The All Write Project 4 : อันตรคดี(วรรณคดี side-story) : ปรมัตถ์กิฎาการ (จบ)




ปรมัตถ์กิฎาการ (ตอนจบ)

(รามเกียรติ์ Side-Story)

ต่อจากกระทู้ที่แล้วครับ
http://pantip.com/topic/35039663


              แม้จะเกิดขึ้นเป็นเวลาเพียงไม่นาน แต่ฤๅษีผู้ปราดเปรื่องก็เข้าใจได้ในทันที... นี่ไม่ใช่เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่หากเกิดขึ้นเพราะอิทธิฤทธิ์ของเทวดาต่างหาก กระนั้นก็มิอาจทำให้ฤๅษีเฒ่านึกคร้ามได้

              “หลังจากนั้นหลายร้อยปี ท้าวทศรถก็ได้มีรับสั่งให้เหล่าฤๅษีทำพิธีขอบุตรให้ สำหรับสวรรค์แล้ว นี่จึงเป็นโอกาสดีซึ่งจะส่งองค์นารายณ์อวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ พร้อมกับนำนาง ‘ลักษมี’ ผู้เป็นชายลงมาเกิดเป็นนางสีดา นำพระสังข์ และบรรลังก์นาคลงมาเกิดเป็น ‘พระลักษณ์’ อีกทั้งยังนำจักร และคทาวุธลงมาเกิดเป็น ‘พระพรต’ และ ‘พระสัตตลุต’ อีกด้วย” ฤๅษีหยุดเล่า สูดลมหายใจเข้าลึก มองหน้าภาพิตอย่างมีนัยก่อนจะเล่าต่อ
“ในครั้งนั้นพิธีของท้าวทศรถก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี ได้ผลเป็นข้าวทิพย์สี่ก้อน อันเป็นสื่อที่ใช้นำพาดวงจิตของเหล่าเทวาลงมาอวตารยังโลกนั่นเอง หากแต่ก่อนที่องค์ทศรถผู้บดินทร์จะได้นำข้าวทิพย์ไปให้ชายาทั้งสามของพระองค์เสวย ก็ถูกนางกากนาสูรฉกไปครึ่งก้อน...”
              
              ฤๅษีหยุดพักหายใจอีกครั้งแล้วจึงเล่าต่อ “ซึ่งพระชายาทั้งสามของท้าวทศรถก็ได้ให้กำเนิดสี่พี่น้อง ราม ลักษณ์ พรต และสัตตลุต ส่วนอีกครึ่งก้อนอยู่ที่นางมนโฑ ภายหลังได้ประสูติเป็นนางสีดา แต่ก็ถูกนำไปลอยน้ำ เพราะโหรขององค์อสุรกษัตริย์ได้ทำนายว่า จะเป็นกาลกินีแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์”

              “อ่า... ข้างงไปหมดแล้วขอรับ เช่นนั้นก็หมายความว่า แท้จริงแล้ว องค์ทศกัณฐ์ก็มีศักดิ์เป็นบิดาของนางสีดา พ่วงด้วยมีศักดิ์เป็นพระสสุระขององค์ราม” ลิงกันต์พูดพลางเกาหัวแกรก

              “ใช่ แต่ตัวข้าเองนี้กลับมองอีกอย่าง องค์นารายณ์ และองค์อิศวรมหาเทพวางแผนให้ในครั้งนี้ มีเทวาอวตารลงมาถึงห้าคน แต่กลับมีข้าวทิพย์แค่เพียงสี่ก้อน... จริง ๆ แล้วการที่ทศกัณฐ์ได้ข้าวครึ่งก้อนไปนั้น อาจจะเป็นโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วก็เป็นได้ ทำให้จากข้าวทิพย์สี่ก้อนถูกแบ่งเป็นห้าได้พอดี ซ้ำหากนางสีดาไม่ได้เกิดจากครอบครัวอื่น ทั้งองค์รามและพระนางก็คงไม่สามารถครองคู่กันได้ เพราะจะมีศักดิ์เป็นพี่น้องเท่านั้น” เพียงแค่ได้ฟังครั้งเดียว ภาพิตก็วิเคราะห์ถึงเหตุ และผลได้ในทันที ทั้งที่เสียงกรีดร้องเมื่อแรกคลอดของนางสีดาว่า “ผลาญราพ” ยังคงดังก้องในโสตประสาท

              “ผลาญราพ... ดูท่านางสีดาจะเกิดมาเพื่อทำลายเผ่ายักษ์ของท่านพี่จริง ๆ ข้าเคยได้ยินพวกกำลังพลลิงในกองพูดต่อ ๆ กันมาว่า เมื่อครั้งที่ท่านหนุมานบุกเข้าไปเผากรุงลงกา ได้แอบเข้าไปเชิญนางสีดาเสด็จออกมาจากรุงลงกาด้วยแล้ว หากแต่พระนางกลับปฏิเสธ ด้วยกลัวพระเกียรติจะเสื่อมเสีย กลัวใครจะติฉินนินทาว่า ถูกยักษ์ลากไป ลิงลากมา หากตนจะออกไปแล้วไซร้ ขอให้องค์รามยกทัพมารับตนอย่างสมพระเกียรติ หลังจากจัดการกับทศกัณฐ์ได้แล้วเท่านั้น แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพียงเสียงลือหรือไม่” กันต์กล่าวต่อ

              “อืม... เจ้าลิงน้อย นั่นเป็นเรื่องจริง หาใช่เพียงพูดกันสนุกปากหรอก ดูกรเจ้ายักษ์น้อย ข้าดูออกว่าเจ้าเริ่มลังเล อยากที่จะหยุดยั้งสงครามในครั้งนี้ หากแต่มันคงไม่ง่ายนัก เจ้าจำเป็นต้องรับรู้เรื่องราวทั้งหมดก่อน แล้วค่อยใช้ปัญญาตัดสินด้วยตัวเองว่า สมควรทำหรือไม่” ชายชรารับรู้ได้ถึงจิตใจอันดีที่กำลังร่ำร้องอยู่ในตัวของอสุรกายตรงหน้า

              “ไม่ใช่เพียงแค่พระสัตลุต พระลักษณ์ และพระพรตเท่านั้น ที่ถูกส่งลงมาช่วยพระรามยังโลกมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีเทวดา มนุษย์ นางจำแลงที่ถูกสาบ และอีกหลาย ๆ ชีวิต เกิดขึ้นมาบนโลกนี้” ฤๅษีตอบกลับ ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพนมมือ สร้างกลุ่มหมอกสีบานเย็นขึ้นอีกครั้ง เพื่อแสดงภาพเรื่องราวต่าง ๆ ของเหล่าเทวดา หรือมนุษย์ผู้ถูกสาปไว้ตั้งแต่พระรามยังไม่ถือกำเนิด เพื่อให้คอยช่วยเหลือองค์รามปราบทศกัณฐ์ แลกกับการหลุดพ้นจากคำสาบ เช่นนางสวาหะเป็นต้น... กลุ่มหมอกยังฉายภาพนิมิตของเรื่องราวการกำเนิดบุคคลอันถูกส่งลงมาเกิดบนโลกมนุษย์โดยเฉพาะ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในสงครามครั้งนี้ เช่นหนุมาน หลังจากนั้นก็ฉายภาพของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สวรรค์ได้มอบอาวุธทรงพลังมากมายให้แก่ลี้พลฝ่ายข้างองค์ราม... รวมถึงภาพเรื่องราวของบุคคลที่ต่างพากันหักหลังทศกัณฐ์ ด้วยหลงเชื่อในเรื่องคำกล่าวอ้างอย่างชอบธรรมขององค์ราม เช่น ‘พิเภก’ ผู้มีศักดิ์เป็นพระอนุชา ‘นางเบญจกาย’ ผู้เป็นภาติยะ ไม่เว้นแม้แต่บุตรีของพระองค์เองอย่าง ‘นางสุพรรณมัจฉา’

              เมื่อได้เห็นภาพนิมิต แม้ใบหน้าของกันต์จะฉาบฉายไปด้วยร่องรอยของการตกตะลึง หากแต่ภาพิตกลับมีน้ำอุ่นเอ่อคลอกระบอกตา ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงผ่าว มือทั้งสองข้างกลับกำหมัดไว้แน่น

              ฤๅษีเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม “เจ้ายักษ์น้อย เหตุใดเจ้าถึงดูเศร้า และโกรธนัก”

              “ข้าพเจ้าเองก็บอกไม่ถูก แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้เห็น มันทำให้ข้าพเจ้าอดสงสารในโชคชะตาขององค์ทศกัณฐ์ไม่ได้ มันช่างดูราวกับถูกกลั่นแกล้ง ทุกอย่างเหมือนถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้า ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร จะต้องสูญเสียญาติสนิท มิตรสหายเท่าไร หรือเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวเสียใจมากมายเพียงใดก็จะไม่มีวันชนะในสงครามครั้งนี้ ส่วนที่โกรธ เป็นเพราะข้ารู้สึกได้อย่างเดียวกับนนทก องค์รามนั้นทั้งขี้ขลาด และเห็นแก่ตัว แม้จะอวตารลงมาเป็นมนุษย์จริง หากแต่ยังใช้กำลัง และบารมีแห่งองค์เทพอย่างเต็มที่เช่นกัน ทุกอย่างถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีด้วยความไม่เป็นธรรม ชดเชยพละกำลังอันด้วยกว่าด้วยศาสตราวุธวิเศษ และเหล่าเทพจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น พี่น้อง สุครีพ หรือหนุมานเอง ถึงจะมีรูปลักษณ์แตกต่าง แต่แท้จริงก็ยังเป็นเทพทั้งสิ้น อีกทั้งยังอาศัยบารมีของตนเมื่อครั้งเป็นเทพ ผนวกกับความชอบธรรมจอมปลอมของสาเหตุแห่งสงครามเกลี้ยกล่อมหัวหน้าของเผ่าวานรจนรวบรวมกำลังข้างตนได้สำเร็จ... ทั้งหมดหาได้สร้างมาด้วยความสามารถของตนเลยแม้แต่น้อย หากแต่ฝ่ายข้างอสุรพงศ์นั้นช่างโดดเดี่ยว แม้จะสร้างพละกำลัง ความเก่งกาจขึ้นจากการฝึกฝน เรียนรู้เป็นร้อย ๆ ปี แต่ก็ไร้ความช่วยเหลือ หรือความเห็นใจ... ไม่ว่าจะองค์ราม หรือนางสีดาเองก็ตาม ทั้งหมดช่างเห็นแก่ตัวผิดจากคำล่ำลือนัก"

              “ท่านพี่...” เมื่อได้เห็นท่าทางของบุคคลอันเป็นที่รัก กันต์ถึงกับกลั้นน้ำตาของตนไม่ไหว ลิงน้อยพลิกตัว โผเข้ากอดร่างของภาพิตไว้ หวังให้ความอบอุ่นจากเรือนกาย ช่วยแบ่งเบาความรู้สึกต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้าจิตใจของอีกฝ่าย “แต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านพี่จะมีข้าอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ข้ารักท่านนะ”

              ภาพิตพูดอะไรไม่ออก คำพูดของลิงตรงหน้าทำให้เขาต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะโอบกอดร่างเล็ก ๆ นั้นไว้ในอ้อมแขน
บรรยากาศอันแสนอบอุ่นปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ แม้แต่ฤๅษีเองยังต้องยิ้มอีกครั้งด้วยภาพที่เห็นตรงหน้า แต่ก็เป็นเวลาเพียงไม่นานนัก ก่อนที่กันต์จะเอ่ยปากถามต่อ “ว่าแต่... ตั้งแต่ข้านี้ถือกำเนิดมา ข้าก็เห็นแต่ยักษ์กับเทวดาคอยห้ำหั่นกันมาตลอด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”

              “เรื่องนั้นข้าไม่เถียงเลยเจ้าลิงน้อย เทวดากับมนุษย์ ต่างเป็นไม้เบื่อไม่เมากับอสุรวงษ์มาหลายร้อยหลายพันปีแล้ว อาจจะต้องย้อนไปถึงสมัยกำเนิดอสูรเลยด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็เกินกำลังกว่าที่ข้าจะสามารถใช้เนตรทิพย์หาคำตอบได้ หากแต่ข้าคิดว่า แท้จริงแล้ว ต้นกำเนิดของเหล่าวงศ์วานยักษาอาจจะเป็นเทวดาที่ทำผิด แล้วถูกสาปให้ลงมาเกิดในโลกมนุษย์โดยมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เพื่อเป็นการลงโทษ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป จำนวนของผู้ต้องคำสาปแห่งองค์เทพก็มีเยอะขึ้น ทำให้เกิดการสืบลูกสืบหลาน ขยายเผ่าพันธุ์วงศ์วานมาถึงทุกวันนี้” ฤๅษีเฒ่าตอบ พร้อมกับเสกหมอกสีบานเย็น แสดงให้เห็นภาพนิมิตของหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เหล่าเทวดาถูกทำโทษ โดยการสาปให้ลงมาเกิดเป็นยักษ์

              “หากเป็นเช่นท่านว่าจริง ตัวข้า และเหล่าผู้ร่วมเชื้อพันธ์ก็คือผลอันสืบเนื่องจากผิดพลาดในอดีต ซ้ำยังอยู่นอกเหนือจากความคาดคิด และการควบคุมของเหล่าทวยเทพ จึงไม่แปลกที่จะถูกมองเหมือนเป็นเพียงกลุ่มก้อนของความชั่วร้าย” ภาพิตเอ่ยถามขึ้นทันที แววตาฉาบฉายด้วยความเศร้าสร้อย น้อยใจในโชคชะตาของตนเอง

              “มันเป็นเพียงแค่การคาดคะเนอันเกิดขึ้นจากเหตุ และผลเท่านั้น หากแต่เรื่องราวความบาดหมางของทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างมีสืบต่อกันมานานแล้วจริง และเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อครั้งสงครามแย่งน้ำอมฤทธิ์” ฤษีกล่าวขึ้น พร้อมสร้างหมอกแห่งนิมิตขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับอธิบายไปด้วย “ครั้งนั้น เหล่าเทวดาได้คิดการทำพิธีกวนเกษียรสมุทรขึ้น เพื่อหวังให้ได้มาซึ่งน้ำอมฤทธิ์ หากแต่ไม่อาจทำสำเร็จได้ด้วยเพียงกำลังอันน้อยนิดของพวกตนเอง จึงมีการออกอุบายหลอกให้เหล่ายักษ์ซึ่งมีกำลังมากกว่ามาร่วมในพิธี ครั้นเมื่อเสร็จสิ้นกลับไม่ยอมแบ่งปันน้ำอมฤทธิ์ให้ตามได้ตกลงกันไว้ สงครามครั้งใหญ่ระหว่างสองเผ่าพันธุ์จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง หากแต่สำหรับยักษ์ การในครั้งนี้ไม่ต่างจากใช้คนเพียงหยิบมือเข้าประมือกับเสือในถ้ำ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ท้ายที่สุด เหล่าเทวดาก็ได้รับชัยชนะ แม้ยักษ์ตนหนึ่งนาม ‘ราหู’ จะแปลงร่างเป็นเทวดาเพื่อรอรับส่วนแบ่งในน้ำอมฤทธิ์ หากแต่ก็ถูกพระอาทิตย์ และพระจันทร์รู้ทัน พระนารายณ์จึงจัดการใช้จักรวิเศษตัดร่างของราหูออกเป็นสองส่วนทันที”



-------------- อ่านต่อด้านล่างครับ ------------
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่