตุที่ทำให้ผมคิดว่าเป็นกระเป๋าหนัง คงเป็นเพราะลวดลายของมันทำให้ผมคิดไปเช่นนั้น และต่อจินตนาการของผมไปไกลกว่าที่คิดไว้อีก ความใหม่สะอาดและกลิ่นหอมบางอย่างของมันทำให้ผมคิดไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างในกระเป๋าใบนั้น
ขอบอกไว้ก่อน ว่าผมไม่ได้มีความต้องการหรือเกิดมีความรู้สึกอยากได้สิ่งของที่อยู่ภายใน มันจะเป็นอะไรก็ช่าง แม้เป็นสิ่งมีค่าแต่ผมก็ไม่ได้มีความต้องการมันจริงๆ ย้ำ ผมไม่ได้มีความคิดที่จะครอบครองเป็นของตัวเอง อย่าเพิ่งเข้าใจว่าผมเป็นคนละโมบ หรือเป็นคนลักษณะนั้น คุณอาจกำลังคิดหรือคาดเดาเรื่องราวไปตามประสบการณ์ของคุณเอง ซึ่งก็อาจจะสวนทางกับสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้
ผมนั่งรอจังหวะที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา และชำเลืองมองมันอีกครั้งให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ขณะเหยียดมือข้างที่ถนัดไปในทิศทางที่มันนอนนิ่ง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าและแนบเนียน ไม่เป็นที่ผิดสังเกต หรือเป็นที่สนใจของใคร พูดให้ถูกอีกที ไม่มีใครที่แม้แต่จะมองมาที่ผม แต่ตามสัญชาตญาณทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังที่สุด
หลายนาทีทีเดียว กว่าฝ่ามือของผมจะสัมผัสกับความแข็งกระด้างของมัน อ่า...ในที่สุด ผมคิด ทุกอย่างก็เป็นไปตามเป้าหมาย เหลือเพียงแต่ที่ผมจะเปิดมันออกสำรวจภายในเท่านั้น
ใจผมระทึกหนักทีเดียว หอบหายใจแรงทั้งๆ ที่นั่งอยู่กับที่ แดดไม่ร้อน แต่เม็ดเหงื่อกลับผุดขึ้นตามใบหน้าและลำคอ ผมรอ รอจังหวะที่ไม่มีใครหันมามอง ขณะนั้นเองผมค่อยๆ ใช้ฝ่ามือกวาดร่างบอบบางของมันเข้ามาแนบชิดร่างกายของผม ผมสะท้าน สะท้านต่อความรู้สึกบางอย่าง แต่ผมจะต้องเปิดมันออกดูเพื่อให้แล้วแก่ใจ ว่าภายใต้กระเป๋าหนังสีดำนั้นมีอะไรแอบแฝงอยู่
แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นนั้นเอง (ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะในขณะที่ผมกำลังพยายามทำทุกอย่างอย่างแนบเนียนอยู่นั้น ก็หาได้มีใครเข้ามาขัดจังหวะแผนการของผมไม่) แต่จู่ๆ ชายกลางคนคนหนึ่งก็โผล่พรวดพราดเข้ามาทางด้านหลัง ผมสะดุ้งด้วยอาการตกใจ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นความตกใจแบบไหน บางทีมันอาจเป็นแค่ความกลัวซ่อนเร้นในความรู้สึกบางอย่าง เหมือนเวลาเราเล่นซ่อนแอบ และต้องคอยระวังไม่ให้คนที่หาพบเข้าโดยที่เรายังไม่ทันตั้งตัว
ผมสะดุ้งและผลักสิ่งของบนเก้าอี้ไปในทิศทางที่มันเคยอยู่ โดยไม่รู้ตัวเหมือนกลัวว่ามันจะกลายเป็นเชือกผูกมัดข้อมือผมเข้า โดยที่ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะสังเกตวิธีการผูกปม
ผมหันขวับไปในทิศทางที่เกิดเสียง และพบเข้ากับรอยยิ้มกว้างของชายกลางคน ชายผู้มีฟันขาดหายและแต่งกายด้วยอาภรสกปรก มือข้างหนึ่งหอบหิ้วถุงพลาสติกใสใบใหญ่และภายในบรรจุเปลือกมะนาวหั่นครึ่ง ผมไม่รู้ว่าแกจะนำเปลือกมะนาวที่ถูกบีบเค้นจนบี้แบนเหล่านั้นไปทำอะไร ผมไม่ได้ถาม..! แต่พอจะเดาได้จากสภาพการแต่งกายและอาการประหลาดๆ ของแก (ลุงแกคงเพิ่งกลับมาจากจ่ายตลาด และคงเหมามะนาวมาทั้งแผงตลาดเป็นแน่ แกคงจะเอาไปทำกับข้าว ผมคิดของผมไปอย่างนั้นเอง)
อ้อ ผมขออนุญาตเรียกชายกลางคนว่าลุงแทนการกล่าวเรียกอย่างอื่น เพื่อความสะดวกของผมที่จะเล่าและความสะบายของคุณในการที่จะอ่าน เพื่อไม่ให้เกิดความเยิ่นเย้อ ยืดยาว ซ้ำซาก จนคุณเกิดความเบื่อหน่ายรำคาญ และคำว่าลุงก็ดูจะเหมาะสมกับเนื้อหาที่ผมกำลังจะเล่า
แกร้องเสียงดัง ขณะชี้มือข้างที่ว่างมาที่ผมอย่างแน่วแน่และมั่นคงไม่มุ่งตรงไปที่ไหน ดวงตาหยีเล็กกลับถทึงทันทีที่แกหุบยิ้ม บัดนี้ผมได้กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจจากผู้คนโดยรอบไปเป็นที่เรียบร้อย(แล้ว) มันเป็นความรู้สึกอย่างยากที่จะทำตัวเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางวงล้อม(สายตา)ของคนนับสิบ ใจหนึ่งก็อยากจะลุกจากไปให้พ้นๆ จากที่ตรงนั้น แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างฉุดรั้งให้นั่งอยู่กับที่ ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหนไม่ได้คล้ายถูกผีอำ ทำได้เพียงส่ง ยิ้ม จืดเจื่อนให้แก่สายตาที่จับจ้อง ‘มันเป็นอาการตอบสนองโดยสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง’ เขาว่ากันมาอย่างนี้ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือแต่จำชื่อคนที่เขียนข้อความดังกล่าวนี้ไม่ได้แล้ว ช่างมันเถอะ เขาว่ากันมาอย่างนี้เราก็มีหน้าที่เชื่อตามนั้น จริงไหม ?
และผมก็ตัดสินใจที่จะลุกจากไปให้เร็วที่สุด(เหมือนผมจะขยับตัวได้แล้ว) แต่..
“ฮั่นแน่ ! จะหนีเรอะ หยุด! หยุดอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ ดี...ดี...อย่าขยับ” ผมไปไหนไม่ได้เสียแล้ว ข้างหน้าก็กำแพงข้างหลังก็ตำรวจ ผมนั่งตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นเอง ไม่ผิดอะไรกับโจรที่โดนตำรวจจับ ! ผมกลายเป็นคนร้ายไปแล้วหรือ อะไรกันวะเนี่ยผมนั่งของผมอยู่ดีๆ แท้ๆ (เลยเชียว)
แกค่อยๆ วางถุงมะนาว(หั่นครึ่ง)ลงข้างตัวอย่างช้าๆ ค่อยๆ ย่องตัวเข้ามาหาผมอย่างระมัดระวัง ผมอยากจะร้องไห้ให้ตายเสียตรงนั้น แต่ผมจะต้องควบคุมสถานการณ์ให้ดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ ห้ามมีพิรุธและดูเหมือนทุกอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วปล่อยให้ลุงแกแสดงตามบทบาทของแกต่อไป ผมเป็นเพียงผู้ดู (เหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละที่กำลังมองดู ลุง (ผม) อยู่ )
‘แกเป็นอะไรของแกวะ’
‘แกคงสติไม่ดีมั้ง อย่าไปสนใจเลย’
ผมเดาว่าคนอื่นๆ ก็คงคิดอย่างนี้ และผมก็จะกลายเป็นเพียงผู้ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วยคนหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง
แกกระโจนตัวลงมานั่งข้างๆ กับผม
“ กระเป๋า! กระเป๋าอะไร? ฮั่นแน่คิจะขโมยรึ! ” คำนี้แหละที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คน สัญจร กลับมาอีกครั้ง ‘ขโมย จะขโมยหรือ?’
“ อะไร? ” ผมพูดออกไปได้เท่านั้น คิดอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ออก
แกหันซ้ายหันขวา สอดส่ายสายตาไปมา ก่อนจะกระเถิบตัวเข้ามาใกล้ผมกว่าเดิมอีก!
“ จุ๊-จุ๊-จุ๊ ” แกเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากอันเข้มคล้ำของแก ก่อนจะพูดในเชิงกระซิบกระซาบว่า
“ นี่! พ่อหนุ่ม รู้แค่เราสองคนนะ ในนี้มีเงินใช่ไหม? ” แกชี้ไปที่กระเป๋า ที่บัดนี้วางอยู่ ตรงกลาง ระหว่าง เราสองคน (ผมไม่อยากใช้คำนี้เลย ให้หมาออกลูกเป็นไข่ซิเอา! ‘เราสองคน’ เหมือนผมไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เข้าให้แล้ว ผมพาตัวเองเข้าไปวุ่นวายมากไปแล้วใช่ไหม ผมควรจะถอยห่างออกมาบ้างแต่ผมขยับไปไหนไม่ได้เลย)
“ ผมไม่รู้หรอก ” ผมไม่รู้จริงๆ นี่ ก็ผมยังไม่ได้เปิดมันออกดูเลย
“ เถอะน่า! ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครรู้หรอก นี่ๆ ในนี้คงมีหลายตังค์ ” แกยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมอีก
“ เดี๋ยวเราแบ่งกันละครึ่ง แล้วอย่าไปบอกใครล่ะ! รู้กันแค่เราสองคนเท่านั้นนะ ” ผมจะลุกวิ่งจากไปแล้วเชียว แต่เอ๊ะ! ทำไมผมถึงยังนั่งอยู่ต่อไปอีกก็ไม่รู้
ถึงตอนนี้ ความสนใจของผู้คนรอบข้างก็เบาบางลงมามากแล้ว ผมลองมาคิดๆ ดู นั่งคุยอยู่กับ
ลุงแกต่อคงไม่เสียหายอะไรมากมั้ง? ผมก็ไม่ได้จะรีบไปทำธุระที่ไหนนี่!
บางที หากอยู่คุยกับลุงแกต่อ ผมคิด บางทีนะบางที อาจมีอะไรเซอร์ไพรซ์
ผมปล่อยให้ลุงแกพูดของแกต่อไป
“ นี่! รู้ไหมไอ้หนุ่ม ลุงน่ะ เห็นมันวางอยู่ตรงนี้มาหลายวันแล้วนะเอ้อ แต่ลุงไม่กล้ามาเอาไง กลัวใครเขาจะเห็น จะหาว่าลุงเป็นโจรเป็นขโมย แต่ลุงไม่ใช่ไง ใช่ไหม? ” ผมส่ายใบหน้าเล็กน้อย ด้วยอดจะทนในน้ำเสียงและวิธีการพูดของแก ดูเหมือนว่าแกจะจริงจังและเอาเป็นเอาตายกับทุกถ้อยคำที่แกเปล่งออกมาเหลือเกิน ราวกับเกรงว่าผู้ฟัง จะไม่ให้ความสนใจในเนื้อหาที่แกเล่า
และอีกครั้ง ที่แกหันมองสำรวจไปมา ราวกับกำลังตรวจหาดวงตาลึกลับ ที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งที่แกมองไม่เห็น ไม่แน่ว่า อาจมีสายตาคู่ใดคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องมองดูพฤติกรรมลึกลับของเราทั้งคู่อยู่ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ผมเห็นด้วยกับแกที่เราจะต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน
แล้วในนาทีต่อมา โดยไม่รอช้า กระเป๋าสตางค์ใบนั้นก็ถูกเปิดออก (โดยฝีมือลุงนั่นแหละ)
ผมมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน!!!
ผมอธิบายไม่ได้ว่าความรู้สึกในครั้งนั้นมันเป็นอย่างไร ผมผ่านความรู้สึกนั้นมาแล้วและลืมมันไปในที่สุด ไม่มีอะไรให้ต้องจดจำมันไร้สาระ
มนุษย์คนหนึ่งกับชายกลางคนหนึ่งคน กับกระเป๋าของใครก็ไม่รู้นอนรอผู้เป็นเจ้าของ อยู่บนม้านั่งใต้ต้นมะขามริมทางท้องสนามหลวง
(2)
ผมมานั่งคิดๆ ดูว่าจะมีใครบ้างไหมที่เป็นไปในลักษณะผม
เหตุใดผมจึงกระทำในลักษณะนั้น
เมื่อผมสบตากับบางสิ่งโดยไม่ตั้งใจ ผมจะส่งยิ้มให้ หรือเพียงดึงสายตากลับจากความสนใจนั้นและลบเลือนมันไปในที่สุด หากผมจะจดจ้องและพินิจมองมันด้วยความสงสัย มันมีสิ่งใดเล่าที่ดึงดูดความสนใจนั้น กิเลส ตัญหา ราคะ อะไรเทือกนั้นหรือ ผมไม่แน่ใจว่าอะไรคือกิเลส อะไรคือตัญหา หรือบางที มันอาจเป็นเพียงความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดในตัวตนของมนุษย์
ถึงตอนนี้ ผมอาจจะไม่ได้นำสิ่งที่อยู่ภายกระเป๋ามาครอบครองเป็นของตัวเอง แต่ผมก็มีความรู้สึกว่ามันยังติดอยู่กับตัวไม่ได้ลบเลือนหรือจางหายไปไหน เหตุใดเล่าผมจึงยังคงพาตนเองไปยึดติดกับของสิ่งนั้น สิ่งที่ไม่มีอยู่ สิ่งที่ไม่มีตัวตน สิ่งที่มีเพียง ‘ความว่างเปล่า’
บางทีผมก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง!
ผมคิดต่อไปอีก คิดไปถึงเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากที่ผมวางกระเป๋าใบนั้นลงด้วยความรู้สึกผิดหวังและขมขื่น ผมหัวเราะให้กับความโง่ของตัวเองเบาๆ ขณะหันไปมองมันอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม
หากจะมีใครสักคนเดินผ่านมาและสบตากับมันเข้าโดยบังเอิญ แล้วเกิดมีความรู้สึกเป็นไปในลักษณะผม อย่างที่คุณคงพอจะคาดเดาได้ ว่ามันคงเป็นความรู้สึกที่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.
แล้วถ้าเป็นคุณคุณจะเปิดกระเป๋าใบนั้นออกดูหรือไม่ เพราะเหตุใด?