สวัสดีครับเพื่อนๆ
ผมมีเรื่องรบกวน อยากทราบความคิดเห็นของเพื่อนๆ แต่ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาติย้อนเรื่องราวสักหน่อย เพื่อช่วยให้เพื่อนๆได้ความใจในความรู้สึกของผมในขณะนี้นะครับ ผมเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ราวเดือน กันยายน ปี 2004 ผมได้เจอแมวจรตัวนึงเขามาขออาหารตรงลานจอดรถที่ผมเช่าไว้ ด้วยความสงสารผมจึงให้อาหารเขาไป และสังเกตว่าเขาน่าจะมีลูก เพราะดูจากรอยที่เต้านม ผมจึงลองสืบถามคนแถวนั้น ก็ทราบว่า เขาเป็นแมวจรที่โดนเอาปล่อยวัด ที่ติดกับลานจอดรถนั้น และแอบไปคลอดลูกในร้านสปาแถวๆนั้น ด้วยความสงสาร หลังจากวันนั้นผมก็เลยเอาอาหารไปให้เขาที่ร้านทุกวัน เนื่องจากเขาคงเคยโดนคนทำร้ายมาก่อน จึงเป็นแมวที่กลัวคนมาก กลางวันจะแอบในซอกภายในร้าน จนมีเพียงผมกับเจ้าของร้านที่เขายอมเข้าใกล้ ทุกๆเย็น ราวๆ 6 โมง เขาจะแอบออกมานั่งรอผมทุกวัน เพราะเขาชอบให้ผมพาเขาอกไปเดินเล่นข้างนอกกับเขา ถ้าผมไม่ไปเขาก็จะรอจนร้านปิด แล้วหลบเข้าที่ซ่อนตามเดิม เป็นแบบนี้ราว 2 ปีเศษ จนปลายปี 2006 เจ้าของร้านจำต้องเลิกกิจการ เพราะความผูกพันธ์ เนื่องจากผมมาเจอเขาแทบทุกวัน จึงตัดสินใจพาเขาย้ายเข้ามาในบ้าน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2007 หลังจากเขาเข้ามาอยู่ที่บ้าน เขาก็ยังติดนิสัยขี้กลัวตามเดิม ตอนกลางวันเวลาผมไปทำงาน เขาจะแอบจนคนในบ้านแทบไม่มีใครได้เจอเขา เขาจะออกจากที่ซ่อนมาก็ตอนหัวค่ำ เพราะเป็นเวลาที่ผมกลับมาและเข้าห้อง เป็นแบบนี้มาตลอด แม้เวลานอน เขาก็ต้องให้ผมกางแขนออกเพื่อให้เขาได้นอนเอาหัวมาหนุน ทุกคืนๆ หากคืนไหนผมไม่อยู่ เช่นไปต่างจังหวัด (อย่างที่บอกน่ะครับว่าผมอยู่นครศรีฯ) เขาก็จะออกมาร้องเรียกหาผมแทบทั้งคืน จนสุดท้ายผมเลยแทบไม่ได้ไปค้างที่ไหนได้เลย เพราะกลัวข้างบ้านจะด่าเอา เรื่องที่เขาร้อง เป็นแบบนี้มาตลอด จนเรียกได้ว่า 90% ในชีวิตเขาคือผม เพราะเขาไม่เอาใครจริงๆ จนราวเดือน กันยายน ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่เล่นกัน ผมสังเกตเห็นว่าที่เต้านมด้านหลังสุดข้างนึงของเขา เห็นมีก้อนเนื้องอก จงรีบพาไปหาหมอ รวมทั้งโทรปรึกษาหมอคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่าให้เฝ้าติดตามอาการก่อน เพราะเขาอายุมากแล้ว ประเมินคร่าวๆก็ 15 ปีขึ้น หลังจากนั้นผมก็เฝ้าติดตามอาการมาตลอด เดือนต่อเดือน ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี เขายังซน แต่น้อยลงเพราะอายุที่มากขึ้น แต่กินอาหารเก่ง ทุกอย่างเป็นปกติ ลอง X-Ray ตอนเเดือนตุลาคมปีที่ผ่ามา ราว 80-90% ของปอดก็ปกติ มีขาวบ้างแต่หมอสันนิษฐานว่าน่าจะเพราะอายุ ที่ค่อนข้างมาก ส่วนการลามไปยังเต้าอื่นก็ไม่มีเลย จวบจนกลางเดือนที่ผ่านมา ผมสังเกตว่า ตอนกลางคืน เวลาเขาฝนเล็บ จะมีอาการไอแห้งๆ ราว 1-2 นาที แต่ช่วงเวลาอื่นจะไม่เป็น ผมจึงพาเขาไปพบคุณหมอ อ. ท่านสันนิษฐานไว้ 3 อย่าง คือ มีการลามของเนื้องอกไปยังปอด โรคหัวใจ และสุดท้ายคือหอบหืดหรือระบบทางเดินหายใจมีปัญหา หมอเลยแนะนำให้ผมพาน้องเขาไป X-Ray Digital ที่โรงพยาบาลสัตว์ ป. แถวถนนเอกนคร ในตัวอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เพราะเขามีหมอรุ่นน้องคือ หมอ ม. พอจะช่วยจัดการให้ ผมจึงพาลูกผมไปตามที่แนะนำ ผลจากการ X-Ray ปรากฎว่า ปอดขาวมากขึ้น และดูหัวใจจะโตกว่าปกติ ทางหมอ ม. แจ้งว่า 1. อาจจะแค่ปอดอักเสบธรรมดา หรือ 2. มีการลามจริง ทางหมอ ม. จึงคุยกับผมว่าจะลองทำการรักษาปอดอักเสบดูก่อน ถ้าดีขึ้น ก็มีแนวโน้วว่าไม่ใช่การลาม หมอเลยทำการฉีดยามาให้ 2 เข็ม และนัดมาฉีดซ้ำ หลังจากฉีดยาลูกสาวผมก็ดีขึ้น ไม่มีอาการไออีกเลย จนหมอขอฉีดครั้งสุดท้ายครั้งที่สาม เพื่อให้ยาครบโดส ตรงกับวันจันทร์ที่ 28 ที่ผ่านมา ผมก็พาลูกสาวผมไปตามนัด ตอนเข้าไปก็แจ้งชัดเจนว่ามาขอพบหมอ ม. เจ้าของไข้ แต่บังเอิญ หมอ ม. เข้าห้องน้ำ ทางหมอ ป. เจ้าของรพ. จึงพาตัวลูกสาวผมไปรักษาเอง ในใจผมก็หวั่นๆนะ เพราะ 7-8 ปีก่อนหมอคนนี้แหละทีฉีดยาลูกผมจนอาเจียนเป็นเลือดมาแล้วครั้งนึง แต่ก็ปากหนัก (ตรงนี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์กับเพื่อนๆทุกคนเลย อย่าเกรงใจ ถ้าคิดว่ามันเสี่ยงหรือไม่ไว้ใจหมอคนไหน) เพราะคิดว่า 1. หมอ ป. เป็นถึงเจ้าของรพ. ถ้าปฎิเสธ เหมือนไม่ให้เกียรติ หมอ ม. ลูกน้องอาจลำบากต่อไป 2. การฉีดครั้งนี้ก็ตกลงกันตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วว่าเป็นเพียงการฉีดให้ครบโดสเท่านั้น ในประวัติการรักษาก็มีทำไว้ เพราะแจ้งแต่แรกแล้วว่าจะพาลูกผมขึ้นกรุงเทพฯ มาพบ อ.ดร. อนุเทพ เพื่อดูเรื่องเนื้องอกต่อไป หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมก็พาลูกสาวกลับบ้านแล้วไปทำงานต่อ จนค่ำก็กลับมา เขาก็มารอผมเหมือนเดิม ทุกอย่างดูปกติ เพียงแต่ตอนเขาทานข้าว เหมือนมีอาการคล้ายจะขยอกออกมา แต่ก็ไม่ได้อาเจียนออก รวมทั้งผมสังเกตจังหวะหายใจและการเต้นของหัวใจเหมือนเร็วขึ้นแต่ไม่มากมายจนน่ากลัว ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เฝ้าดูเขาจนตีสี่ แต่ไม่มีสัญญาอะไรชัดเจน อีกทั้งผมก็มัวแต่หาโรงแรมที่จะพาเขามาพักตอนมาพบอ. อนุเทพ พอตีสี่ ผมก็ไปเข้าห้องน้ำ ตามเดิมพอเขาไม่เห็นผมก็ไปแอบ พอผมกลับมาก็ไม่เจอเขาล่ะ แต่ด้วยความเพลีย จึงไม่ได้ตามหา แค่เรียกชื่อเขา แล้วเผลอหลับไป จนรุ่งเช้าราว 7 โมง น้องสาวก็รีบมาปลุกผมไปดูลูกสาว เพราะเขานิ่งไม่ตอบสนองอะไรเลย พอผมไปถึงตัวเขาจึงรู้ว่าเขาช็อคและหมดลมหายใจแล้ว ผมพยายามทำ CPR ก็ไม่สำเร็จ ลงท้ายผมจึงต้องสูญเสียลูกสาวของผมไปอย่างไม่มีวันกลับ ประเด็นที่ผมต้องขอคำแนะนำจากเพื่อนๆนะครับ ทั้งในแง่เจ้าของสัตว์ หรือบางท่านก็อาจจะเป็นสัตวแพทย์ คือ
1. หลังจากลูกสาวผมจากไป ผมจึงได้สืบข้อมูลจากเวชระเบียนจนเชื่อถือได้ว่า ยาที่ทางหมอ ม. ได้ฉีดให้ลูกสาวผม 2 ครั้งแรกนั้นคือ Amoxy-clav และ Acetylcystein แต่ยาที่ทางหมอ ป. ฉีดให้ กลับเป็น Ceftiofur Acetylcystein และ Terbutalin ทำไมในเคสรักษาต่อเนื่อง ที่ยาเดิมก็ให้ผลที่ดี การตอบสนองต่อยาก็นับว่าได้ผลอย่างดีมาก รวมทั้งยังเป็นการฉีดครั้งสุดท้ายเพื่อให้ครบโดส ทำไมทาง หมอ ป. จึงเปลี่ยนยาไปจากเดิมครับ ผมปรึกษากับทั้งหมอคน และหมอสัตว์ ต่างก็ไม่เข้าใจถึงสาเหตุนี้ พี่ชายผมก็เป็นหมอคนด้านมะเร็ง ยังงงกับเรื่องนี้เลย เพราะการเปลี่ยนยากระทันหัน มันมีความสี่ยงตามมามากมาย แต่ทำไม หมอ ป. ถึงทำแบบนั้น ผมได้ลองโทรไปสอบถามทางหมอ ป. แล้ว ได้คำตอบว่า ยาที่เขาให้จะปลอดภัยกว่า (แต่ลูกผมช็อคตายนี่นะ) และมันเป็นแนวทางการรักษาของเขา รวมทั้งกล่าวว่า การฉีดยาแล้วหมาแมวตายบ้างก็เป็นเรื่องปกติ คือมันใช่คำตอบเหรอครับ
2. ยาตัวที่เพื่อนๆหมอสัตว์หลายคนของผมเขาสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นปัญหาคือ Terbutalin ซึ่งเป็นยาขยายหลอดลมครับ ปกติเขาจะใช้วิธีพ่นหรือรม ไม่ก็กิน เว้นแต่บางกรณีฉุกเฉินสุดๆ จึงจะใช้วิธีฉีด เพราะยาตัวนี้ อาจจะมีความเสี่ยงในแมวบางตัวให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น 50% ได้ แต่ลูกสาวผมนั้น เขาปกติดีทุกอย่าง หายใจก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร การที่หมอ ป. ตัดสินใจใช้วิธีฉีดเนี่ย อีกทั้งเขาก็รู้ว่าลูกสาวผมอายุมากแล้ว แถมผล X-Ray ยังมีอาการหัวใจโตเล็กน้อยเนื่องจากอายุอีก มันถูกต้องเหรอครับ
3. ตอนผมพาลูกสาวเข้าไปยังโรงพยาบาล ผมก็ได้แจ้งชัดเจนแล้วว่า ต้องการพบ หมอ ม. แต่การที่หมอ ป. ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล เข้ามาแทรกแซงเคสแบบนี้ และผลเกิดขึ้นมาแบบนี้ มันเหมาะสมไหม
4. ผมได้ทำการร้องเรียนไปยัง สมาคมสัตวแพทย์ ซึ่งทาง คุณหมอธีรยุทธ กรรมการสมาคมก็ให้ความกรุณาช่วยเหลือ โดยแนะนำและช่วยส่งเรื่องให้ยังทางสัตวแพทยสภา เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจรรยาบรรณแพทย์ โดยทาง คุณหมอการุณ ผู้ช่วยเลขาฯสภา ก็ให้ความช่วยเหลือ และแนะนำให้คำปรึกษาผม โดยขอให้ส่งเรื่องมาเป็นทางการ ผมซาบซึ้งใจในความกรุณาของทั้งสองท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมทราบมาว่าตอนนี้ ทางหมอ ป. เขาเปลี่ยนแปลงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยบอกกับคนอื่นๆว่า เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะ หมอ ม. รักษาผิดพลาด ทางเขาพยายามเข้ามาแก้ไข แต่ไม่ทันการ ลูกสาวผมเลยจากไป ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่เลย แต่เพราะชื่อเสียงและอายุที่มากกว่า ทำให้คนอื่นๆส่วนนึงเข้าใจไปแบบนั้น ผมกังวลว่า ถ้าผมเดินเรื่องเป็นทางการแล้ว ทางหมอ ม. อาจจะต้องเดือดร้อน ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย หมอ ม. เขายังเป็นหมอใหม่ เาที่ผมดูไม่น่าจะเกิน 30 ปี ด้วยซ้ำ ยังควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ผมกังวลว่า มันจะทำลายอนาคตของหมอที่ดีๆคนนึงไป แต่ผมก็ไม่อยากให้มีเคสแบบนี้เกิดขึ้นกับแมวตัวอื่นๆอีกต่อไป ขอให้จบแค่ที่ลูกสาวผมมันก็เจ็บปวดพอแล้ว ผมสมควรจะเดินเรื่องอย่างเป็นทางการเหรอเปล่าครับ ผมสับสนมากครับ
เรื่องของผมมันยาวมากครับ ผมเข้าใจนะ ถ้าจะมีเพื่อนๆที่อ่านข้ามไปและไม่สนใจ แต่อย่างน้อยผมก็อยากบอกเล่า เพื่อที่จะได้ไม่มีเคสแบบลูกสาวของผมเกิดขึ้นมาอีก นับจากวันที่เขาจากไป สภาพจิตใจผมย่ำแย่มาก ผ่านมาเกือบเดือน ผมถึงจะพอมีแรงใจมาพิมพ์บอกเล่าออกมากได้ ก็พิมพ์ไปทั้งน้ำตานี่แหละครับ ขอบคุณล่วงหน้ามากๆครับ สำหรับความเห็นต่างๆ คำแนะนำ หรือแม้แค่ได้อ่านจนจบก็พอแล้วครับ มันคุ้มแล้วที่ผมต้องกลั่นน้ำตานึกถึงเรื่องเลวร้ายแบบนี้ แล้วมาพิมพ์บอกต่อ เพียงเพราะไม่อยากให้มีเคสแบบนี้ต่อไป ขอบคุณครับ
ผมมีเรื่องขอคำแนะนำ และอยากบอกเล่า สิ่งต่างๆที่กลั่นมา่จากหัวใจจริงๆครับ
ผมมีเรื่องรบกวน อยากทราบความคิดเห็นของเพื่อนๆ แต่ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาติย้อนเรื่องราวสักหน่อย เพื่อช่วยให้เพื่อนๆได้ความใจในความรู้สึกของผมในขณะนี้นะครับ ผมเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ราวเดือน กันยายน ปี 2004 ผมได้เจอแมวจรตัวนึงเขามาขออาหารตรงลานจอดรถที่ผมเช่าไว้ ด้วยความสงสารผมจึงให้อาหารเขาไป และสังเกตว่าเขาน่าจะมีลูก เพราะดูจากรอยที่เต้านม ผมจึงลองสืบถามคนแถวนั้น ก็ทราบว่า เขาเป็นแมวจรที่โดนเอาปล่อยวัด ที่ติดกับลานจอดรถนั้น และแอบไปคลอดลูกในร้านสปาแถวๆนั้น ด้วยความสงสาร หลังจากวันนั้นผมก็เลยเอาอาหารไปให้เขาที่ร้านทุกวัน เนื่องจากเขาคงเคยโดนคนทำร้ายมาก่อน จึงเป็นแมวที่กลัวคนมาก กลางวันจะแอบในซอกภายในร้าน จนมีเพียงผมกับเจ้าของร้านที่เขายอมเข้าใกล้ ทุกๆเย็น ราวๆ 6 โมง เขาจะแอบออกมานั่งรอผมทุกวัน เพราะเขาชอบให้ผมพาเขาอกไปเดินเล่นข้างนอกกับเขา ถ้าผมไม่ไปเขาก็จะรอจนร้านปิด แล้วหลบเข้าที่ซ่อนตามเดิม เป็นแบบนี้ราว 2 ปีเศษ จนปลายปี 2006 เจ้าของร้านจำต้องเลิกกิจการ เพราะความผูกพันธ์ เนื่องจากผมมาเจอเขาแทบทุกวัน จึงตัดสินใจพาเขาย้ายเข้ามาในบ้าน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2007 หลังจากเขาเข้ามาอยู่ที่บ้าน เขาก็ยังติดนิสัยขี้กลัวตามเดิม ตอนกลางวันเวลาผมไปทำงาน เขาจะแอบจนคนในบ้านแทบไม่มีใครได้เจอเขา เขาจะออกจากที่ซ่อนมาก็ตอนหัวค่ำ เพราะเป็นเวลาที่ผมกลับมาและเข้าห้อง เป็นแบบนี้มาตลอด แม้เวลานอน เขาก็ต้องให้ผมกางแขนออกเพื่อให้เขาได้นอนเอาหัวมาหนุน ทุกคืนๆ หากคืนไหนผมไม่อยู่ เช่นไปต่างจังหวัด (อย่างที่บอกน่ะครับว่าผมอยู่นครศรีฯ) เขาก็จะออกมาร้องเรียกหาผมแทบทั้งคืน จนสุดท้ายผมเลยแทบไม่ได้ไปค้างที่ไหนได้เลย เพราะกลัวข้างบ้านจะด่าเอา เรื่องที่เขาร้อง เป็นแบบนี้มาตลอด จนเรียกได้ว่า 90% ในชีวิตเขาคือผม เพราะเขาไม่เอาใครจริงๆ จนราวเดือน กันยายน ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่เล่นกัน ผมสังเกตเห็นว่าที่เต้านมด้านหลังสุดข้างนึงของเขา เห็นมีก้อนเนื้องอก จงรีบพาไปหาหมอ รวมทั้งโทรปรึกษาหมอคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่าให้เฝ้าติดตามอาการก่อน เพราะเขาอายุมากแล้ว ประเมินคร่าวๆก็ 15 ปีขึ้น หลังจากนั้นผมก็เฝ้าติดตามอาการมาตลอด เดือนต่อเดือน ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี เขายังซน แต่น้อยลงเพราะอายุที่มากขึ้น แต่กินอาหารเก่ง ทุกอย่างเป็นปกติ ลอง X-Ray ตอนเเดือนตุลาคมปีที่ผ่ามา ราว 80-90% ของปอดก็ปกติ มีขาวบ้างแต่หมอสันนิษฐานว่าน่าจะเพราะอายุ ที่ค่อนข้างมาก ส่วนการลามไปยังเต้าอื่นก็ไม่มีเลย จวบจนกลางเดือนที่ผ่านมา ผมสังเกตว่า ตอนกลางคืน เวลาเขาฝนเล็บ จะมีอาการไอแห้งๆ ราว 1-2 นาที แต่ช่วงเวลาอื่นจะไม่เป็น ผมจึงพาเขาไปพบคุณหมอ อ. ท่านสันนิษฐานไว้ 3 อย่าง คือ มีการลามของเนื้องอกไปยังปอด โรคหัวใจ และสุดท้ายคือหอบหืดหรือระบบทางเดินหายใจมีปัญหา หมอเลยแนะนำให้ผมพาน้องเขาไป X-Ray Digital ที่โรงพยาบาลสัตว์ ป. แถวถนนเอกนคร ในตัวอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เพราะเขามีหมอรุ่นน้องคือ หมอ ม. พอจะช่วยจัดการให้ ผมจึงพาลูกผมไปตามที่แนะนำ ผลจากการ X-Ray ปรากฎว่า ปอดขาวมากขึ้น และดูหัวใจจะโตกว่าปกติ ทางหมอ ม. แจ้งว่า 1. อาจจะแค่ปอดอักเสบธรรมดา หรือ 2. มีการลามจริง ทางหมอ ม. จึงคุยกับผมว่าจะลองทำการรักษาปอดอักเสบดูก่อน ถ้าดีขึ้น ก็มีแนวโน้วว่าไม่ใช่การลาม หมอเลยทำการฉีดยามาให้ 2 เข็ม และนัดมาฉีดซ้ำ หลังจากฉีดยาลูกสาวผมก็ดีขึ้น ไม่มีอาการไออีกเลย จนหมอขอฉีดครั้งสุดท้ายครั้งที่สาม เพื่อให้ยาครบโดส ตรงกับวันจันทร์ที่ 28 ที่ผ่านมา ผมก็พาลูกสาวผมไปตามนัด ตอนเข้าไปก็แจ้งชัดเจนว่ามาขอพบหมอ ม. เจ้าของไข้ แต่บังเอิญ หมอ ม. เข้าห้องน้ำ ทางหมอ ป. เจ้าของรพ. จึงพาตัวลูกสาวผมไปรักษาเอง ในใจผมก็หวั่นๆนะ เพราะ 7-8 ปีก่อนหมอคนนี้แหละทีฉีดยาลูกผมจนอาเจียนเป็นเลือดมาแล้วครั้งนึง แต่ก็ปากหนัก (ตรงนี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์กับเพื่อนๆทุกคนเลย อย่าเกรงใจ ถ้าคิดว่ามันเสี่ยงหรือไม่ไว้ใจหมอคนไหน) เพราะคิดว่า 1. หมอ ป. เป็นถึงเจ้าของรพ. ถ้าปฎิเสธ เหมือนไม่ให้เกียรติ หมอ ม. ลูกน้องอาจลำบากต่อไป 2. การฉีดครั้งนี้ก็ตกลงกันตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วว่าเป็นเพียงการฉีดให้ครบโดสเท่านั้น ในประวัติการรักษาก็มีทำไว้ เพราะแจ้งแต่แรกแล้วว่าจะพาลูกผมขึ้นกรุงเทพฯ มาพบ อ.ดร. อนุเทพ เพื่อดูเรื่องเนื้องอกต่อไป หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมก็พาลูกสาวกลับบ้านแล้วไปทำงานต่อ จนค่ำก็กลับมา เขาก็มารอผมเหมือนเดิม ทุกอย่างดูปกติ เพียงแต่ตอนเขาทานข้าว เหมือนมีอาการคล้ายจะขยอกออกมา แต่ก็ไม่ได้อาเจียนออก รวมทั้งผมสังเกตจังหวะหายใจและการเต้นของหัวใจเหมือนเร็วขึ้นแต่ไม่มากมายจนน่ากลัว ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เฝ้าดูเขาจนตีสี่ แต่ไม่มีสัญญาอะไรชัดเจน อีกทั้งผมก็มัวแต่หาโรงแรมที่จะพาเขามาพักตอนมาพบอ. อนุเทพ พอตีสี่ ผมก็ไปเข้าห้องน้ำ ตามเดิมพอเขาไม่เห็นผมก็ไปแอบ พอผมกลับมาก็ไม่เจอเขาล่ะ แต่ด้วยความเพลีย จึงไม่ได้ตามหา แค่เรียกชื่อเขา แล้วเผลอหลับไป จนรุ่งเช้าราว 7 โมง น้องสาวก็รีบมาปลุกผมไปดูลูกสาว เพราะเขานิ่งไม่ตอบสนองอะไรเลย พอผมไปถึงตัวเขาจึงรู้ว่าเขาช็อคและหมดลมหายใจแล้ว ผมพยายามทำ CPR ก็ไม่สำเร็จ ลงท้ายผมจึงต้องสูญเสียลูกสาวของผมไปอย่างไม่มีวันกลับ ประเด็นที่ผมต้องขอคำแนะนำจากเพื่อนๆนะครับ ทั้งในแง่เจ้าของสัตว์ หรือบางท่านก็อาจจะเป็นสัตวแพทย์ คือ
1. หลังจากลูกสาวผมจากไป ผมจึงได้สืบข้อมูลจากเวชระเบียนจนเชื่อถือได้ว่า ยาที่ทางหมอ ม. ได้ฉีดให้ลูกสาวผม 2 ครั้งแรกนั้นคือ Amoxy-clav และ Acetylcystein แต่ยาที่ทางหมอ ป. ฉีดให้ กลับเป็น Ceftiofur Acetylcystein และ Terbutalin ทำไมในเคสรักษาต่อเนื่อง ที่ยาเดิมก็ให้ผลที่ดี การตอบสนองต่อยาก็นับว่าได้ผลอย่างดีมาก รวมทั้งยังเป็นการฉีดครั้งสุดท้ายเพื่อให้ครบโดส ทำไมทาง หมอ ป. จึงเปลี่ยนยาไปจากเดิมครับ ผมปรึกษากับทั้งหมอคน และหมอสัตว์ ต่างก็ไม่เข้าใจถึงสาเหตุนี้ พี่ชายผมก็เป็นหมอคนด้านมะเร็ง ยังงงกับเรื่องนี้เลย เพราะการเปลี่ยนยากระทันหัน มันมีความสี่ยงตามมามากมาย แต่ทำไม หมอ ป. ถึงทำแบบนั้น ผมได้ลองโทรไปสอบถามทางหมอ ป. แล้ว ได้คำตอบว่า ยาที่เขาให้จะปลอดภัยกว่า (แต่ลูกผมช็อคตายนี่นะ) และมันเป็นแนวทางการรักษาของเขา รวมทั้งกล่าวว่า การฉีดยาแล้วหมาแมวตายบ้างก็เป็นเรื่องปกติ คือมันใช่คำตอบเหรอครับ
2. ยาตัวที่เพื่อนๆหมอสัตว์หลายคนของผมเขาสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นปัญหาคือ Terbutalin ซึ่งเป็นยาขยายหลอดลมครับ ปกติเขาจะใช้วิธีพ่นหรือรม ไม่ก็กิน เว้นแต่บางกรณีฉุกเฉินสุดๆ จึงจะใช้วิธีฉีด เพราะยาตัวนี้ อาจจะมีความเสี่ยงในแมวบางตัวให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น 50% ได้ แต่ลูกสาวผมนั้น เขาปกติดีทุกอย่าง หายใจก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร การที่หมอ ป. ตัดสินใจใช้วิธีฉีดเนี่ย อีกทั้งเขาก็รู้ว่าลูกสาวผมอายุมากแล้ว แถมผล X-Ray ยังมีอาการหัวใจโตเล็กน้อยเนื่องจากอายุอีก มันถูกต้องเหรอครับ
3. ตอนผมพาลูกสาวเข้าไปยังโรงพยาบาล ผมก็ได้แจ้งชัดเจนแล้วว่า ต้องการพบ หมอ ม. แต่การที่หมอ ป. ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล เข้ามาแทรกแซงเคสแบบนี้ และผลเกิดขึ้นมาแบบนี้ มันเหมาะสมไหม
4. ผมได้ทำการร้องเรียนไปยัง สมาคมสัตวแพทย์ ซึ่งทาง คุณหมอธีรยุทธ กรรมการสมาคมก็ให้ความกรุณาช่วยเหลือ โดยแนะนำและช่วยส่งเรื่องให้ยังทางสัตวแพทยสภา เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจรรยาบรรณแพทย์ โดยทาง คุณหมอการุณ ผู้ช่วยเลขาฯสภา ก็ให้ความช่วยเหลือ และแนะนำให้คำปรึกษาผม โดยขอให้ส่งเรื่องมาเป็นทางการ ผมซาบซึ้งใจในความกรุณาของทั้งสองท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมทราบมาว่าตอนนี้ ทางหมอ ป. เขาเปลี่ยนแปลงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยบอกกับคนอื่นๆว่า เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะ หมอ ม. รักษาผิดพลาด ทางเขาพยายามเข้ามาแก้ไข แต่ไม่ทันการ ลูกสาวผมเลยจากไป ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่เลย แต่เพราะชื่อเสียงและอายุที่มากกว่า ทำให้คนอื่นๆส่วนนึงเข้าใจไปแบบนั้น ผมกังวลว่า ถ้าผมเดินเรื่องเป็นทางการแล้ว ทางหมอ ม. อาจจะต้องเดือดร้อน ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย หมอ ม. เขายังเป็นหมอใหม่ เาที่ผมดูไม่น่าจะเกิน 30 ปี ด้วยซ้ำ ยังควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ผมกังวลว่า มันจะทำลายอนาคตของหมอที่ดีๆคนนึงไป แต่ผมก็ไม่อยากให้มีเคสแบบนี้เกิดขึ้นกับแมวตัวอื่นๆอีกต่อไป ขอให้จบแค่ที่ลูกสาวผมมันก็เจ็บปวดพอแล้ว ผมสมควรจะเดินเรื่องอย่างเป็นทางการเหรอเปล่าครับ ผมสับสนมากครับ
เรื่องของผมมันยาวมากครับ ผมเข้าใจนะ ถ้าจะมีเพื่อนๆที่อ่านข้ามไปและไม่สนใจ แต่อย่างน้อยผมก็อยากบอกเล่า เพื่อที่จะได้ไม่มีเคสแบบลูกสาวของผมเกิดขึ้นมาอีก นับจากวันที่เขาจากไป สภาพจิตใจผมย่ำแย่มาก ผ่านมาเกือบเดือน ผมถึงจะพอมีแรงใจมาพิมพ์บอกเล่าออกมากได้ ก็พิมพ์ไปทั้งน้ำตานี่แหละครับ ขอบคุณล่วงหน้ามากๆครับ สำหรับความเห็นต่างๆ คำแนะนำ หรือแม้แค่ได้อ่านจนจบก็พอแล้วครับ มันคุ้มแล้วที่ผมต้องกลั่นน้ำตานึกถึงเรื่องเลวร้ายแบบนี้ แล้วมาพิมพ์บอกต่อ เพียงเพราะไม่อยากให้มีเคสแบบนี้ต่อไป ขอบคุณครับ